ผู้รับบริการชื่อ น้องปอ (นามสมมุติ) เพศ: ชาย อายุ: 3 ปี 4 เดือน 5วัน
อาการสำคัญ : พัฒนาการภาษาล่าช้ากว่าวัย ,ความตึงตัวของกล้ามเนื้อต่ำ, ไม่สามารถเดินได้ด้วยตนเอง,ไม่สามารถหยิบจับสิ่งของได้ อีกทั้งไม่สามารถมองหน้าสบตาหรือพูดโต้ตอบกับผู้รับบริการได้
การให้เหตุผลทางวิทยาศาสตร์(Scientific Reasoning)
Diagnostic Reasoning :
- ด้านการวินิจฉัยทางการแพทย์
เมื่อผู้รับบริการคลอดออกมาได้รับการวินิจฉัยเป็น Down Syndrome โดยมีจำนวนโครโมโซมคู่ที่ 21 เกินมาหนึ่งแท่ง อย่างไรก็ตามสามารถสังเกตุจากลักษณะภายนอกหลังคลอดในด้านของรูปร่าง หน้าตา โดยใบหน้าจะค่อนข้างกลม จมูกแบน ปากเล็ก ลิ้นมักยื่นออกมา น้ำหนักแรกความยาวทารกแรกคลอดต่ำกว่าเกณฑ์เฉลี่ย
- ด้านการวินิจฉัยทางกิจกรรมบำบัด
จากลักษณะภายนอกโดยน้องปอมีลักษณะเฉพาะของเด็กกลุ่มนี้ โดยสังเกตุจากลักษณะภายนอกคือ หัวแบน จมูกแบน ตาเล็กเป็นวงรีและเฉียงขึ้น คอสั้น นิ้วสั้น ในด้านของพัฒนาการจะมีความล่าช้ากว่าวัย โดยมีความแข็งแรงและความตึงตัวของกล้ามเนื้อที่ต่ำ
Occupational deprivation :ผู้รับบริการได้คลอดออกมาซึ่งมีวินิจฉัยว่าเป็น Down syndrome โดยอาการของตัวโรค จะส่งผลให้พัฒนาการล่าช้าในทุกๆด้าน มีปัญหาพฤติกรรม อีกทั้งยังมีผู้ปกครองช่วยเหลือในการทำกิจวัตรประจำวันในทุกๆด้าน ซึ่งส่งผลต่อการทำกิจวัตรประจำวันด้วยตัวตนเอง และขาด โอกาสในการเข้าเรียนหนังสือตามช่วงวัย
Procedural Reasoning :
ประเมินภายใต้กรอบอ้างอิงพัฒนาการ (Developmental FoR)
1.การประเมินความสามารถในการทำกิจวัตรประจำวัน เป็นการประเมินแบบไม่เป็นทางการ โดยใช้การสัมภาษณ์ผู้ปกครองถึงรูปแบบความสามารถของน้องปอในการทำกิจกรรมการดำเนินชีวิตและการประเมินผ่านกิจกรรมการดำเนินชีวิต โดยพบว่าผู้รับบริการมีปัญหาในการทำกิจวัตรประจำวันคือ
- การรับประทานอาหาร : ยังไม่สามารถรับประทานได้เอง โดยผู้รับบริการสามารถกำช้อนได้แต่ต้องช่วยจับประคองในการเคลื่อนไหว ต้องช่วยในระดับ Maximal assistance
- การเคลื่อนย้ายตัว : ผู้รับบริการไม่สามารถเคลื่อนย้ายตัวไปที่ต่างๆด้วยตนเอง แต่ต้องช่วยประคองโดยการจับมือในการเดิน
2.การประเมินพัฒนาการ ผ่านแบบประเมิน Denver 2 ผ่านการทำกิจกรรม โดยพบว่าผู้รับบริการมีพัฒนาการล่าช้าในด้านต่างๆดังนี้
- ด้านกล้ามเนื้อมัดเล็กและการปรับตัว : ผู้รับบริการสามารถเปลี่ยนมือถือก้อนไม้ น้ำก้อนไม้ 2 ชิ้นมาเคาะกัน และนำก้อนไม้มาใส่กล่องได้ และมีการขีดเส้นยุ่ง แต่ไม่สามารถนำก้อนไม้มาต่อกันได้ (พัฒนาการของผู้รับบริการเทียบเท่ากับอายุ 1 ปี 3 เดือน)
- ด้านภาษาและการสื่อสาร : ผู้รับบริการสามารถหันหาเสียงเขย่า ทำเสียงพยางค์เดียว แต่ไม่สามารถพูด ปาปา มามา คำมีความหมาย (พัฒนาการของผู้รับบริการเทียบเท่ากับอายุ 8 เดือน)
- ด้านกล้ามเนื้อมัดใหญ่ : ผู้รับบริการสามารถนั่งได้และเกาะยืน แต่ไม่สามารถยืนได้นาน 2 วินาที และไม่สามารถนั่งยองและเดินได้เอง (พัฒนาการของผู้รับบริการเทียบเท่ากับอายุ 8 เดือน)
3.การประเมินความสามารถด้านการเล่น เป็นการประเมินแบบไม่เป็นทางการ เพื่อดูทักษะการเล่น ผลการประเมินพบว่า น้องปะมีการเล่นไม่เป็น โดยจะเล่นแบบ sensori motor play เขวี้ยงปาสิ่งของ เคาะทำให้เกิดเสียง เล่นไม่เป็นฟังก์ชั่น อีกทั้งจะเล่นคนเดียว แต่สามารถนั่งเล่นในบริเวณที่มีเพื่อนอยู่ข้างๆได้
4.เพื่อประเมินความสามารถด้านการศึกษา (education activities) และทักษะที่เกี่ยวข้องกับการเรียน เช่น การใช้ดินสอเพื่อขีดเขียน,การใช้สายตาและมือ , ทักษะการรับรู้สีและรูปทรง โดยจะเป็นการประเมินแบบไม่เป็นทางการมที่จะช่วยให้ทราบถึงทักษะความสามารถ โดยการประเมินนี้จะช่วยในการวางแผนการบำบัดที่ตรงกับความต้องการของผู้ปกครอง ผลการประเมินพบว่า น้องปอมีรูปแบบการจับดินสอแบบกำทั้งมือ(palmar-supinate grasp) มีการเขียนแบบ scribble และไม่สามารถคัดลอกแบบการเขียนเส้นตรงแนวตั้งและแนวนอนได้เองจะต้องช่วยเหลือในระดับ maximal assistance
ประเมินภายใต้กรอบอ้างอิงการบูรณาการประสาทความรู้สึก (SI theory)
1.แบบรายการพฤติกรรมการประมวลความรู้สึก(sensory processing checklist:SPC) โดยผู้ปกครองเป็นผู้ตอบคำถามในพฤติกรรมต่างๆที่ถูกแสดงออกมาเพื่อประมวลผลความรู้สึกในด้าน การได้ยิน การรับรส-กลิ่น กล้ามเนื้อ เอ็นและข้อต่อ และการสัมผัส โดยดูแนวโน้มความถี่ของพฤติกรรมแต่ละระบบ ว่าการปรับระดับสิ่งเร้าของน้องปอเป็นเช่นไร โดยผลการประเมิน น้องปอ มี underespondsievenes ต่อ propioceptive และ tactile
ประเมินภายใต้กรอบอ้างอิงกลศาสตร์ (Biomechanical FoR)
1.การประเมินการเคลื่อนไหว โดยเป็นการประเมินผ่านการทำกิจกรรมดูถึงทักษะการหยิบจับ การเคลื่อนไหว กำลังกล้ามเนื้อในส่วนของมือ , แขน , ขา ผลการประเมินพบว่า น้องปอมีองศาการเคลื่อนไหวมากกว่าช่วงการเคลื่อนไหว มีกำลังกล้ามเนื้อของมือที่ไม่เพียงพอในการดึงออกแรงบีบไม้หนีบ หรือ ดึง putty อีกทั้งผู้รับบริการยังไม่สามารถหยิบจับแบบ pad-pad pinch และ tip pinchได้ และในส่วนของกำลังกล้ามเนื้อขายังไม่มีความแข็งแรงทนทานเพียงพอในการยืนลำพังหรือก้าวข้ามสิ่งกีดขวาง
ประเมินภายใต้กรอบอ้างอิงประสาทพัฒนาการ(Neurodevelopmental FoR)
1.การประเมินความตึงตัวของกล้ามเนื้อ จากการ passive ให้ผู้รับบริการทำท่าต่างๆ พบว่าผู้รับบริการมีความตึงตัวของกล้ามเนื้อที่ต่ำ อีกทั้งยังไม่สามารถเหยียดข้อศอกเมื่อทำการนอนคว่ำและลงน้ำหนัก โดยศอกจะมีการงอ
ผู้บำบัดให้โปรแกรมการรักษาโดยอิงจากกรอบอ้างอิง PEOP,Developmental FoR,SI theory,Biomechanical FoR,Behavioral FoR โดยส่งเสริมพัฒนาการด้านต่างๆ ปรับระบบบูรณาการประสาทความรู้สึก ส่งเสริมความแข็งแรง และปรับพฤติกรรมขณะฝึก อีกทั้งให้ความรู้ผู้ปกครองในการฝึกผู้รับบริการให้มีส่วนร่วมในการทำกิจวัตรประจำวัน แนวทางในการปรับพฤติกรรมของผู้รับบริการ
ในที่นี้จะต้องส่งเสริมพัฒนาการด้านต่างๆ ปรับระบบบูรณาการประสาทความรู้สึก และปรับพฤติกรรมขณะฝึก อีกทั้งให้ความรู้ผู้ปกครองในการฝึกผู้รับบริการให้มีส่วนร่วมในการทำกิจวัตรประจำวัน และมีการพูดคุยกับผู้ปกครองของผู้รับบริการในเรื่องของแนวทางในการปรับพฤติกรรมของผู้รับบริการ เพื่อให้ผู้รับบริการสามารถรับประทานอาหาร รวมถึงทำกิจวัตรอื่นๆ ได้ด้วยตนเอง
รวบรวมข้อมูลจากการสัมภาษณ์ผู้ปกครองเพื่อมำความเข้าใจต่อบริบทของครอบครัว(Narrative Reasoning)
ข้อมูลพื้นฐาน
น้องปอเกิดวันที่ 12 ตุลาคม 2558 เป็นบุตรบุญธรรมของครอบครัว ซึ่งไม่ทราบประวัติพ่อ-แม่ที่แท้จริง โดย พ่อ-แม้ที่แท้จริงนั้นได้ปล่อยน้องปอไว้กับคุณลุงซึ่งเป็นเจ้าของห้องเช่า ด้วยความสงสารคุณลุงจึงได้รับเลี้ยงตั้งแต่เกิดจนถึงปัจจุบัน ทำให้ไม่ทราบประวัติขณะตั้งครรภ์ ทราบแค่เพียงว่าคลอดที่ศุนย์การแพทย์ปัญญานันทภิกขุโรงพยาบาลชลประทาน
ประวัติพัฒนาการ
คุณลุงได้กล่าวว่า น้องปอมีพัฒนาการที่ช้ากว่าปกติ โดยเริ่มชันคอ คือ 1 ขวบ 6 เดือน ทำให้พัฒนาการกล้ามเนื้อและด้านอื่นๆชัาได้อย่างเห็นได้ชัด อย่างไรก็ตามคุณลุงกล่าวว่าพฤติกรรมการแสดงออก พัฒนาการที่ล่าช้า รวมถึงการทำกิจวัตรประจำวัน ณ ปัจจุบัน ยังไม่เป็นปัญหาสำหรับการดูแลน้องปอ เพราะเขาพร้อมจะดูแลน้องปอในทุกวัน แต่คุณลุงได้กลัวในอนาคตว่า ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า คุณลุงจะต้องแก่ตัวลง น้องปอจะต้องโตขึ้น ในวันนั้นอาจไม่มีใครดูแลน้องปอได้เหมือนคุณลุง และน้องปอจะไปเป็นภาระคนอื่น
ประวัติของครอบครัว
น้องปอใช้เวลาส่วนใหญ่กับคุณลุงและคุณป้า โดยผู้ดูแลหลักคือคุณลุง โดยคุณลุงมีลูกชายที่อายุ 30 กว่าๆ ที่สามารถดูแลตนเองได้แล้ว โดยลูกก็เข้าใจ และสงสารน้องปอเช่นกัน การเลี้ยงน้องปอก็เหมือนเลี้ยงลูกหลาน บางทีก็เหนื่อยเหมือนกัน แต่ขณะเดียวกันน้องปอก็ทำให้ยิ้มได้ ในด้านการเงินถือว่าพอกินพอใช้ไม่มากไปหรือน้อยไป เพราะคุณลุงเปิดบ้านเช่า ก็เหมือนเสือนอนกิน ลูกก็นำเงินมาให้เลี้ยงน้องปอบ้าง ในครอบครัวทุกคนเอ็นดูน้องปอ
ประวัติการทำกิจกรรมการดำเนินชีวิต (ที่บ้านและสถาบันราชานุกูล)
จากการสัมภาษณ์ ขณะอยู่ที่บ้านคุณลุงจะทำกิจกรรมการดำเนินชีวิตให้น้องปอเสมอ เช่น การป้อนอาหาร ใส่เสื้อ อาบน้ำ โดยคุณลุงจะทำให้ทุกอย่าง และละเลยพฤติกรรมที่น้องปอแสดงออกมา เช่น การเคาะโต๊ะให้เกิดเสียง การเลียพื้น รวมถึงการปาสิ่งของ เพื่อให้คุณป้าเก็บของเหล่านั้นซึ่งมักจะทำเมื่ออยู่กับคุณป้า คุณลุงมองว่าพฤติกรรมเหล่านี้เป็นการเล่นของน้อง ไม่ต้องปรับเดี๋ยวก็หายไปเมื่อน้องได้โตขึ้น ในช่วงจันทร์-ศุกร์ คุณลุงจะพาน้องปอมายังสถาบันราชานุกูล โดยรถเมล์ ขณะเดินเปลี่ยนที่ มีการอุ้มบ้างและปล่อยให้น้องเดินโดยคุณลุงจับมือบ้าง แต่ส่วนใหญ่จะเป็นการอุ้ม เพื่อความสะดวกและรวดเร็ว จะใช้เวลา 8.30-11.00 โดยทำกิจกรรมร่วมกับ กลุ่มดาวน์ จากการสังเกตุของคุณลุงจะเห็นว่าในกลุ่มน้องชอบนั่งแยกคนเดียว เล่นคนเดียว ไม่เข้าร่วมเล่นกับเพื่อน ยังคงมีพฤติกรรมเลียพื้นเช่นเดียวกับที่บ้าน
จากการสัมภาษณ์การทำกิจกรรมที่นักกิจกรรมบำบัดและนักกายภาพบำบัดแนะนำ กิจกรรมที่สามารถส่งเสริมผู้รับบริการในด้านต่างๆ พบว่าคุณลุงมีการทำกิจกรรม นั่งบน ball therapy ทุกวัน และโยกซ้าย-ขวา เพราะน้องปอรู้สึกสนุกที่ได้ทำ ฝึกให้เขาเกาะเดิน เม่อน้องปอทิ้งคัว คุณลุงก็จะไม่ให้ฝึกต่อ ก็จะเปลี่ยนไปทำอย่างอื่น เพราะคุณลุงคิดว่าน้องไม่แข็งแรงและน่าจะเมื่อ *ไม่ได้ถามถึงปัญหาขณะทำ สิ่งที่คุณลุงกังวล
ความคาดหวังของครอบครัว
จากการสัมภาษณ์ คุณลุงมีความต้องการให้น้องปอสามารถช่วยเหลือตนเองและสามารถเข้าเรียนได้เหมือนคนอื่น เพื่อในวันที่คุณลุงแก่ตัวไปน้องจะสามารถดำเนินชีวิตไปได้ด้วยตนเอง
การให้เหตุผลการปฏิสัมพันธ์เมื่อพบหน้ากรณีศึกษา (Interactive Reasoning)
1.ใช้ RAPPORT (Therapeutic relationship) ในการพูดคุยสัมภาษณ์ผู้ปกครองของน้องปอ โดยผู้ปกครองจะสามารถที่จะพูดอย่างเปิดใจ ไม่กังวลว่าจะได้รับการตำหนิ โดยขณะพูดจะได้รับการฟังอย่างตั้งใจ ฟังทั้งเนื้อหาและอารมณ์ ฟังโดยไม่ไม่ตัดสินความผิดหรือถูกขณะที่ผู้ปกครองพูด ฟังเพื่อให้เข้าใจเหตุและผลของสิ่งที่เกิดขึ้น
2.ใช้ Therapeutic use of self เพื่อสร้างปฏิสัมพันธ์ที่ดีกับผู้รับบริการขณะทำการฝึกรวมถึงขณะให้คำแนะนำกับผู้ปกครอง โดยใช้ตัวเราเป็นสื่อในการบำบัดรักษา มีการยิ้มแย้มแจ่มใส แสดงท่าทางเป็นมิตร ให้คำชม ช่วยสอนและแนะนำในสิ่งที่ถูกต้องช่วยดึงความสามารถของผู้รับบริการในการเข้าร่วมทำกิจกรรมการฝึก
(Conditional Reasoning)
ใช้กรอบอ้างอิง PEOP ในการคำนึงถึงผู้รับบริการแบบองค์รวมและสามารถมองผู้รับบริการได้รอบด้าน ดังนี้
- Person : ด้านร่างกายผู้รับบริการได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นDown syndromeโดยผู้รับบริการมีพัฒนาการในด้านต่างๆล่าช้า ผู้รับบริการอายุ3 ปี แต่พัฒนาการในด้านต่างๆอยู่ที่ประมาณ 1 ปี บกพร่องทั้งทางด้านกล้ามเนื้อมัดใหญ่ กล้ามเนื้อมัดเล็ก ด้านภาษาและการปรับตัว มีปัญหาในการบูรณาการความรู้สึก ความตึงตัวและความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ และมีปัญหาทางด้านพฤติกรรม
- Environment :
ทางกายภาพ : บ้าน อยู่ติดถนน มีขนาดห้องที่กว้างและมีช่องว่างให้แสงลอดผ่านเข้ามา และมีเสียงรบกวนจากเสียงของรถที่วิ่งผ่านบนถนน
ทางสังคม : ผู้ปกครองจะดูและช่วยเหลือผู้รับบริการในทุกด้าน
- Occupation : การการรับประทานอาหาร ซึ่งผู้บริการมีพัฒนาการที่ล่าช้า มีกำลังกล้ามเนื้อต่างๆน้อย ส่งผลให้ยังไม่สามารถจับช้อนได้อย่างมั่นคง อีกทั้งยังไม่มีโอกาสในการรับประทานอารหารด้วยตนเอง อาจทำให้ไม่เกิดการเรียนรู้วิธีการในการรับประทานอาหารด้วยตนเอง
ผู้บำบัดจะต้องส่งเสริมพัฒนาการด้านต่างๆ ปรับระบบบูรณาการประสาทความรู้สึก และปรับพฤติกรรมขณะฝึก มองถึงองค์ประกอบของผู้รับบริการ(Person)ที่บกพร่องและทำให้ขัดขวางการทำกิจวัตรประจำวัน รวมถึงคำนึงถึงสิ่งแวดล้อมทั้งทางกายภาพและทางสังคม(Environment)ที่มีส่วนในการขัดขวางการทำกิจวัตรประจำวัน โดยผู้บำบัดจะแก้ข้อบกพร่องดังกล่าว เช่น ส่งเสริมพัฒนาการ ให้ความรู้ผู้ปกครองในการฝึกผู้รับบริการให้มีส่วนร่วมในการทำกิจวัตรประจำวัน ปรับพฤติกรรมของผู้รับบริการ เพื่อให้ผู้รับบริการสามารถรับประทานอาหาร รวมถึงทำกิจวัตรอื่นๆ ได้ด้วยตนเอง
(Pragmatic Reasoning)
- การพูดคุยระหว่างผู้บำบัดและผู้เชี่ยวชาญ เพื่อร่วมวิเคราะห์ปัญหาและใช้สื่อในการบำบัดให้เหมาะสม ความต้องการของผู้รับบริการ ระดับความสามารถ ควรแก้ที่ตรงไหนก่อน โดยจะต้องคำนึงถึงความปลอดภัยขณะฝึก
- จากการพูดคุยแลกเปลี่ยนกับอาจารย์ ได้รับคำแนะนำในเรื่องของการใช้กรอบอ้างอิง และวิธีการรักษาผู้รับบริการ ดังนี้
- การทำ lip& tongues excercise : เพื่อให้ผู้รับบริการส่งเสริมการ Feeding และ Swallowing ลดการ tomgue protide
- การมองโดยใช้ Frame ที่มี Occupation เป็นสำคัญ เช่น PEOP ซึ่งเป็นการมองแบบองค์รวม โดยสิ่งที่เราอาจลืมคำนึงถึง คือบริบทสิ่งแวดล้อม ทั้งกายภาพและทางสังคม
- จากการฝึกงานยังไม่สามารถตั้งคำถามในการสัมภาษณ์ที่ดีพอ ทำให้ได้ข้อมูลในส่วนของ narrative จากผู้ปกครองได้ไม่ชัดเจน เช่น จากการถาม ‘ปกติผู้ปกครองทำการให้กิจกรรมนั่งบนball therapy หรือไม่ เช่นไร ’ ซึ่งในบางครั้ง ผู้บำบัดได้ตัดจบหรือเปลี่ยนคำถาม โดยยังไม่คำนึงถึงสิ่งที่อาจเป็นปัญหา แต่ในครั้งต่อไปควรตั้งคำถามที่ไม่ใช่ปลายปิดและเน้นกระตุ้นให้ผู้รับบริการหรือผู้ดูแลได้บรรยาย เช่น ‘การทำการฝึกโดยผู้ปกครองมีความยากง่ายเช่นไร’ เพื่อให้ทราบถึงปัญหาที่อาจเจอ
- จากการฝึกงานครั้งก่อนผู้บำบัดจะฟังโดยที่รู้สึก sympathy ร่วมด้วยขณะฟังผู้ปกครองเล่าเรื่องราว เช่น รู้สึกสงสารและมีน้ำตาคลอ อาจทำให้บุคลิกภาพหรือการสร้างปฏิสัมพันธ์ เป็นไปทางที่ลบ ในการฝึกงานครั้งต่อไป จะไม่นำอารมณ์ความรู้สึกของผู้รับบริการมาคิดมาก แต่จะ empathy หรือเพียง
ครั้งแรก
ด.ช. ปอ (นามสมมุติ) Dx down syndrome วันที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2562 อายุ 3 ปี 5 เดือน
S : เป็นเด็กผู้ชาย ไม่สามารถพูดได ไม่สามารถเดินได้ด้วยตนเอง จะต้องมีผู้ปกครองคอยจับมืออีกข้างเพื่อให้ผู้รับบริการสามารถเดินทรงตัว จากการสัมภาษณ์ผู้ปกครอง : ผู้รับบริการไม่สามารถทำกิจวัตรประจำวันด้วยตนเอง ยังไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ และมีพฤติกรรมเลียพื้น
O : จากการสังเกตการทำกิจกรรม
กิจกรรมฐาน: ไม่สามารถกระโดดบนแทมโพลีนได้ ขณะเดินจะต้องมีการช่วยประของมืออีกข้าง ไม่สามารถหยิบสีและจับคู่สีได้ตามคำสั่ง ไม่สามารถออกแรงหนีบไม้หนีบได้
ปักหมุด : ช่วงความสนใจ = 15 วินาที ไม่สามารถหยิบหมุดในรูปแบบ pad-pad
เขียน : ไม่สามารถจับดินสอได้ถูกต้อง จับดินสอแบบกำทั้งมือ(palmar-supinate grasp) มีการเขียนเส้นแบบ Scribble
ในด้านพฤติกรรม : ขณะทำจะต้องมีการจับทำ ถ้าปล่อยมือจะทำไม่ได้ มีพฤติกรรมการเล่นแบบ sensori motor play
ในด้านภาษา : เรียกชื่อไม่หัน สามารถทำตาม 1 คำสั่ง ‘หยิบ’
A : hypotone of UE and LE ,hyporesponsive ต่อ tactile , Low level of arousal , poor eye contact / following, 1 follow command , poor muscle strength of LE , poor pad-pad pinch , distractivity , poor colour perception , Poor pre handwriting , ความต้องการของผู้ปกครอง = ADL and Education
P : ประเมิน Denver II ,Sensory Processing Checklist ,ปรับระดับ Low arousal , เพิ่ม muscle strength/tone , ส่งเสริม eye contact / following, เพิ่มAttention span , ส่งเสริม color perception, ส่งเสริม pre handwriting
ด.ช. ปอ (นามสมมุติ) Dx down syndrome วันที่ 4 เมษายน พ.ศ. 2562 อายุ 3 ปี 5 เดือน
S : เป็นเด็กผู้ชาย ไม่สามารถเดินได้ด้วยตนเอง จะต้องมีผู้ปกครองคอยจับมืออีกข้างเพื่อให้ผู้รับบริการสามารถเดินทรงตัว ยังมีพฤติกรรมเลียพื้น
O : จากการสังเกตการทำกิจกรรม
เดินเกาะ : ผู้รับบริการผู้รับบริการสามารถยืนลำพัง 2 วินาที แต่ไม่สามารถเดินได้ด้วยตนเอง
กิจกรรมฐาน : ผู้รับบริการอยู่ในระดับ optimal level สามารถสบตาและหยิบสีได้ตามคำสั่ง 1 สีและจับคู่สีได้ตามคำสั่ง
ดึงหมุดออกจากputtyเพื่อใส่ช่อง : ผู้รับบริการสามารถดึงหมุดออกจาก puttyได้สามารถจับแบบ Pad-pad โดยใช้ physical prompts และสามารถใส่หมุดได้ ช่วงความสนใจประมาณ 20 วินาที
เขียน :ผู้รับบริการสามารถขีดเส้นตรงแนวตั้งจากระดับ dependence เป็นระดับ Maximal assistance โดยใช้การ visual cue และ physical prompts
ในด้านพฤติกรรม :ให้ความร่วมมือในการทำกิจกรรมมากขึ้น
A : Hypotone / Fair muscle strength of LE and UE , fair eye contact / following(สามารถสบตา 3ใน5ครั้ง), fair pad-pad pinch , Short attention span , fair color perception ,fair pre handwriting
Plan : เพิ่มmuscle tone / muscle strength , ปรับระดับ Low arousal , เพิ่ม eye contact / following , ส่งเสริมการจับ pad-pad pinch , เพิ่ม attention span , ส่งเสริมการเขียน( pre handwriting) โดยลดระดับการช่วยเหลือลง ,ให้คำแนะนำผู้ปกครองในการปรับพฤติกรรม , เปิดโอกาสให้ผู้รับบริการในการรับประทานอาหารด้วยตนเอง และให้คำแนะในการลดความช่วยเหลือขณะรับประทาน
Storytelling
Case study ในฝ่ายเด็ก ซึ่งเปรียบเหมือนเป็นผู้รับบริการคนแรกที่ได้ทำหน้าที่ของนักศึกษาฝึกงานในบทบาทผู้บำบัด ฉันถามตนเองอยู่เสมอว่า’พร้อมไหม’ ตอนนั้นฉันรู้สึกไม่พร้อมอะไรเลย ด้วยความที่ที่นี้เป็นที่แรกของการฝึกงาน อาจจะยังไม่ทันได้ปรับตัว ความรู้ยังดึงออกมาใช้ไม่ได้ เมื่อฉันได้เจอCase studyในครั้งแรก ฉันคิดกับตัวเองแค่ว่า ‘เราต้องพยายามช่วยเขา ไม่มากก็น้อย ทำให้เต็มที่’ ฉันได้ผู้รับบริการนี้มีวินิจฉัยว่าเป็น Down syndrome ทำให้ฉันต้องกลับไปอ่านหนังสือและหาข้อมูลเกี่ยวกับตัวโรคและพัฒนาการในด้านต่าง ๆ รวมถึงวางแผนในการประเมินผ่านการใช้แบบประเมินมารตฐาน,การประเมินผ่านการทำกิจกรรม และการสัมภาษณ์เพื่อให้ได้ข้อมูลที่ครบถ้วนและเหมาะสม เพื่อนำข้อมูลมาใช้ในการวางแผนการรักษา ในขั้นตอนของการรักษาเป็นขั้นตอนที่ฉันให้ความสำคัญเป็นอย่างมาก ฉันจะต้องคิดและวิเคราะห์ให้ละเอียดเท่าที่ระดับความสามารถของฉันจะทำได้ในขณะนั้น เพราะฉันรู้สึกว่าการที่ผู้รับบริการมาบำบัดฟื้นฟู ผู้ปกครองจะต้องคาดหวังให้ผู้รับบริการสามารถฟื้นฟูด้านต่าง ๆไปในทางที่ดีขึ้น ไม่ใช่ว่ามาฝึกแล้วไม่ได้อะไร การจะจัดกิจกรรมเพื่อการรักษาทุกครั้งจะต้องมีการวางแผนและวิเคราะห์ อีกทั้งยังต้องสามารถตอบกับตนเองได้ว่า ‘เราทำกิจกรรมนี้เพื่ออะไร’ ฉันมักจะคิดถึงคำถามนี้เสมอเมื่อต้องจัดฐานกิจกรรม
ซึ่งการที่ฉันเห็นถึงพัฒนาการของผู้รับบริการมีแนวโน้มไปทางที่ดีขึ้น มันทำให้ฉันมีความสุข ทั้งในระหว่างทำการรักษา และ หลังจากจบการรักษา ฉันเห็นผู้รับบริการถึงการแสดงออกทางสีหน้าในความกลัว ตกใจ รวมถึงความชื่นชอบและความสนใจ การเผลอยิ้มของผู้รับบริการที่ฉันไม่คาดคิดมาก่อน อีกทั้งยังได้เห็นถึงความร่วมมือของผู้ปกครองในการการรับฟังคำแนะนำและนำคำแนะนำดังกล่าวไปใช้ เพื่อส่งเสริมให้เด็กมีพฤติกรรมและพัฒนาการต่าง ๆ ได้เหมาะสมตามลำดับ
หลังจากจบการรักษา ฉันได้ย้อนกลับมามองตัวเองฉันรู้สึกว่าความสามารถของฉันเป็นไปในทางที่ดีขึ้น ฉันสามารถประยุกต์สิ่งที่ฉันได้รับจาก Case study ไปยังเคสอื่นๆ เช่น การApproach ผู้รับบริการในโรคต่าง ๆ ได้อย่างเหมาะสม การวิเคราะห์ถึงปัญหา และสามารถนำหลักการที่ได้เรียนมามาประยุกต์ใช้ในการรักษาเคสต่างๆ ไม่เพียงแต่ใน Case study เท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงเคสในฝ่ายเด็กอื่น ๆ ไม่ว่าจะเป็น ASD ADHD CP หรือ Down syndrome และอีกสิ่งหนึ่งที่ฉันมีเพิ่มขึ้นอย่างแน่นอนคือ ความเข้าใจในผู้ปกครอง , ความเข้าใจในผู้รับบริการ และความเต็มใจในการช่วยเหลือเท่าที่ฉันจะทำได้
เป็นความรู้อีกด้านหนึ่งค่ะ