ความหมายของนวัตกรรมคือ เมื่อเริ่มคิดและลอง มักจะผิดมากกว่าถูก แต่เมื่อฝัน ลอง และเรียนรู้ เป็นวงจรไปเรื่อยๆ อย่างต่อเนื่อง ไม่ท้อถอย ในที่สุดก็จะประสบความสำเร็จในการสร้างสิ่งแปลกใหม่

ชีวิตที่พอเพียง  3499b. การศีกษาที่สร้างนวัตกร

หนังสือแปล คู่มือสร้างนักนวัตกรรมเปลี่ยนโลก แปลจาก Creating Innovators : The Making ofYoung People Who Will Change the World    เขียนโดย TonyWagner บอกว่ารูปแบบการศึกษาในระบบที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน(เขาเน้นเรื่องราวในสหรัฐอเมริกา) ล้าหลัง   ปิดกั้นการพัฒนาเยาวชนไปเป็นนักสร้างนวัตกรรม    

รูปแบบที่ผิดนั้นอยู่ทั้งในโรงเรียน และในมหาวิทยาลัย   เป็นการศึกษาที่ยึดรูปแบบตายตัวเกินไป ขาดความยืดหยุ่น    ที่จะให้ผู้เรียนได้เรียนตามความหลงใหลของตน    รวมทั้งระบบครู/อาจารย์ที่ไม่มีทักษะจัดการเรียนรู้แบบที่หนุนการพัฒนาความเป็นนวัตกร  

อ่านตลอดเล่มแล้วผมตีความว่า หนังสือเล่มนี้สื่อเรื่องความล้าหลังของระบบการศึกษา     และเสนอแนะการศึกษาแห่งศตวรรษที่ ๒๑   โดยใช้เป้าหมายการสร้างนักนวัตกรรม (นวัตกร) ในการเดินเรื่อง    

ผมตีความว่าหากดำเนินการตามข้อเสนอในหนังสือเล่มนี้   เราจะได้ ระบบการศึกษาแห่งศตวรรษที่ ๒๑    ไม่ใช่เพียงได้นวัตกรเพิ่มขึ้น    แต่จะได้พลเมืองที่มีคุณภาพเพิ่มขึ้นอย่างมากมาย   

วิธีการที่สรุปมา ๓ข้อ จากเอกสารของหน่วยงาน TRADOC (US Army Training and DoctrineCommand) ของกองทัพบกสหรัฐอเมริกา (หน้า ๒๙๖)  สำหรับปรับโฉมการฝึกอบรมของกองทัพบกสหรัฐอเมริกา    ดังนี้

1.    “ปรับประสบการณ์ในห้องเรียนส่วนใหญ่ให้เป็นกิจกรรมแก้ปัญหาร่วมกัน โดยมีวิทยากรกระบวนการ (ไม่เหมือนครูผู้สอน)คอยชักชวนให้ผู้เรียนคิดและเข้าใจความเกี่ยวข้องและบริบทของสิ่งที่พวกเขาเรียนรู้

2.    ปรับการสอนให้เข้ากับประสบการณ์และระดับความสามารถของผู้เรียนแต่ละคน  โดยอิงจากผลการทดสอบก่อนเรียน   และ/หรือ การประเมิน

3.    ลดหรือเลิกการบรรยายที่ใช้สไลด์นำเสนอโดยมีครูเป็นผู้นำ    และเริ่มใช้แนวทางการเรียนแบบผสมผสาน  ที่ผนวกการจำลองเสมือนจริงและสร้างสรรค์  เทคโนโลยีเกม หรือการสอนด้วยเทคโนโลยีอื่นๆ    

เป็นการเปลี่ยนแปลงที่ควรใช้ในโรงเรียนทั่วไปและในมหาวิทยาลัยทั่วไป         

หนังสือเล่มนี้เขียนแบบเล่าเรื่องเอาเรื่องจริง ตัวคนจริง ที่พัฒนาตัวตนเป็นนวัตกร ทั้งนวัตกร STEM  และนวัตกรสังคม(และมนุษยศาสตร์)    แล้วสรุปประเด็นที่เป็นแก่นของการศึกษา (และการเลี้ยงดู) ที่ส่งเสริมวิญญาณนวัตกรที่มีอยู่แล้วในความเป็นมนุษย์    ว่าประกอบด้วย ๕ ปัจจัยหลักคือ

·       เรียนแบบร่วมมือกันไม่ใช่แข่งขัน

·       เรียนกว้าง  ไม่ใช่เรียนลึกและแคบ

·       มีโอกาสลองถูกลองผิด  ไม่ใช่เลี่ยงความเสี่ยง

·       เป็นผู้สร้าง  ไม่ใช่ผู้เสพ

·       เน้นแรงจูงใจภายใน  (เล่น หลงใหล  มีเป้าหมายชีวิตที่สูงส่ง)   ไม่ใช่เน้นแรงจูงใจภายนอก (คะแนน)

ในหน้า ๑๙๘ -๒๕๔ เล่าเรื่องราวของมหาวิทยาลัยที่ตั้งขึ้นเพื่อพัฒนาความเป็นนวัตกรของนักศึกษาเป็นเป้าหมายหลักคือ วิทยาลัยโอลิน  กับมหาวิทยาลัยใหญ่และมีชื่อเสียงที่สร้าง “start-up” ขึ้นทำหน้าที่นี้เช่น เอ็มไอที    น่าสนใจมาก    สาระตอนนี้ทำให้ผมมองเห็นช่องทางสร้าง “start-upeducation unit” ขึ้นภายในมหาวิทยาลัยไทยที่เป็นมหาวิทยาลัยนอกระบบราชการ   และผมคิดว่า มช. ได้ริเริ่ม start-up นี้แล้ว    

มองในเชิงระบบการศึกษาที่มีบทบาทสร้างนวัตกร เป็นการศึกษาทางเลือก ไม่ใช่ทางหลัก    ครู/อาจารย์ที่เด่นในเรื่องนี้มักไม่ประสบความสำเร็จภายในระบบ(เช่นตำแหน่งไม่มั่นคง เงินเดือนต่ำ) แต่ทำงานด้วยใจรัก   และเห็นผลงานชัดเจน      

อย่างไรก็ตาม  เห็นชัดเจนว่า ระบบการศึกษากระแสหลักจะต้องปรับตัวเดินสู่เส้นทางนี้    สถาบันที่กล้าออกจาก comfortzone ก่อน จะได้เปรียบ  

ที่จริงหนังสือเล่มนี้เริ่มเล่าเรื่องของเยวชนนวัตกรที่เดินเส้นทางชีวิตแหกคอกเช่นนั้นได้เพราะแรงหนุน (ไม่ทำลาย หรือต้าน)จากพ่อแม่    ซึ่งบางคนเป็นแม่เลี้ยงเดี่ยวดำรงชีวิตแบบปากกัดตีนถีบ   ที่ทั้งกำหนดวินัยให้ลูก และส่งเสริมการเล่นอิสระและมีจินตนาการ     เพื่อช่วยให้ลูกค้นพบตนเอง   และเรียนรู้ปูทางชีวิตเพื่อเดินสู่กิจกรรมที่ตนหลงใหลและเห็นคุณค่า     โดยที่เส้นทางนั้นๆไม่ได้ปูลาดด้วยกลีบกุหลาบ  

ผมชอบเรื่อง วิญญาณกบฏที่คนที่มีคุณสมบัติเป็นนวัตกรต้องมี   และคำอธิบายในหน้า ๓๐๐ ๓๐๑ว่าเพราะสังคมสหรัฐอเมริกาสร้างขึ้นด้วยวิญญาณกบฎ    จึงเกิดนวัตกรรมในสหรัฐอเมริกาง่ายกว่าในสังคมอื่นๆ  

ข้อสรุปของหนังสือเล่มนี้อยู่ที่บทส่งท้ายจดหมายถึงนวัตกรรุ่นใหม่ หน้า ๓๐๔ ๓๑๑   และในคำแถลงท้ายเล่ม โดย โรเบิร์ต เอ. คอมป์ตัน ในหน้า ๓๑๒ ๓๑๕  

ในการบรรยายในที่ต่างๆของผม เมื่อพูดถึงนวัตกรรม   ผมมักจะบอกว่า ความหมายของนวัตกรรมคือ เมื่อเริ่มคิดและลองมักจะผิดมากกว่าถูก    แต่เมื่อฝัน ลองและเรียนรู้ เป็นวงจรไปเรื่อยๆ อย่างต่อเนื่อง ไม่ท้อถอย    ในที่สุดก็จะประสบความสำเร็จในการสร้างสิ่งแปลกใหม่     

อ่านแล้วผมนึกถึงกลไกสร้างนวัตกรรมในระบบสุขภาพไทยที่เรียกว่า การประชุมกลุ่มสามพราน (๑)    และนึกถึง การเปลี่ยนโฉม (transformation)ระบบการศึกษาไทย

ขอขอบคุณ อ. ปกป้องจันวิทย์  บรรณาธิการอำนวยการสำนักพิมพ์ BookScape  ที่กรุณาส่งหนังสือเล่มนี้มาเป็นบรรณาการ

วิจารณ์ พานิช

๑๘ ส.ค. ๖๒