7 ปีที่แล้ว... ถ้าย้อนไป 7 ปี ตัวเราในตอนนั้นก็คงอายุประมาณ 11 ปี ในวัยประถมศึกษาปีที่ 5 ในวัยเด็กพูดตามตรงแล้วไม่มีความฝันที่อยากทำเป็นชิ้นเป็นอัน พอที่จะทนทำมาได้นานจนถึงปัจจุบันนี้มีเพียงความเพ้อฝันในวัยเด็กที่เพียงไม่กี่วันก็หายไปพร้อมกับดวงจันทร์ แล้วก็ขึ้นมาใหม่พร้อมกับดวงอาทิตย์ในเช้าวันใหม่ สิ่งที่คิดว่าตามหามาตลอดตั้งแต่เด็กก็คงจะเป็นการพัฒนาขึ้นเรื่อยๆ พร้อมไปกับการตามหาตนเอง ค้นหาแรงบันดาลใจ 

ในตอนเด็กๆนั้นฉันเป็นเด็กที่ไม่ค่อยมีความมั่นใจมากนัก และไม่ค่อยชอบพูดคุยซักเท่าไหร่ เรียกได้ว่าเป็นคนเงียบๆแต่ค่อนข้างยิ้มเก่ง(โชคดีที่หน้าดูเป็นมิตร) และไม่ตั้งใจเรียนเลย ในตอนเด็กฉันไม่เข้าใจว่าทำไมถึงต้องเรียนหนังสือ ทำไมคุณครูถึงต้องสั้งการบ้านหรือ ทำไมเราถึงต้องทำการบ้านตามที่ครูสั้งละ เราไม่ทำการบ้านก็ไม่มีใครตายสักหน่อย จนมาวันหนึ่งเกรดของฉันร่วงลงไปเยอะมากจากแต่เดิมได้เกรดประมาณ 3 กว่าๆร่วงลงมาถึง 2 กว่าๆจึงทำให้ฉันเกิดความรู้สึกต้องการที่จะเปลี่ยนแปลงตัวเองขึ้นมา เลยเริ่มที่จะตั้งเป้าหมายง่ายๆโดยการที่จะให้เกรดเพิ่มขึ้น ทำงานมากขึ้น เริ่มทำการบ้าน ส่งการบ้านให้ตรงเวลา และอ่านหนังสือก่อนสอบ ทำให้เกรดที่ออกมาเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด เกิดความพึงพอใจและเมื่อทำไปเรื่อยๆก็เกิดเป็นนิสัยขึ้นมา 

ไอดอลของฉัน ในตอนเด็กๆฉันได้ดูหนังเรื่องหนึ่ง เป็นหนังที่ฉันคิดว่าสามารถเป็นแบบอย่างในการใช้ชีวิตได้อย่างดี หนังชื่อว่า"Pay It Forward หากใจเราพร้อม จะให้(ใจ)เราจะได้มากกว่าหนึ่ง" แค่ชื่อหนังหลายๆคนก็คงเดาออกว่าเป็นเรื่องเกี่ยวกับอะไร หนังเรื่องนี้เป็นเรื่องของเด็กประถมคนหนึ่งชื่อว่าแทรเวอร์ แทรเวอร์ได้รับการบ้านในหัวข้อ "วิธีที่จะทำให้โลกดีขึ้น" โดยทฤษฎีที่แทรเวอร์คิดขึ้นมาไม่ว่าใครก็สามารถที่จะทำตามได้ เมื่อเราได้รับความช่วยเหลือจากคนอื่น ในเรื่องที่เราไม่สามารถทำมันได้ด้วยตัวเอง คุณจะต้องตอบแทนคนที่มาช่วยเหลือคุณโดยการที่ตัวคุณเองนั้นจะต้องไปช่วยเหลือคนอื่น อีก 3 คน แล้ว 3 คนที่คุณได้ช่วยเหลือเขา เขาก็จะไปช่วยเหลือคนอื่นอีก 3 คน เป็นลูกโซ่แบบนี้ต่อไปเรื่อยๆ จนสุดท้ายคนมากมายก็ได้รู้จักกับการทำความดีแบบลูกโซ่นี้ เป็นการแบ่งปันความดีโดยไม่หวังผลตอบแทน ซึ่งในปลายทางแล้วเราอาจได้รับผลตอนแทนนั้นแล้วโดยไม่รู้ตัวก็ได้ นี้เป็นตัวอย่างในการทำความดีของฉัน การทำความดีโดยไม่หวังผลตอบแทน การทำความดีด้วยจิตใจบริสุทธ์