อย่าได้เล็งผลเลิศ ว่าทำดีย่อมได้ดี มี”รางวัล”เป็นเครื่องตอบแทน มิฉะนั้น..ชีวิตจะติดดีและมีพันธนาการแห่งความทุกข์เกาะกุมจิตใจไปตลอด

         แค่คิดดี ทำดี ก็น่าจะเพียงพอ แต่ความรู้สึกของคนบางคนอาจไม่ได้เป็นเช่นนั้น ก้าวล่วงผ่านไปถึงซึ่งการยึดติด ประมาณว่ามุ่งมั่นทำความดีแล้ว ก็ย่อมได้สิ่งดีๆตอบแทน

    การได้ลงมือทำประโยชน์เพื่อส่วนรวมแล้วมีความหวัง คงไม่เรียกว่า”จิตอาสา” เช่นเดียวกัน..การทำความดีเพื่อหวังผลประโยชน์ตน แบบนี้แค่คิดดี ทำดี..คงไม่พอ

        แต่การมุ่งมั่นทำดีเพื่อหวังผลทางความสุขทั้งกายและใจ ก็เรียกว่าชีวิตติดดีได้ และต้องไม่เบียดเบียนตนเอง และไม่สร้างความเดือดร้อนให้ใคร

      อย่าได้เล็งผลเลิศ ว่าทำดีย่อมได้ดี มี”รางวัล”เป็นเครื่องตอบแทน มิฉะนั้น..ชีวิตจะติดดีและมีพันธนาการแห่งความทุกข์เกาะกุมจิตใจไปตลอด

        พุทธศาสนาจึงสอนให้ปล่อยวางเสียบ้าง อย่าได้ไปยึดมั่นถือมั่น หมั่นทบทวนกิจกรรมที่ตัวเองได้กระทำ..นำมาซึ่งความรู้สึกในชีวิตอย่างไรบ้าง?

        ยกตัวอย่างผู้เขียนเอง ในช่วงเวลาวันหยุด ๓ วันที่ผ่านมา ทำอะไรได้มากมาย ก็แค่ได้ทำผ่านไป เป็นสิ่งดีๆที่อยู่ในความทรงจำเท่านั้นก็พอ

        วันเสาร์..เชิญผู้เชี่ยวชาญด้านนาฎศิลป์ มาสอนการรำกลองยาวให้นักเรียนหญิงทุกคนที่โรงเรียน คิดวางแผนอยู่นานว่าต้องทำให้ได้อย่างน้อยปีละ ๒ ครั้ง

        เพราะที่โรงเรียนไม่มีครูนาฎศิลป์ มีแต่ครูดนตรี และนี่คือกิจกรรมอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรมไทย จึงไม่มีเหตุผลใดที่จะไม่ทำหรือทำไม่ได้..

        ที่สุดแล้วก็ทำสำเร็จ เรียบร้อยเหมาะสมกับโรงเรียนขนาดเล็ก ไม่ต้องรอให้ใครมาชื่นชม แค่ความรู้สึกทางใจที่เป็นสุข..ผู้เขียนก็รู้สึกพอแล้วจริงๆ

        วันอาทิตย์..นำน้องๆครูนาฎศิลป์ไปรำถวายพระพรชัยมงคลแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในวันเฉลิมพระชนมพรรษา ณ ห้องประชุมอำเภอเลาขวัญ

        ในฐานะพสกนิกรคนหนึ่ง ที่ผ่านร้อนผ่านหนาว ผ่านลาภยศตำแหน่งมาพอสมควรแล้ว กับครอบครัวศิลปะ..ที่รักดนตรีและนาฎศิลป์ ซึ่งเป็นศาสตร์ชั้นสูงที่ควรรักษาไว้..

        ที่สำคัญอย่างยิ่ง การเรียนรู้ของลูกและอาชีพข้าราชการของพ่อ บนผืนแผ่นดินไทยที่ร่มเย็น อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุข ถามว่าเราควรคิดและทำอะไรได้บ้าง?

        ผู้เขียนคิดว่า..การตอบแทนคุณแผ่นดิน ตอบแทนคุณของสถาบันอันเป็นที่เคารพรักของเรา..เป็นสิ่งที่ดีที่สุดและเป็นเรื่องที่ทุกคนควรกระทำ ในแง่มุมที่ต่างกันไป

        วันจันทร์..ผู้เขียนปรับระบบน้ำในแปลงผักปลอดสารพิษ กิจกรรมเกษตรอินทรีย์เพื่อชีวิตที่พอเพียงของบุคลากรทุกคน..ท่ามกลางแดดที่ร้อนระอุ แต่ก็บรรลุวัตถุประสงค์

        ผู้เขียนก้มหน้าก้มตาทำและตอกย้ำตัวเองว่าทำไปเพื่ออะไร? ถ้าไม่ใช่เพื่อโครงการอาหารกลางวัน ที่นักเรียนจะได้ทานผักที่มีคุณค่า แบบหมุนเวียนสลับสับเปลี่ยนไป

        ดินดี แต่ถ้าไม่มีระบบน้ำที่ดี..กิจกรรมเกษตรที่มีประสิทธิภาพก็คงไม่เกิดขึ้นและ ในโรงเรียนประถมฯกับวิถีพอเพียงแบบนี้..ผู้เขียนคิดว่ามันน่าจะเป็นนวัตกรรมที่ยั่งยืนด้วยซ้ำ

        ครับ..ผู้เขียนเลือกที่จะทำเอง เพราะชีวิตติดดี แบบที่รู้เท่าทัน..ไม่ยึดติดว่าทำความดีแล้วก็จะต้องได้ดีเท่านั้น เอาแค่สบายใจ หรืออย่างน้อยก็จะไม่มองเห็นความไม่ดีของคนอื่น..ก็พอ

ชยันต์  เพชรศรีจันทร์

๒๙  กรกฎาคม  ๒๕๖๒