ชีวิตที่พอเพียง 3504. ชุดความคิดที่ถูกต้องเกี่ยวกับชีวิตและความตาย


เช้าวันที่ ๑๒ กรกฎาคม ๒๕๖๒ ผมไปร่วมประชุมกลุ่มสามพราน    วันนี้มีการนำเสนอเรื่อง ระบบการดูแลผู้ป่วยในระยะสุดท้ายของชีวิต    ที่ “ตายอย่างมีความสุข”    นำเสนอโดย ศ. แสวง บุญเฉลิมวิภาส ที่ปรึกษาศูนย์กฎหมายสุขภาพและจริยศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์  

     ที่จริงวงการสุขภาพไทยพัฒนาเรื่องนี้มานาน   โดยในพระราชบัญญัติสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๕๐ ระบุในมาตรา ๑๒ ว่า “บุคคลมีสิทธิทำหนังสือแสดงเจตนาไม่ประสงค์จะรับบริการสาธารณสุขที่เป็นไปเพียงเพื่อยืดการตายในวาระสุดท้ายของชีวิตตน  หรือเพื่อยุติการทรมาน จากการเจ็บป่วยได้

การดำเนินการตามหนังสือแสดงเจตนาตามวรรคหนึ่ง  ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนดในกฎกระทรวง

เมื่อผู้ประกอบวิชาชีพด้านสาธารณสุขได้ปฏิบัติตามเจตนาของบุคคลตามวรรคหนึ่งแล้ว  มิให้ถือว่าการกระทำนั้นเป็นความผิด และให้พ้นจากความรับผิดทั้งปวง” 

“หนังสือแสดงเจตนาฯ”  ในภาษาอังกฤษเรียกว่า living will    เป็นการสั่งเสียว่ายามใกล้ตาย ไม่ต้องการให้ยื้อชีวิต

 ทั้งหมดนั้น เพื่อส่งเสริมการ “ตายดี”  หรือตายตามวิถีธรรมชาติ     ซึ่งต้องมีการจัดการอย่างเป็นระบบ    เริ่มตั้งแต่การเตรียมตัวตาย (ไม่ใช่ปฏิเสธการตาย) ของผู้ป่วย    ด้วยการแสดงเจตนา  “ไม่หอบสังขารหนีความตาย” (คำของท่านพุทธทาส)     การมีระบบบริการรักษาพยาบาลแบบประคับประคอง (palliative care)    และระบบบริบาลระยะสุดท้าย (end of life care)  ที่ฝรั่งเรียกว่า hospice

แต่ก็มีคนตีความผิด (หรือแกล้งเบี่ยงเบนความหมาย?) ว่าเป็นการทำการุณยฆาต (euthanasia)  

ศ. แสวง ท่านจับเรื่องกฎหมาย และจริยธรรมของคนและบุคคลในวิชาชีพสุขภาพ  ว่าด้วยวาระสุดท้ายของชีวิต    มาเป็นเวลานานมาก    ท่านบอกเป็นนัยว่าอุปสรรคของการบังคับใช้กฎหมายดังกล่าวข้างต้น อยู่ที่หน่วยงานที่มีหน้าที่ ตาม พรบ. คือกระทรวงสาธารณสุข  มีพฤติกรรมของผู้บริหารในอดีตดำเนินการที่ตีความได้ว่า แกล้งเตะถ่วง     โดยมีคนสันนิษฐานว่า มีเรื่องผลประโยชน์ทางธุรกิจอยู่เบื้องหลัง   

อีกอุปสรรคใหญ่อยู่ที่แพทย์    ที่ได้รับการปลูกฝังมาให้ช่วยชีวิตผู้ป่วยสุดความสามารถ    รวมทั้งกลัวว่าจะผิดจริยธรรมทางการแพทย์    ที่จริง ศ. แสวง ได้ทำหน้าที่ไปพูดทำความเข้าใจแก่วงการสาธารณสุข ในที่ต่างๆ อธิบายสาระในกฎหมาย และความคลี่คลาย ว่าที่มีหมอ ๓ คนไปฟ้องศาลปกครอง ว่าสาระในมาตรา ๑๒ ขัดกับรัฐธรรมนูญ นั้น ศาลปกครองสูงสุดก็ได้ตัดสินแล้ว ว่าไม่ขัด    แต่ในเวทีดังกล่าว ผู้ฟังมักเป็นพยาบาล  หมอไม่สนใจเข้าฟัง    หมอจึงไม่เข้าใจเรื่องการสนับสนุนหลักการตายตามธรรมชาติ   

ในที่ประชุม ได้มีการพูดถึงวิธีจัดระบบการดูแลคนใกล้ตายแบบให้ตายตามธรรมชาติ อย่างไม่ทรมาน     ว่ามีได้หลากหลายวิธี    ได้แก่ จัดที่โรงพยาบาลเอง    จัดที่ hospice แยกจากโรงพยาบาล    จัดที่บ้าน   และ จัดที่วัดสนับสนุนโดยชุมชน    ผมเสนอให้ทดลองหลายวิธี ที่เหมาะสมต่อสภาพภูมิวัฒนธรรม    และจัดทำระบบข้อมูล เพื่อสร้าง learning loop    ที่ในที่สุด มีหลักฐานบอกว่า ควรใช้รูปแบบใดในสถานการณ์ใด     

ที่จริงหน่วยงานในระบบสุขภาพ ได้ร่วมกันพัฒนาเรื่องนี้ในต่างบทบาทกัน ได้แก่ กระทรวงสาธารณสุข (แผนบริการการดูแลแบบประคับประคอง)    สปสช. (ชุดสิทธิประโยชน์)    สสส. (ให้ทุนสนับสนุนการพัฒนารูปแบบการดูแลแบบประคับประคอง)    สรพ. (รับรองคุณภาพการดูแลแบบประคับประคอง)     สช. (พัฒนานโยบาย)   และ สวรส. (การวิจัยระบบ)

คุณหมอสมศักดิ์ ชุณหรัศมิ์ เล่าว่า มีผลการวิจัยทดลองใช้ การดูแลแบบประคับประคองแก่ผู้ป่วยระยะสุดท้าย    ที่ตัดสินใจเข้าสู่แนวทางนี้แต่เนิ่นๆ (early palliative care)  พบว่าคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยดีกว่า และค่าใช้จ่ายลดลงไปเหลือหนึ่งในสาม    

มีคนพูดว่า ต้องอย่าให้หมอเกิดความรู้สึกว่า คนไข้ตาย เท่ากับหมอประสบความพ่ายแพ้     การช่วยให้ผู้ป่วยระยะสุดท้ายและครอบครัวเผชิญความตายอย่างสงบ และมีความสุข ต่างหาก ที่เป็นชัยชนะของหมอ     

ประเทศไทยมีความก้าวหน้าในระดับหนึ่ง    และยังมีโอกาสพัฒนาได้อีกมาก    โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การพัฒนา mindset ที่ถูกต้อง เกี่ยวกับชีวิตและความตาย         

วิจารณ์ พานิช

๑๒ ก.ค. ๖๒



1 บรรยากาศในห้องประชุม

2 คนขวาสุดคือ ศ. แสวง บุญเฉลิมวิภาส

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน KMI Thailand



ความเห็น (0)