“โรงเรียนของเราน่าอยู่ คุณครูใจดีทุกคน เด็ก ๆ ก็ไม่ซุกซน พวกเราทุกคนชอบไปโรงเรียน”
ถึงแม้ว่าเพลงนี้จะให้อารมณ์ที่สดใสและสนุนสนาน แต่สำหรับฉันเพลงนี้ทำให้ฉันรู้สึกหม่นหมองและเศร้าสลดยิ่งนัก
จุดเริ่มต้นของเรื่องราวทั้งหมดมีอยู่ว่าเมื่อ 12 ปีที่ผ่านมา ฉันอายุ 6 ขวบเพิ่งเข้าเรียนชั้นป.1 โครงการภาคภาษาอังกฤษ ณ โรงเรียนในพระบรมราชูปถัมภ์แห่งหนึ่งในจังหวัดนนทบุรี ตอนอนุบาลฉันไม่เคยเรียนในโครงการภาคภาษาอังกฤษแต่พ่อของฉันก็ส่งเข้ามาเรียนที่นี้ เพราะ อยากให้ฉันเก่งภาษาอังกฤษตั้งแต่เด็ก แต่ทว่ามันไม่ได้เป็นอย่างที่เขาคาดหวังไว้ ฉันเรียนไม่รู้เรื่องเลย เพราะว่า คุณครูสอนเป็นภาษาอังกฤษทั้งหมด แถมหนังสือเรียนก็เป็นภาษาอังกฤษทั้งหมดด้วย ฉันเบื่อมากที่ต้องมาทำเข้าใจกับภาษาเอเลี่ยนพวกนี้ เข้าใจก็ยากอ่านก็ไม่รู้เรื่อง ฉันก็เลยไม่อ่านแล้วก็ไม่สนใจสิ่งที่ต้องเรียนอีกเลย
ดังนั้นฉันจึงมีปัญหาด้านการเรียนเข้าขั้นวิกฤติ ทุกเช้าก่อนเคารพธงชาติคุณครูจะให้นักเรียนสะกดศัพท์ภาษาอังกฤษให้ฟังถ้าสะกดได้จะให้ลายเซ็นเพื่อเป็นคะแนน มันเป็นเรื่องที่ยากลำบากมากที่ฉันจะต้องมาจำว่าตัวอักษรแต่ละตัวเรียกอะไรและต้องเรียงให้ถูกด้วย เวลาที่มีสอบ Spelling Test ฉันมักจะได้ 0 เสมอคะแนนสูงสุดที่จำได้คือ 2 จาก 10 คะแนน ฉันท่องสูตรคูณไม่ได้เลย เพราะ ไม่รู้ท่องไปทำไม??? ฉันชินกับถูกตีทุกเช้าเพราะไม่มีการบ้านส่งหรือถ้ามีการบ้านส่งก็ร้องไห้ระหว่างทำการบ้าน พ่อก็เลยต้ดปัญหาโดยส่งให้ฉันไปเรียนพิเศษหลังเลิกเรียนที่โรงเรียนทุกเย็น ในขณะที่เรียนพิเศษคุณครูก็จะช่วยกวดขันจนทำการบ้านเสร็จ ถึงแม้ว่าการบ้านจะมีส่งแต่ฉันก็ยังเรียนไม่รู้เรื่องอยู่ดี ฉันมักมีปัญหาเรื่องการทำอะไรช้ากว่าคนอื่นและชอบเหม่อลอยตอนครูสอนหนังสือ ฉันมักสับสนอยู่เสมอว่าอะไรคือซ้ายหรือขวา b หรือ d
ตอนนั้นฉันเป็นคนไม่มีทักษะการเข้าสังคม จึงไม่มีใครอยากเข้ามาคุยกับฉัน ฉันรู้สึกโดดเดี่ยวเหมือนอยู่คนเดียวบนโลกท่ามกลางสังคมที่ไม่มีใครต้อนรับ เพื่อนก็ไม่คบ ครูก็ไม่ชอบ ฉันจำได้ว่าตอนเด็กๆฉันถูกครูหยิกและชักสีหน้าใส่บ่อยมาก บวกกับเรื่องเรียนที่แย่มากๆ หลายๆปัจจัยรวมกันทำให้ฉันรู้สึกว่าฉันไม่อยากไปโรงเรียน ฉันเริ่มบ่นกับพ่อแม่ว่าไม่อยากไปโรงเรียน ท่านก็เลยร้องเพลงเพลงหนึ่งให้ฟัง
“โรงเรียนของเราน่าอยู่ คุณครูใจดีทุกคน เด็ก ๆ ก็ไม่ซุกซน พวกเราทุกคนชอบไปโรงเรียน”
ฉันคาดว่าวัตถุประสงค์ของท่าน คือ อยากให้ฉันนึกถึงเรื่องดีๆของการไปโรงเรียนแทนที่จะนอนอืดอยู่แต่ในบ้าน แต่ทว่ามันไม่มีอะไรดีๆให้นึกถึงไง ฉันไม่ได้ต้องการเพลงมาปลอบใจแต่ฉันอยากให้ท่านสนใจว่าเราปัญหาอะไรที่โรงเรียนหรือเปล่าทำไมเราถึงบ่นออกมาอย่างนี้ ในเมื่อไม่มีใครเข้าใจฉันก็เลยไม่บ่นไม่พูดไม่แสดงออกอะไรทั้งนั้น แล้วทุกอย่างยิ่งเลวร้ายลง ความเครียดที่สะสมมาประมาณ 1 เทอมเริ่มสำแดงออกมาให้ทุกคนได้เห็น ฉันเริ่มร้องไห้ก่อนไปโรงเรียนทุกวัน จนมีอยู่วันหนึ่งฉันร้องไห้ก่อนไปโรงเรียนจนเลือดกำเดาไหลต่อหน้าคนทั้งโรงเรียน ฉันรู้สึกทรมานมากเหมือนนรกทั้งเป็น
นี้เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของความทุกข์ทรมานทั้งหมดที่ฉันต้องฝ่าฟันไปอีก 7 ปี จวบจนจุดพลิกผันครั้งยิ่งใหญ่ของชีวิต จุดพลิกผันนี้ยิ่งใหญ่มากพอที่พลิกชีวิตจากอดีตนักเรียนปัญญาทึบกลายเป็นนักเรียนที่สอบได้คะแนนสูงสุดในชั้นมัธยม พอย้อนกลับไปพิจารณาอดีตที่ไม่น่าจดจำก็ได้รู้ซึ้งถึงคำว่า
Without patience, nothing great can be achieved
วิเคราะห์ PEOP Model ได้ดังนี้
1.Person
เด็กหญิงอายุ 6 ขวบ,เรียนรู้ได้ช้า,ทำอะไรช้ากว่าคนอื่น,ไม่มีสมาธิชอบเหม่อลอย,พูดไม่รู้เรื่อง,ไม่มีจิตมุ่งมั่น
2.Environment
อยู่กับพ่อแม่,ไม่มีเพื่อนสนิท,ครูชอบทำร้ายร่างกายและจิตใจ,ไม่มีใครให้คำปรึกษา
3.Occupation
เป็นลูกของพ่อแม่,เป็นนักเรียนชั้นป.1
4.Performance
สามารถท่องคำศัพท์ภาษาอังกฤษได้แต่เป็นไปด้วยความยากลำบาก
ไม่สามารถฟังพูดอ่านเขียนภาษาอังกฤษได้
ไม่สามารถสอบ Spelling Test ได้
ไม่สามารถท่องสูตรคูณได้
สามารถท่อง A-Z ได้แต่เป็นไปด้วยความยากลำบาก
สามารถทำการบ้านได้ถ้ามีคนคอยกวดขัน
ไม่สามารถแยกแยะได้ว่าฝั่งไหนคือซ้ายหรือขวา b หรือ d
Person: P1 เป็นนักเรียนในอดีตอายุ 6 ปี ไม่สามารถแยกแยะได้ว่าฝั่งไหนคือซ้ายหรือขวา b หรือ d P2 รับรู้สึกว่าไม่มีเพื่อนสนิท P3 รับรู้สึกว่าไม่มีใครให้คำปรึกษา P3 รับรู้สึกว่าครูชอบทำร้ายร่างกายและจิตใจEnvironment: E1 อยู่กับพ่อแม่, E2 ครูและเพื่อนที่โรงเรียน Occupation: กิจกรรมการเรียนหนังสือชั้น ป.1Performance: P1 สามารถท่องคำศัพท์ภาษาอังกฤษได้แต่เป็นไปด้วยความยากลำบากP2ไม่สามารถฟังพูดอ่านเขียนภาษาอังกฤษได้ P3 ไม่สามารถสอบ Spelling Test ได้P3 ไม่สามารถท่องสูตรคูณได้ P4 สามารถทำการบ้านได้ถ้ามีคนคอยกวดขัน