ภาพสะท้อนลัทธิฟาสซิสต์ในอิตาลี ในภาพยนตร์ Salo 120 Days of Sodom (1975) สุขนาฏกรรมอเวจี

#บทความ #ความเรียง

ภาพสะท้อนลัทธิฟาสซิสต์ในอิตาลี ในภาพยนตร์ Salo 120 Days of Sodom (1975) สุขนาฏกรรมอเวจี

โดย วาทิน ศานติ์ สันติ (9 ตุลาคม 2562)

จัดว่าเป็นหนังที่วิปริตที่สุดตลอดกาลเรื่องหนึ่งของโลก คนจะดูหนังเรื่องนี้จะต้องมีจิตใจที่เข้มแข็ง ทนต่อความหดหู่ ทนต่อความวิปริตของมนุษย์ ทนต่อความแหวะขยะแขยงได้ เป็นหนังที่ดูครั้งเดียวแล้วไม่มีใครอยากดูอีก ความจริงจังของหนังสร้างความโกรธแค้นชิงชังให้กับคนดูทันทีที่เข้าฉาย จนเป็นเหตุที่ทำให้ผู้กำกับถูกวัยรุ่น 3 คนรุมทำร้ายจนเสียชีวิตเลยทีเดียว

Salo 120 Days of Sodom เป็นหนังสัญชาติอิตาเลียน กำกับโดย Pier Paolo Pasolini ดัดแปลงมาจากหนังสือเรื่อง The 120 Days of Sodom โดย Marquis de Sade หนังนำเสนอภาพอันโหดร้ายในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 จากข้อมูลของหนังอยู่ในช่วงปี 1943 ถึง 1945 หนังทำให้เห็นว่ากลุ่มปกครอง ผู้นำ นายทหารชั้นสูงได้ทำสิ่งใดกับประชาชนบ้าง แต่หนังได้นำเสนอในเชิงสัญลักษณ์ ทุกสัญลักษณ์ของหนังแสดงให้เห็นถึงความกดขี่ ข่มเหง การทดลอง การลงโทษอันวิปริตผิดมนุษย์มนา แสดงให้เห็นถึงความวิปริตของรูปแบบการปกครองเผด็จการทหาร (fascist Republic) ที่ทำอะไรกับประชาชนก็ได้โดยไม่สนใจมนุษยธรรม ไม่สนใจความถูกต้อง ซึ่งหนังเป็นการสะท้อนกลับไปยังประเทศอิตาลีในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2

เนื่องจากภาพยนตร์เรื่องนี้มีแนวคิด การสร้างมาจากการต่อต้านระบอบเผด็จการทหาร อิตาลีช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ดังนั้นผมจึงขออธิบาย เรื่องราวของลัทธิ ฟาสซิสต์ โดยสังเขปดังนี้

ลัทธิฟาสซิสต์ (Fascusm) คือแนวทางการปกครองของ เบนิโต มุสโสลินี (1883 -1945) เกิดขึ้นในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 1 ยุติลง มีลักษณะเป็นขบวนการชาตินิยม อยู่ในรูปแบบการปกครองระบอบเผด็จการฝ่ายขวาจัดนิยมทหาร เพื่อต่อต้านอิทธิพลของการขยายตัวของลัทธิคอมมิวนิสต์ โดยในวันที่ 23 มีนาคม 1919 มุโสลินีได้ก่อตั้งกลุ่ม Fasci di combat Timento เป็นกลุ่มการเมืองในอิตาบีมีแนวคิดเรื่องชาตินิยม อีกทั้งใช้ในการต่อต้านรัฐบาลอิตาลีที่ไร้สมรรถภาพต่อการเรียกร้องสิ่งที่อิตาลีควรได้รับจาก ฝ่ายสัมพันธมิตร นับตั้งแต่ก่อนเริ่มสงครามโลกครั้งที่ 2 กล่าวคือ อิตาลีได้ร้องขอดินแดนที่ตนทำสัญญา ลอนดอนซึ่งทำกับอังกฤษฝรั่งเศสและรัสเซียเอาไว้ในปี 1915 ซึ่งฝ่ายพันธมิตรนี้ตกลงจะมอบดินแดน เทรนติโน ทริเอสเต ไทรอล อิสเทรีย และ ดัลมาเทียให้ โดยที่อิตาลีต้องเข้าร่วมสงครามโลกกับฝ่ายพันธมิตร แต่อย่างไรก็ตามภายหลังข้อเรียกร้องของอิตาลีก็ได้รับการคัดค้านจากประธานนาธิบดีวิลสันของสหรัฐอเมริกา ดังนั้นในสงครามโลกครั้งที่ 2 อิตาลีจึงอยู่ฝ่ายอักษะ ลักษณะของลัทธิฟาสซิสต์ สามารถจำแนกได้เป็น

1. มีความเป็นชาตินิยมสูง

2. ไม่ยอมรับอำนาจอธิปไตยของประชาชน ประชาชนจะต้องยกย่องและเชื่อฟังผู้นำ ผู้นำสัญญาว่าจะมอบความก้าวหน้าให้แก่ประชาชนผู้จงรักภักดี

3. รัฐถือว่าเป็นผู้มีอำนาจสูงสุดในการปกครองประเทศ และมีอำนาจสูงสุดเหนือประชาชน

4. ไม่เชื่อในการปกครองในระบอบประชาธิปไตย เพราะเชื่อว่าเป็นการปกครองที่ขาดประสิทธิภาพ ขั้นตอนของระบอบประชาธิปไตยโดยเฉพาะในด้านการยอมรับมติเสียงส่วนใหญ่ ทำให้เกิดความล่าช้า ในการบริหารประเทศนำมาซึ่งความล้มเหลวในการปกครอง

5. ผู้ปกครองมีความเข้มงวด ผู้ปกครองไม่จำเป็นจะต้องฟังเสียงจากประชาชน

6. มีแนวคิดที่เหมือนกับลัทธินาซีของเยอรมัน ปลูกฝังให้ประชาชน เชื่อว่าชาติของตนเองเป็นชาติที่ยิ่งใหญ่และมีความเจริญกว่าชาติอื่น ดังนั้นจึงต้องมีหน้าที่ในการทำลายชาติที่ด้อยกว่า ปกครองและสร้างความเจริญให้ชาติเหล่านั้น

สมาชิกพรรคฟาสซิสต์ เป็นกลุ่มที่มีความเชื่อและยกย่องตนเองว่าเป็นผู้นำความความเจริญรุ่งเรือง มาให้กับอิตาลีและมีความยิ่งใหญ่เหมือนกับจักรวรรดิโรมัน ภายในพรรคมีกองกำลังพิเศษสวมเสื้อชุดสีดำ ได้รับอิทธิพลเครื่องแบบมาจาก การิบอลดี กองกำลังจะมีอาวุธติดตัวอยู่เสมอ จะปฏิบัติต่อประชาชนที่เป็นปฏิปักษ์อย่างรุนแรงโดยเฉพาะกลุ่มสังคมนิยม กลุ่มชุดดำจะทำการปกป้องนายทุนและนักอุตสาหกรรม โดยใช้วิธีการรุณแรงอย่างเช่นการทำร้ายร่างกาย ประชาชนที่นัดหยุดงานประท้วงเหล่านายทุนจะได้รับการลงโทษ เพราะถือว่าเป็นศัตรูทางการเมือง

ในปี 1921 พรรคฟาสซิสต์ได้รับการเลือกตั้งให้เข้าไปนั่งในสภาของอิตาลีเพียง 35 คน ผิดกับ พรรคคอมมิวนิสต์ในอิตาลีที่กำลังได้รับความนิยมจากชาวอิตาเลียนเป็นอย่างสูงในขณะนั้น แต่พวกฟาสซิสต์ก็มีวิธีที่ชาญฉลาดแกมโกงโดยการโฆษณาชวนเชื่อว่าพวกสังคมนิยมคอมมิวนิสต์กำลังเตรียมการปฏิวัติขึ้นในอิตาลี จากการปล่อยข่าว ความสามารถพิเศษในด้านการพูดของมุสโสลินี และโฆษณาชวนเชื่อเหล่านั้น สร้างความหวาดกลัวให้กับประชาชนต่อพรรคคอมมิวนิสต์ และในขณะเดียวกันรูปแบบของพรรคคอมมิวนิสต์นั้นขัดแย้งกับระบบนายทุนและกลุ่มอุตสาหกรรม ดังนั้นนายทุนและกลุ่มอุตสาหกรรมจึงสนับสนุนพรรคฟาสซิสต์อย่างเต็มที่

จนเมื่อมุสโสลินีเห็นว่าพรรคฟาสซิสต์ของตนมีกำลังอำนาจสูงสุดและมีผู้สนับสนุนเพียงพอแล้ว ดังนั้นในวันที่ 27 ตุลาคม 1922 พรรคฟาสซิสต์ก็เดินทัพเข้าสู่กรุงโรม ในวันที่ 30 ตุลาคม 1922 พระเจ้าวิคเตอร์ เอ็มมานูเอลที่ 3 ส่งมอบอำนาจให้มุโสลินีเป็นผู้นำในการจัดตั้งรัฐบาลผสมกับพวกเสรีนิยม พรรคอนุรักษ์นิยม และพรรคประชาชนคาทอลิก โดยมีจุดมุ่งหมายให้รัฐบาลผสมทำหน้าที่ป้องกันประเทศป้องกันการปฏิวัติของพวกคอมมิวนิสต์ จากนั้นในปี 1928 พรรคฟาสซิสต์กลายเป็นพรรคการเมืองที่มีอำนาจสูงสุดในการบริหารประเทศแต่เพียงพรรคเดียว

อิตาลีอยู่ภายใต้การปกครองระบอบเผด็จการเบ็ดเสร็จ (Totalitarianism) ควบคุมเศรษฐกิจของประเทศโดยเฉพาะด้านอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ กำหนดอัตราค่าจ้างกำหนดราคาสินค้ากำหนดชั่วโมงการทำงาน สร้างความวุ่นวายไปทั่วประเทศกับกลายเป็นว่าการควบคุมของพรรคฟาสซิสต์ทำให้ระบบนายทุนเสรีนิยมหมดไปจากอิตาลี

ในขณะเดียวกันพรรคฟาสซิสต์ก็ได้ปรับปรุงเศรษฐกิจของประเทศให้สามารถลดเองได้เช่นการนำเอาเครื่องจักรชนิดใหม่มาใช้ในกิจการอุตสาหกรรมเพื่อลดการใช้ถ่านหินที่ขาดแคลน การทำอุตสาหกรรมภายในประเทศได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลโดยตรง รัฐบาลให้การคุ้มครองผลิตภัณฑ์ที่ผลิตภายในประเทศด้วยการตั้งกำแพงภาษีศุลกากรเพื่อป้องกันการแข่งขันสินค้าจากต่างชาติ อีกทั้งยังส่งเสริมเกษตรกรรมสมัยใหม่ เมื่อประเทศมีความแข็งแกร่งขึ้นแล้วก็เริ่มมีการพัฒนาด้านกำลังทหาร จนสามารถรุกรานเอธิโอเปียได้ในปี 1935

ในปี 1936 เบนิโต มุสโสลินีได้ร่วมมือกับ อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ และยังให้การช่วยเหลือนายพลฟรังโกทำการปฏิวัติล้มรัฐบาลสาธารณรัฐที่ 2 ของสเปนได้สำเร็จในปี 1939 และในปีเดียวกันก็สามารถนำประเทศเข้าสู่สงครามโลกครั้งที่ 2 ในฝ่ายอักษะได้

พรรคฟาสซิสต์มีบทบาทในการบริหารประเทศอิตาลีอยู่นานหลายปีและมีบทบาทสำคัญในสงครามโลกครั้งที่ 2 แต่แล้วในปี 1943 กองกำลังผสมของฝ่ายสัมพันธมิตรสามารถยกพลขึ้นบก เข้าสู่อิตาลีได้ ในปี 1994 ก็สามารถยึดกรุงโรมเอาไว้ได้ มุสโสลินีและพรรคฟาสซิสต์ของเขาตกที่นั่งลำบาก จนในที่สุดวันที่ 28 เมษายน 1945 มุสโสลินี ได้ถูกจับกุม และถูกสังหารโดยประชาชนชาวอิตาเลียนผู้รักชาติในขณะที่เขาเตรียมตัวหนีไปยัง สวิตเซอร์แลนด์ ศพของมุนีถูกนำไปยังมิลานและได้ถูกแขวนประจานพร้อมกับ คลารา เพทตักซิ ผู้เป็นภรรยาต่อหน้าสาธารณชน กองทัพอิตาลียอมจำนนต่อฝ่ายสัมพันธมิตรในเดือนพฤษภาคม 1945 ถือว่าเป็นการหมดอำนาจของพรรคฟาสซิสต์ไปพร้อมกัน

หนังสือประกอบการเขียน

ศฤงคาร พันธ์พงษ์, รศ. (2547). ประวัติศาสตร์ยุโรป 2. พิมพ์ครั้งที่ 4. กรุงเทพมหานคร: สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยรามคำแหง.

#อ่านรีวิวภาพยนตร์ฉบับเต็มได้ใน

https://www.facebook.com/34427...

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน อารยธรรม ประวัติศาสตร์และโบราณคดี



ความเห็น (0)