สมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น อ้อยเป็นพืชที่มีความสำคัญที่สุด และได้รับการสนับสนุนมากที่สุด เพราะน้ำตาลที่ทำจากอ้อยได้ทำกำไรงามให้กับประเทศ จนได้ชื่อว่าเป็นสินค้าออกอันดับหนึ่งของไทย ประมาณว่าในสมัย ร.3 และต้น ร.4 ไทยส่งน้ำตาลออกเฉลี่ยปีละ 50,000 - 90,000 หาบ
สภาพการทำไร่อ้อยและผลิตน้ำตาลภายหลังสนธิสัญญาบาวริ่งยังขึ้นหน้ากว่าสินค้าประเภทอื่น เพราะเป็นสินค้าที่ชาวตะวันตกต้องการมาก และเป็นสินค้าที่ทำกำไรให้มาก ใน พ.ศ.2408 มีโรงงานทำน้ำตาลริมแม่น้ำนครไชยศรีถึง 23 แห่ง การค้าน้ำตาลเจริญรุ่งเรืองถึงขีดสุดในช่วง พ.ศ.2393 - 2410 ทำให้ไทยกระตือรือร้นที่จะส่งเสริมการค้าน้ำตาลขยายตัวรวดเร็วขึ้น จึงมีการขุดคลองเจดีย์บูชา คลองภาษีเจริญ และคลองดำเนินสะดวก เพื่อให้สามารถลำเลียงน้ำตาลจากแหล่งผลิตสู่ตลาดอย่างสะดวก
ครั้นถึงสมัย ร.5 สภาพการทำไร่อ้อยและผลิตน้ำตาลเสื่อมลง ขณะ ร.5 เสด็จประพาสไทรโยคใน พ.ศ.2420 ทรงบรรยายถึงความเสื่อมของการผลิตน้ำตาลว่า ที่นครไชยศรีขณะนั้นเหลือโรงหีบอ้อยอยู่ 4 โรงเท่านั้น เหตุที่เสื่อมเพราะน้ำตาลราคาตกต่ำ ตลาดโลกรับซื้อลดลง และตลาดน้ำตาลของไทยถูกฟิลิปปินส์แย่งไปได้ โดยขายถูกกว่าของไทย ในขณะเดียวกันช้าวก็เริ่มเพิ่มความสำคัญขึ้น จนกลายเป็นสินค้าที่ทำรายได้หลักให้แก่ประเทศแทนน้ำตาลไปในที่สุด
(ธเนศ ขำเกิด ประมวลสรุปจากหนังสือของ ...รศ.วิไลเลขา ถาวรธนสาร และคณะ. พื้นฐานวัฒนธรรมไทย. กรุงเทพมหานคร : มหาวิทยาลัยรามคำแหง, 2555)

ข้าว.. ไม้.. สัก.. ยาง.. พารา… ที่เคยเป็นสินค้าออก.. ตกต่ำลง.. แลเห็นได้ชัดแจ้ง.. แล..พยุง.. ไม่ไหว.. คนปลูก ตายไปชั่วคน….แรงงาน ถูกขายไปทั่วโลกทั้งชายหญิง.. (หญิง.. ชาย.. ต้องขายตัว.. เพื่อ.. เลี้ยงรับ..หนี้.. สังคมตกทอด…)…