1 มิถุนายน 2562
ทีมวิชาการสมาคมพนักงานเทศบาลแห่งประเทศไทย [1]
คนท้องถิ่นเกือบทุกคนที่ต่างจดจ้องเฝ้าติดตามข่าวคราวการปลดล็อกการเลือกตั้งทัองถิ่น หรือ “การเลือกตั้งสนามเล็ก” กันถ้วนทั่ว หลายคนถามไถ่กันในกลุ่มเพื่อนฝูง หรือผู้รู้ และคอยฟังแนวโน้มจาก กกต. แต่ผู้ตอบคำถามนี้ได้คือ คสช. หรือ คณะรัฐมนตรี (ครม.) ชุดหน้า เมื่อมีข่าวเล็ดรอดเมื่อกลางเดือนเมษายน 2562 ว่า มีการเตรียมการณ์เลือกตั้งท้องถิ่นระดับกรุงเทพมหานคร (กทม.) ในวันที่ 18 สิงหาคม 2562 [2] แรกสุดไม่มีใครอยากเชื่อ แต่พอเห็นร่างกำหนดการณ์แผนการเลือกตั้ง (Roadmap) ก็ยังไม่เชื่อ เพราะ โอกาสความเป็นไปได้มีน้อย ที่ต้องมีการเตรียมการในอีกหลายเรื่อง ประกอบกับสถานการณ์บ้านเมืองยังไม่นิ่ง จึงไม่มีใครเชื่อ ต่อมาเมื่อสองสามวันที่ผ่านมาเริ่มมีการเคลื่อนไหว เดินเครื่อง “การเลือกตั้งทัองถิ่น” จาก กกต. ที่สั่งการให้มีการสำรวจวัสดุอุปกรณ์เกี่ยวกับการเลือกตั้งท้องถิ่นทั่วประเทศ (รวม กทม.) เพื่อให้พร้อมใช้งานได้ตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน 2562 เป็นต้นไป ตามมาตรา 25 แห่ง พ.ร.บ.การเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นและผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ. 2562 [3] ซึ่งก่อนหน้านั้นนานกว่าหนึ่งปีที่ผ่านมา กระทรวงมหาดไทยได้สั่งการให้ท้องถิ่นทุกแห่งได้เตรียมการในเรื่องงบประมาณการเลือกตั้งไว้แล้ว [4] นอกจากนี้ กกต. ยังได้เตรียมการตราระเบียบต่าง ๆ เกี่ยวกับการเลือกตั้งเลือกตั้งไว้อย่างเร่งรีบแล้ว ประกอบข่าวการสำรวจวัสดุอุปกรณ์เลือกตั้งดังกล่าวคนท้องถิ่นเชื่อว่าเป็นของจริง ด้วยเหตุผลว่า (1) เพราะที่ผ่านมาผู้บริหารและสมาชิกสภาท้องถิ่น อปท.รูปแบบทั่วไปได้รับโอกาสจากการใช้มาตรา 44 สั่งให้รักษาการในตำแหน่งตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2558 เป็นการระงับการเลือกตั้งท้องถิ่นมานานกว่า 4 ปีที่เกินกว่าวาระ (เทอม) การดำรงตำแหน่ง 4 ปีแล้ว (2) เพื่อเป็นการลดกระแสความชอบหรือไม่ชอบของคนท้องถิ่น ฝ่ายผู้มีอำนาจของบ้านเมืองต้องรีบตัดสินใจผ่อนคลาย ลดความตึงเครียดลง (3) การเลือกตั้งสนามใหญ่หรือการเลือกตั้งระดับชาติเสร็จสิ้นลงแล้ว (4) ไม่มีเหตุผลใดที่มาอ้างความชอบธรรมในการขยายเวลาการเลือกตั้งท้องถิ่นออกไป เพราะ ประเด็นอื่น ๆ เช่น การจัดทำประมวลกฎหมายปกครองท้องถิ่น หรือ กฎหมายท้องถิ่นอื่น ต้องใช้ระยะเวลานานในการจัดทำ และเป็นคนละประเด็นที่ไม่เกี่ยวกับการเลือกตั้ง (5) เพราะระเบียบกฎหมายในยุค คสช. ที่มีมาตรา 44 ที่เร็วและเงียบผ่านได้ตลอด ที่ไม่สามารถอ้างว่าติดโน่นติดนี่ได้เพราะผู้มีอำนาจต่างมีโรดแมปไว้ในใจแล้ว (ว่าจะให้หรือไม่ให้เมื่อใด) ข้ออ้างการชะลอหรือเลื่อนการเลือกตั้งท้องถิ่นจึงฟังไม่ขึ้น เอาเป็นว่า พอถามความพร้อมในการเลือกตั้งท้องถิ่นแล้ว เกือบทุกคนจะตอบเป็นเสียงเดียวกันว่า “พร้อมแล้ว” จะเลือกตั้งเดี๋ยวนี้ยังได้เลย
ไม่ว่า คสช.จะประเมินสถานการณ์เกี่ยวกับ อปท. ผิดไป หรือ การไม่ให้ความสำคัญแก่ อปท. หรือ การมัวแต่เชื่อข้อมูลจากคนใกล้ชิด ฯลฯ ก็ตาม แต่เชื่อว่าท่ามกลางกระแสประชาธิปไตยใหม่สูง (New Dem) นอกจากนี้ วาทะกรรมที่สร้างความร้าวฉาน (Hate Speech) ก็ไม่อาจนำมาใช้กับท้องถิ่นได้เลย ทำให้ “ท้องถิ่นต้องเดินหน้า” เท่านั้น
ประเด็นการปรับเปลี่ยนฐานะ อปท.
ความห่วงใยในรูปแบบ อปท. ที่จะกำหนดขึ้นใหม่ แม้จะผูกพันกับโครงสร้างการบริหารงานบุคคลท้องถิ่นแบบแยกกันไม่ออก เพราะหากยกฐานะเป็นเทศบาลแล้ว โดยการให้ข้อมูลตรงๆตามจริงในฐานรายได้ ประชากร หรือเกณฑ์อื่นใดฯ คาดว่าส่วนใหญ่ อปท.ที่ยกฐานะขึ้นจะเป็น “เทศบาลประเภทสามัญหรือประเภทพิเศษ” [5]เกือบทั้งสิ้น ซึ่ง อปท. ขนาดเล็ก (คาดว่าทุกแห่ง) ต่างมีปลัดระดับกลาง (ระดับ 8 เดิม) กันทุกคนแล้ว จึงไม่มีปัญหาในการเข้าสู่ตำแหน่งตามกรอบตำแหน่ง (ไม่มีผลกระทบต่อตำแหน่งฯ) แต่อย่างใด ที่สามารถใช้บทเฉพาะกาลการเข้าสู่ตำแหน่งได้ เพราะปลัดทุกคนมีระดับ แต่ในเมืองใหญ่นักการเมืองเดิมกลัวการเปลี่ยนแปลง ฉะนั้นการมีผลประโยชน์ในตำแหน่งหน้าที่การงาน และการมีเจ้านายผู้มีอิทธิพลอยู่เบื้องหลังข้าราชการฯ (ผู้สนับสนุนฯ) จะมีปัญหาบ้างในการแย่งชิงตำแหน่งปลัดหรือตำแหน่งบริหารอำนวยการอื่นกัน “ในเชิง” เท่านั้น หรือปัญหาการข้ามอาวุโส ข้ามห้วย เด็กเส้นเด็กฝากก็จะไม่มี เพราะเป็นการดำเนินการปรับยกฐานะ อปท. คราวเดียวกันหลาย ๆ แห่งพร้อม ๆ กัน ที่สามารถแก้ไขปัญหาด้วยระบบการบริหารงานบุคคลที่แน่นอนไม่ลำเอียง ที่ไม่สามารถเขียนหลักเกณฑ์เกณฑ์การบริหารงานบุคคลได้ตามชอบใจ ปัญหาคอขวดการแย่งเข้าสู่ตำแหน่งปลัดสูง รวมทั้งการสบประมาทกีดกันการเข้าสู่ตำแหน่งปลัดสูงด้วยประการใด ๆ เช่น อ้างว่าการคัดเลือกไม่มีประสิทธิภาพ หรือไม่สามารถคัดเลือกคนที่เป็นนักบริหารมืออาชีพจริงมีประสบการณ์ได้ หรือ ผู้ผ่านการคัดเลือกไม่มีประสบการณ์การบริหารฯ [6] หรือ ไม่ได้เป็นไปตามที่นักการเมืองต้องการ (ได้คนไม่ถูกใจ) ฯลฯ ก็ไม่สามารถอ้างได้ เพราะมิใช่ปัญหาเชิงโครงสร้างแต่อย่างใด
นอกจากนี้ความพร้อมในการปรับเปลี่ยนฐานะ อปท. บางแห่งค่อนข้างจะมีความพร้อม เพียงแต่ระเบียบกฎหมายและขั้นตอนเท่านั้นที่เป็นอุปสรรคที่ไม่สามารถยก “ยกฐานะ อบต.เป็นเทศบาล” หรือแม้แต่การ “ควบรวมยุบรวม อปท.ที่มีขนาดเล็ก ๆ เข้าด้วยกัน” แม้อาจมีกระแสต่อต้านคัดค้านจากบรรดาสมาชิกสภา อปท. หรือ ผู้เกี่ยวข้องอยู่บ้าง ก็น่าจะเป็นเสียงส่วนน้อย เช่น อบต.ขนาดกลาง หรือ อบต.ขนาดใหญ่หลายแห่งในเมืองใหญ่ หรือ ในเขตปริมณฑล ที่ควรยกฐานะเป็นเทศบาลได้ทั้งหมด ในมุมมองของระบบราชการย่อมเป็นผลดีต่อข้าราชการส่วนท้องถิ่นในการปรับขยายกรอบตำแหน่งได้เพิ่มขึ้นมากกว่า เป็นผลดีต่อเส้นทางการเติบโตความก้าวหน้าในราชการ (Career Path) เป็นอย่างดี ฉะนั้น ปัญหาการดองระดับ ดองตำแหน่งก็จะผ่อนคลายลดลงในระดับหนึ่ง และอาจลดลงได้มาก หากจะมีการปรับเปลี่ยนยกฐานะ อปท.ในคราวเดียวกันมากแห่ง อย่าห่วงในประเด็นปัญหากรอบความคิดที่เอาตนเองเป็นที่ตั้ง หรือเอาการพัฒนาบ้านเมืองเป็นที่ตั้ง ไม่ว่าฝ่ายการเมืองหรือฝ่ายประจำ เพราะมันฉายภาพออกมาค่อนข้างชัดเจนถึงวิสัยทัศน์ของคนท้องถิ่นได้เป็นอย่างดีแล้วว่า ไม่มีความขัดแย้งกันแต่อย่างใด
ประชาสังคมเป็นคำตอบของท้องถิ่น
ตามทฤษฎีสังคมวิทยาเห็นว่า ณ เวลานี้ “ประชาสังคม” (Civil Society) [7] จะสามารถตอบโจทย์คำถามต่างๆ ของท้องถิ่นได้ดีที่สุด แต่ในสภาพสังคมปัจจุบันปรากฏว่า “ประชาสังคม” ยังถูกครอบงำชี้นำ [8] ด้วยระบบทุน ระบบอำนาจทางการเมือง และระบบราชการที่สถาปนาระบอบครอบงำประชาสังคมมาเป็นเวลาช้านาน ชี้ทางผิดทำให้สิ่งดี ๆ ที่มีอยู่แล้วในท้องถิ่นล้มเหลว นอกจากนี้บรรดากลุ่มผลประโยชน์ (Interest Group) รวมกลุ่มผู้นำทางความเชื่อศาสนาบางกลุ่มที่อาจอาศัยจาก 3 ระบบนี้เข้าครอบงำประชาสังคมในท้องถิ่นด้วย ระบบราชการในกรณีของท้องถิ่นที่เห็นชัดเจนปัจจุบันก็คือ อปท. ต้องอยู่ในกรอบกำกับของกรมส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่น (สถ.) และ กระทรวงมหาดไทย (มท.) ที่เดิมตามระเบียบกฎหมายคือ “ผู้ช่วยเหลือหรือที่ปรึกษา” ได้พัฒนาแปลงร่างกลายเป็น “ผู้บังคับบัญชาเงา” ที่มีอำนาจสั่งการได้จริง เพราะหากกฎหมายมีช่องให้ทำได้ป่านนี้ทั้ง สถ. และ มท. คงเป็น “ผู้บังคับบัญชาตัวจริง” ไปแล้ว
ท้องถิ่นกับความโปร่งใส
แนวนโยบายการใช้ระบบ “ความโปร่งใส” (Integrity, transparent) ที่เราพยายามลอกแบบมาจาก “ประชาคมเศรษฐกิจยุโรป” (EC or EEC : European Economic Community) หรือที่ปัจจุบันมีสมาชิกประเทศในยุโรป 28 ประเทศ ก็คือ “สหภาพยุโรป” (The European Union - EU) ตั้งปี 1992 (พ.ศ.2535) เพราะ ยุโรปเขาได้ปรับระบบ Integrity นี้ให้เป็นมาตรฐานใช้มานานหลายปีจนได้ผลดีแล้ว ในระบบนี้ จะเห็นได้จากที่ผ่านมาประเทศไทยมี การตรากฎหมายอำนวยความสะดวกฯ มีขั้นตอนการอนุมัติ อนุญาตฯ หรือมี กฎหมายข้อมูลข่าวสารที่เป็นมาตรฐาน โปร่งใส ตรวจสอบได้ หรือ การมี กฎหมายควบคุม “การขัดกันแห่งผลประโยชน์” (COI : Conflict Of Interest) ซึ่งปรากฏใน “คุณสมบัติ หรือลักษณะต้องห้ามฯ” ของนักการเมือง หรือบุคลกรขององค์กรอิสระองค์กรพิเศษ หรือเป็นข้าราชการชั้นสูง ฯ หรือ การนำระบบ ยุติธรรมทางเลือก (ADR : Alternative Dispute Resolution) มาปรับใช้ และที่ขาดไม่ได้ก็คือ “มาตรการป้องกันและปราบปรามการทุจริตคอรัปชัน” ที่เป็นสากล มีมาตรฐาน ไม่แปลกแยกแตกต่าง ฯลฯ (กล่าวยังไม่หมด มีอีก) ปัญหาทางปฏิบัติของไทยเช่น การแปรหลักการที่เรียกว่า “การปริวรรตกฎหมาย” หรือ “การทำให้กฎหมายสอดคล้องเป็นหนึ่งเดียวกัน” (Legal Harmonization) [9] อาจแปลกไม่สมบูรณ์ต่อการปฏิบัติตามกฎหมาย และหรือการบังคับใช้กฎหมาย (Law Compliance & Law Enforcement) อาทิเช่น ระยะเวลาใน พ.ร.บ.การอำนวยความสะดวกในการพิจารณาอนุญาตของทางราชการ พ.ศ. 2558 ที่เป็น “ระยะเวลาบังคับทั้งหมด” หรือ การควบคุมการเปิดเผยข้อมูลข่าวสาร ก็มี พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 พ.ร.บ.ว่าด้วยการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ พ.ศ.2562 มากำกับอีก กฎหมายปราบโกงน่าจะขาดมาตรการการมีส่วนร่วมของประชาชน (People Participation) ที่เหมาะสม และอาจมีปัญหาในการตีความ (Interpretation & Construction) การบังคับใช้กฎหมาย และมีระบบมาตรฐานที่พยายามเลียนแบบลอกมา ทั้งการประเมิน LPA [10](Local Performance Assessment : 6 ด้าน) ประเมิน ITA [11] (Integrity & Transparency Assessment : ประเมินคุณธรรมและความโปร่งใสของ ป.ป.ช. : 10 ตัวชี้วัด) ที่อาจขาดเนื้อหาสาระที่เป็นจริงเป็นจังอยู่มาก เพราะหลาย ๆ เกณฑ์ชี้วัด (Index) มันหลอกกันได้ ไม่ได้เป็นของจริง เป็นเพียงกระแส หรือ การแกล้งปรับแต่งตัวเลขให้ดูดี ฯลฯ เป็นต้น
ท้องถิ่นกับยุทธศาสตร์ชาติ
ยุทธศาสตร์ชาติได้กำหนดกรอบไว้ค่อนข้างเฉพาะและจำกัด (fix) ในการพัฒนา การเปลี่ยนแปลงฯ ไว้ยาว 20 ปี ที่กำหนดโดยคนก่อน ๆไว้ล่วงหน้า แถม การให้ปรับเปลี่ยนยุทธศาสตร์ชาติก็ให้ทำได้ทุก 5 ปี ซึ่งมิได้กล่าวถึงท้องถิ่นเป็นการเฉพาะไว้ต่างหากเลย ย่อมทำให้ทางปฏิบัติมีข้อจำกัด เพราะ วาระรัฐบาลมีแค่ 4 ปี และในสถานการณ์ที่รัฐบาลหลายพรรค หลายขั้ว ฉันทานุมัติ หรือ มติเอกฉันท์ (Consensus) จะเป็นไปไม่ได้เลย รัฐบาลแต่ละชุดอายุไม่ยาวอาจเต็มที่ 2 ปี แล้วความต่อเนื่องจะไม่มี คิดแค่นี้ก่อน ใครจะว่าอย่างไรก็ช่าง เพราะ บริบท (context) ที่กำหนดไว้ในยุทธศาสตร์ชาติมันเป็นเช่นนี้จริง ๆ คือ มิได้หมายความว่า ยุทธศาสตร์ชาติไม่ดีนะ แต่ถามย้อนว่า ยุทธศาสตร์ชาติ “ที่บกพร่อง ไม่ดี มีจุดตำหนิ มีปัญหาอุปสรรค” หรือที่มัน “ขาดความสมบูรณ์” เช่น การให้ท้ายนายทุนใหญ่ แต่ละเลยคนรากหญ้า ตรงนี้สำคัญมาก
ขอยกตัวอย่าง การแก้ไขปัญหา “เกษตรพันธสัญญา” (Contract Farming) [12] ที่มองว่าเป็นเรื่องของนายทุนใหญ่ และ อาจรวมนายทุนข้ามชาติด้วย จะแก้ไขปัญหาทำกันอย่างไรทั้งในระยะยาว ระยะสั้น เพราะที่เห็น ๆ มันไม่มีมาตรการใดที่เป็นการส่งเสริมคนรากหญ้าให้ลืมตาอ้าปาก ไม่ว่าเรื่อง ทุน ปัจจัยการผลิต รายได้ การดำรงชีพ ความเป็นอยู่ (Cost of living) ฯลฯ ของคนรากหญ้าที่เป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศ และคนเหล่านี้ก็คือคนในท้องถิ่นนั่นเอง
ย้อนมากล่าวเรื่อง “ประชาธิปไตยของตนเองในการกระจายอำนาจ” มีผู้พยายามชูประเด็นขัดแย้งว่า จะเกิด “รัฐใหญ่น้อยในประเทศเป็นรัฐอิสระ” ที่อาจเป็นความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน เพราะในเนื้อหาการกระจายอำนาจมีสองระดับ คือ (1) ระดับ Decentralization [13] ก็คือ “องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น” หรือ “อปท.” (Local Unit) หรือเรียกว่า “Local government” ส่วนอีกระดับหนึ่ง คือ (2) ระดับ “Self-autonomous Region” [14] หรือเรียกว่า “Local Self-government” สำหรับประเทศไทยระดับหลังนี้ไม่จำเป็น หรือ หากจะมีก็เพียง “การปกครองท้องถิ่นแบบพิเศษ” [15] ที่เรียกว่า “เขตพิเศษ” หรือ “เขตเศรษฐกิจพิเศษ” (Special Zone or Economic Zone) เท่านั้น ที่กำลังจะดำเนินการอยู่ในเขตเศรษฐกิจเฉพาะและเขตชายแดน เพราะ ไทยเป็นรัฐเดี่ยว (Unitary State) [16] ที่สังคมประเทศไทยไม่ใช่สังคมพหุ (Pluralism) [17] ที่มีความแตกต่างกันมากๆในกลุ่มคนกลุ่มสังคมกลุ่มเชื้อชาติมาก ๆ ประเภทร้อยพ่อพันแม่ เช่น อเมริกา จีน อินเดีย เป็นต้น
เห็นว่า การแก้ไขปัญหาตรงจุดเชื่อมต่อของยุทธศาสตร์ชาติในห้วงแต่ละห้วงภายใน 20 ปี (ครั้งละ 5 ปี ในแต่ละ 20 ปี) จะต้องทำอย่างไร ที่จะอธิบายคนทั่วไปให้เข้าใจง่ายด้วยภาษาชาวบ้าน และ มีความเป็นไปได้ (Accessibility & Feasibility) มิใช่แบบปรัชญาเพ้อฝัน (Ideology) ความเป็นไปได้มีน้อย ฯลฯ ในทุกๆช่องใดให้แก้ไขได้ เพราะหากสถานการณ์บ้านเมืองมีแต่ทางตัน ไปต่อไม่ได้ ที่ประเทศเพื่อนบ้านเขาไปไกลแล้ว แต่ประเทศของเราต้องมาติดกับดัก (trap) ของตัวเองที่สร้างไว้ 5-10-20 ปี เราคงต้องหันมานิยามความหมายของ “แห่งชาติ” หรือ “ผลประโยชน์แห่งชาติ” (National Interest) [18] กันเสียใหม่ ว่าคืออะไร
[1]Phachern Thammasarangkoon & Watcharin Unarine & Ong-art Saibutra, Municipality Officer ทีมวิชาการสมาคมพนักงานเทศบาลแห่งประเทศไทย, หนังสือพิมพ์สยามรัฐสัปดาห์วิจารณ์ ปีที่ 66 ฉบับที่ 37 วันเสาร์ที่ 1 - วันศุกร์ที่ 7 มิถุนายน 2562, บทความพิเศษ หน้า 9, “ถึงเวลาปลดล็อกเลือกตั้งท้องถิ่น”
[2]คสช.กำหนดวันกาบัตรก่อนมีคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ 18 สิงหาคม 2562 เลือกตั้งท้องถิ่น-ผู้ว่าฯกทม. กรุงเทพธุรกิจการเมือง 23 เมษายน 2562, https://www.senate.go.th/assets/images/newspaperclip/5d605e17a0e696ce32e8d7ad2f509cb4.pdf
& อปท.เผยเลื่อนเลือกตั้งใหญ่ กระทบ 'เลือกตั้งท้องถิ่น' คาดเลื่อนถึงเม.ย.63, มติชน, 8 มกราคม 2562, https://www.matichon.co.th/region/news_1308078
& กกต.ลงเว็บไซต์ ร่างลต.ท้องถิ่น ขอความเห็นฉบับแรก คาดหย่อนบัตร พ.ค.62, 18 มิถุนายน 2561, https://www.thairath.co.th/news/politic/1310632
& ท้องถิ่นเตรียมเฮ ! กกต.กางปฏิทินเปิดสนามเลือกตั้ง'อบจ. กทม.'มิ.ย.นี้, 9 มกราคม 2561, https://www.naewna.com/politic/313311?fbclid=IwAR1g8zrWwy-Jjs3zjP2EuSFXpt-l9aEKso7P3odOCaEDLQAfiPHUmGQ87Xo
[3]หนังสือสำนักงาน กกต. ที่ ลต 0014/ว 880 ลงวันที่ 27 พฤษภาคม 2562 เรื่อง การเตรียมความพร้อมในการจัดหาวัสดุอุปกรณ์สำหรับการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น
ช่วงนี้มีการปล่อยข่าวลือห้วงเวลาในการเลือกตั้งท้องถิ่น ที่ต่างห้วงกัน ไล่เรียงจาก อบจ.-กทม.-เมืองพัทยา, เทศบาล และ อบต.
[4]หนังสือกระทรวงมหาดไทย ที่ มท 0808.2/ว 3675 ลงวันที่ 6 กรกฎาคม 2561 เรื่อง การซักซ้อมแนวทางปฏิบัติ การตั้งงบประมาณเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการดำเนินการเลือกตั้งท้องถิ่น
[5]หนังสือสำนักงาน ก.จ. ก.ท. และ ก.อบต. ที่ มท 0809.2/ว136 ลงวันที่ 29 ธันวาคม 2558 เรื่อง หลักเกณฑ์เกี่ยวกับโครงสร้างส่วนราชการและระดับตำแหน่งของข้าราชการและพนักงานส่วนท้องถิ่น พ.ศ.2558, http://www.thongthinlaws.com/p/08092136-29-2558-2558.html
[6]สมาคมสันนิบาตเทศบาลแห่งประเทศไทย (สทท.) มีหนังสือแจ้งอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น ตามหนังสือที่ ส.ท.ท. 576/2562 ลงวันที่ 22 พฤษภาคม 2562 เรื่อง ปัญหาผู้บริหารระดับสูง (ปลัดเทศบาล) ที่ผ่านการสอบเลื่อนระดับและได้รับแต่งตั้งเป็นปลัดเทศบาลขนาดใหญ่ไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ ขอให้ทบทวนหลักเกณฑ์การคัดเลือกปลัดสูงว่า ควรมีประสบการณ์ต้องผ่านการดำรงตำแหน่ง รองปลัดเทศบาลในเทศบาลขนาดใหญ่มาแล้วไม่น้อยกว่า 2 ปี แต่ภายหลังได้ยกเลิกหนังสือฉบับนี้แล้ว
ดูข่าว ส.ขรก.'ค้าน'ส.ท.ท.'ชงแก้กฎซี9 นั่งรองปลัดเทศบาลใหญ่ 2 ปีก่อน, หนังสือพิมพ์มติชน, 24 พฤษภาคม 2562
แกนนำสมาคม ขรก.ไม่เห็นด้วยกับ ส.ท.ท.ชูแก้ปัญหาปลัดเทศบาลระดับสูงบางรายบริหารงบหลักร้อยล้านถึงพันล้านไม่ได้
[7]“ประชาสังคม” หรือ civil society มีลักษณะเป็นพลวัตซึ่งรวมความหมายถึงขบวนการทางสังคม หรือหมายถึงความเป็นพลเมืองในแง่ที่เป็นพลวัตของความเป็นประชาชนที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการพิจารณา ตรวจสอบ ทบทวน และกำหนดนิยามใหม่ของสิทธิและหน้าที่ของประชาชน บางครั้ง ประชาสังคมใช้คำว่า “ภาคที่ 3” (third sector) แทน ซึ่งหมายถึง ภาคที่ไม่ใช่รัฐบาลและธุรกิจ หากแต่เป็นภาคอิสระ (independent sector) หรือภาคประชาชน”, อ้างอิง : หนังสือพจนานุกรมศัพท์สังคมวิทยา อังกฤษ–ไทย ฉบับราชบัณฑิตยสถาน
สรุป ประชาสังคม หรือ Civil Society เป็นแนวคิดที่มีเป้าหมายเพื่อการมีสังคมและชุมชนที่เข้มแข็ง ด้วยเป็นแนวคิดที่กว้าง จึงมีผู้ให้คำนิยามไว้หลากหลาย โดยทั่วไปประชาสังคม หมายถึง พื้นที่หรือส่วนของสังคมที่มีประชาชนเป็นผู้แสดงบทบาทหลัก พื้นที่ดังกล่าวจึงไม่ใช่ภาครัฐ ซึ่งปฏิบัติหน้าที่โดยมีกฎหมายรองรับ และภาคธุรกิจเอกชนที่เน้น ..., อ้างอิง : ประชาสังคม - วิกิพีเดีย
[8]บทเรียนจากประชาสังคมไทย, aftershake.net, 25 กันายน 2558, https://aftershake.thaipbs.or.th/?p=1411
กระนั้น แม้องค์กรประชาสังคมจะมีพื้นที่ให้ขยับตัวได้อย่างเสรี แต่ยังมีกลไกอื่นๆ ที่เข้ามาครอบงำบทบาททางการเมืองได้เช่นกัน Weiss อธิบายจากการศึกษาประสบการณ์ของประเทศต่างๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ว่ากลไกที่สำคัญนั้นคือ การเข้ามา ‘กลืน’ ภาคประชาสังคมโดยรัฐหรือชนชั้นนำกลุ่มต่างๆโดยสภาพการโดนกลืนของประชาสังคมนี้ยังถูกผลักดันจากการที่องค์กรประชาสังคมต่างๆ หันไปพึ่งพิงทรัพยากรและการสนับสนุนจากภาครัฐมากขึ้น เช่นที่เกิดขึ้นกับองค์กรประชาสังคมในสิงคโปร์และไทย
ดูเพิ่ม เลิศศักดิ์ คำคงศักดิ์, ประชาสังคมไทย ประชาสังคมพม่า, ประชาไทบทความ, 13 สิงหาคม 2561, https://prachatai.com/journal/2018/08/78262
[9]รายงานการวิจัยฉบับสมบูรณ์ (Final Report) เรื่อง การเตรียมความพร้อมด้านกฎหมายของไทยในการเข้าสู่ประชาคมอาเซียน ภายใต้โครงการพัฒนากฎหมายภายในเพื่อรองรับการทำงานด้านประชาคมอาเซียน ปีงบประมาณ พ.ศ. 2559 นำเสนอสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร, ITD : International Institute for Trade and Development, https://www.parliament.go.th/ewtadmin/ewt/ac/download/article/article_20170626114904.pdf
[10]การประเมินประสิทธิภาพขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น(Local Performance Assessment: LPA) เป็นการประเมินผลการปฏิบัติราชการขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในขั้นพื้นฐานประจำปี โดยแบ่งการประเมินฯ ออกเป็น 5 ด้าน ประกอบด้วย 1. ด้านการบริหารจัดการ 2. ด้านการบริหารงานบุคคลและกิจการสภา 3. ด้านการบริหารงานการเงินและการคลัง 4. ด้านการบริการสาธารณะ 5. ด้านธรรมาภิบาล และ 6. แบบติดตามนวัตกรรมท้องถิ่น
ดู หนังสือกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น ด่วนที่สุด ที่ มท 0810.7/ว1887 ลงวันที่ 15 พฤษภาคม 2562 ส่งประเด็น/ข้อที่ปรับปรุง แก้ไข และคำอธิบายเพิ่มในแบบประเมินประสิทธิภาพขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (Local Performance Assessment : LPA): (สถ.-อปท.) ประจำปี 2562, www.dla.go.th/upload/document/type2/2019/5/21742_1_1557889546565.pdf
& หนังสือกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น ที่ มท 0810.7/ว789 ลงวันที่ 12 เมษายน 2560
เรื่อง การประเมินประสิทธิภาพขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (Local Performance Assessment : LPA) ประจำปี 2560
http://www.thailocalmeet.com/bbs/PDF/18109_1_1491977707461.pdf
[11]คู่มือการประเมินคุณธรรมและความโปร่งใสในการดำเนินงานของหน่วยงานภาครัฐ (Integrity and transparency Assessment: ITA) ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2562, 28 มีนาคม 2562, https://drive.google.com/file/d/1JUqY8yERNPeyeakrVTrk2wKVQK329Z8R/view?fbclid=IwAR3k7deR8fCbNk6TwaQtJm70-zAvlov4nlEqEUe-aL1LsolhuryibqQq4dM
[12]เกษตรพันธสัญญา หรือ คอนแทรคฟาร์มมิ่ง (contract farming)คือ ระบบการเกษตร การเลี้ยงสัตว์ หรือการเพาะปลูกพืช ที่มีการทำสัญญาซื้อขายผลผลิตล่วงหน้าระหว่างฝ่ายเกษตรกร หรือเจ้าของฟาร์ม กับคู่สัญญา คือ “ผู้รับประกัน” ซึ่งมักเป็นบริษัทเอกชนที่สัญญาว่าจะซื้อผลผลิตคืนจากอีกฝ่ายในราคาที่ตกลงกันตั้งแต่ต้น เรียกว่า “ราคาประกัน” ... : Contact farming / เกษตรพันธะสัญญา, Food Wiki, Food Network Solution, www.foodnetworksolution.com/wiki/word/3120
ดู ทศพล ทรรศนกุลพันธ์, เกษตรพันธสัญญา ไม่ใช่เรื่อง ชาวนา 'โง่ จน เจ็บ', บทความประชาไท, 10 ตุลาคม 2557, https://prachatai.com/journal/2014/10/55944
[13]ดู อปท.สู่พื้นที่จัดการตนเอง, คม ชัด ลึก (กรอบบ่าย), 29 พฤษภาคม 2558
รูปแบบการปกครองส่วนท้องถิ่นของประเทศ มุ่งสู่การกระจายอำนาจจากส่วนกลางให้องค์กรของท้องถิ่นสามารถบริหารจัดการด้วยตนเองได้อย่างมีประสิทธิภาพและสามารถตอบสนองความต้องการของประชากรในท้องถิ่น ...
... ประชาชนเริ่มตื่นตัวพัฒนาปกป้องบ้านเกิดและเรียนรู้บริหารจัดการตนเอง เมื่อช่วงต้นเดือนพฤษภาคม 5 องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นของ จ.ขอนแก่น ประกอบด้วย เทศบาลนครขอนแก่น เทศบาลเมืองศิลา เทศบาลตำบลสำราญ เทศบาลตำบลเมืองเก่า และเทศบาลตำบลท่าพระ ได้ร่วมกันลงนามเพื่อพัฒนาระบบขนส่งมวลชนบีอาร์ที (Bus Rapid Transfer) หรือระบบโดยสารด่วนพิเศษ โดยจัดตั้งบริษัทจำกัดขึ้นมา โดยศึกษาความเป็นไปได้และวางแผนพัฒนา 5 เส้นทาง ระยะทางรวม 108 กิโลเมตร คาดว่าจะดำเนินการได้ใน 3-5 ปีข้างหน้า...
[14]ดู ถอดบทเรียนเจรจา”อาเจะห์-ไทย” นักวิชาการหนุนชายแดนใต้”ปกครองพิเศษ”, 29 กันยายน 2556, https://www.isranews.org/content-page/67-south-slide/24094-ปกรณ์-พึ่งเนตร_24094.html
เขตปกครองพิเศษ หรือ Special Administrative Region ไม่ใช่ Autonomous Region หรือเขตปกครองตนเอง ซึ่งหากเป็นอย่างหลังจะมีความหมายใกล้เคียงกับ “รัฐอิสระ” มากกว่า
& การปกครองตนเองในระดับท้องถิ่น, ฐานข้อมูลการเมืองการปกครองสถาบันพระปกเกล้า, http://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=การปกครองตนเองในระดับท้องถิ่น
(1) การปกครองท้องถิ่นในรูปแบบที่เป็นทางการ (Formal Institution) ที่เรามักเรียกกันอย่างกว้างขวางว่าเป็นการปกครองท้องถิ่น (Local Self Government) จะมีลักษณะๆ เด่น คือ รัฐให้การรับรอง ซึ่งการรับรองดังกล่าวอาจเขียนไว้ในกฎหมายรัฐธรรมนูญของประเทศ หรือตราไว้ในพระราชบัญญัติก็ได้ การรับรองโดยรัฐดังกล่าวส่งผลให้องค์กรปกครองท้องถิ่น ...
(2) ส่วนของการปกครองท้องถิ่นแบบไม่เป็นทางการ (Informal Institution) เป็นการปกครองตนเอง (Self Government) หรือเรียกว่า การเมืองชุมชนแบบธรรมชาติ (Nature หรือ Community Politics) มีลักษณะสำคัญขึ้นกับโครงสร้างอำนาจทางการเมืองของชุมชนนั้น ๆ เอง ว่าเป็นชนเผ่าหรือเป็นกลุ่มภาษาวัฒนธรรมใด
[15]องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นรูปแบบพิเศษคือ การจัดรูปแบบการบริหารโครงสร้าง หรืออำนาจพิเศษเฉพาะสำหรับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นซึ่งมีลักษณะพิเศษจำเพาะ โดยเป็นท้องถิ่นที่มีความแตกต่างจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทั่วไป
ดู องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นรูปแบบพิเศษ, วิกิพีเดีย, https://th.wikipedia.org/wiki/องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นรูปแบบพิเศษ
องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นรูปแบบพิเศษ หรือ เขตปกครองพิเศษ คือ การปกครองรูปแบบหนึ่งในประเทศไทยที่ปกครองแบบพิเศษจะประกอบด้วย สภา ผู้ว่าราชการ หรือนายก ซึ่งปัจจุบันในประเทศไทยจะมีอยู่สองเขตการปกครองที่เป็นองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นรูปแบบพิเศษ คือ กรุงเทพมหานครและเมืองพัทยา
[16]รัฐเดี่ยว (Unitary State)เป็นรัฐซึ่งปกครองเป็นหน่วยเดี่ยว โดยรัฐบาลกลางอยู่ในระดับสูงสุด และเขตการบริหารใด ๆ (ซึ่งเป็นหน่วยงานบริหารระดับย่อยของรัฐ) สามารถใช้อำนาจได้เฉพาะตามที่รัฐบาลกลางเลือกจะมอบหมายให้ทำการแทนเท่านั้น รัฐจำนวนมากในโลกมีรูปแบบรัฐเป็นรัฐเดี่ยว รัฐเดี่ยวตรงข้ามกับรัฐสหพันธ์ (หรือสหพันธรัฐ) : วิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
[17]สังคมพหุลักษณ์หรือพหุสังคม (Plural Society)หมายถึงกลุ่มสังคมที่แยกย่อยออกเป็นกลุ่มภาษา กลุ่มชาติพันธุ์ กลุ่มศาสนาหรือเชื้อชาติต่างๆ และกลุ่มชุมชน ซึ่งเป็นคำเดียวกับ Multicultural society หรือ สังคมหลากวัฒนธรรมที่นำมาใช้กับรัฐที่มีความแตกต่างหลากหลายอย่างในสหรัฐอเมริกา ซึ่งแนวคิดแบบ Multiculturalism นี้เป็นการมองความหลากหลายด้านวัฒนธรรมของกลุ่มชาติพันธุ์ในสังคมเป็นเกณฑ์
& Pluralism ตรงข้ามกับสังคม Homogenous Societyเช่น สังคมไทย หรือ สังคมญี่ปุ่น ที่สังคมในประเทศแทบจะไม่มีความแตกต่างด้านเชื้อชาติและวัฒนธรรมเลย ในความหมายนี้ คือ หมายถึง สังคมที่มีความคล้ายคลึงกันมาก (Homogeneous) ทั้งเชื้อชาติ ศาสนา ภาษา ฐานะเศรษฐกิจและสังคม วิถีชีวิต และอื่นๆ มิใช่สังคมที่มีการเหยียดเชื้อชาติ ที่มีผู้ประณามสังคมญี่ปุ่น
ดู อดินันท์ พรหมพันธ์ใจ, ความปรองดองในสังคมพหุลักษณ์ของไทย (Harmony in Thai Pluralistic), การจัดการบ้านเมืองที่ดี/นโยบาย (Good Governance / Policy), วารสารการเมืองการปกครองปีที่ 5 ฉบับที่ 2 มีนาคม – สิงหาคม 2558, http://copag.msu.ac.th/journal/filesjournal/5-2/19012017219274.pdf
เป็นตัวอย่างการดำเนินนโยบายเพื่อแก้ไขปัญหาความมั่นคงสมัยพลเอกเปรม ติณสูลานนท์ในช่วงทศวรรษที่ 1980 ที่มีความเข้าใจและคำนึงถึงความหลากหลายในสังคมไทย การไม่ยอมรับว่าสังคมไทยเป็นพหุลักษณ์และแรงกดดันจากภาครัฐที่จะให้สังคมไทยทั้งหมดมีความเหมือนกันทำให้การสร้างความปรองดองในสังคมไทยไม่อาจประสบความสำเร็จได้ความปรองดองในสังคมพหุลักษณ์ของไทย (Thai Pluralistic)
[18]ในเอกสารคู่มือเรื่องการพัฒนายุทธศาสตร์ชาติ ของวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักรได้ให้ความหมายไว้ว่า “ผลประโยชน์แห่งชาติ (National Interest) หมายถึง ความต้องการหรือความปรารถนาอันสำคัญยิ่งของประชาชนส่วนรวม ความต้องการนั้นจึงมีลักษณะกว้างและค่อนข้างถาวรและเมื่อได้พิจารณากำหนดขึ้นแล้ว ก็จะต้องมุ่งกระทำโดยต่อเนื่องเพื่อให้บรรลุผล คำว่า “ความต้องการ” มีความหมายรวมทั้งความต้องการ (Want) โดยทั่วไปและความจำเป็น (Need) ที่ขาดเสียไม่ได้ ส่วนคำว่า “ประชาชนส่วนรวม” มีความหมายว่าชาติ คือ ประชาชนส่วนรวมไม่ใช่บุคคลใดหรือกลุ่มบุคคลใดโดยเฉพาะ”
ที่สำคัญคือ ผลประโยชน์แห่งชาติหมายรวมถึง ความเป็นเอกภาพของชาติ (National Unity) และ ความมั่งคั่งของชาติ (Prosperity)
ผลประโยชน์แห่งชาติ เป็นสิ่งที่ทุกชาติทุกภาษาต้องคำนึงถึงเป็นสิ่งแรกในการดำเนินนโยบายต่างประเทศต่อรัฐด้วยกัน ที่รัฐจะดำเนินนโยบายต่างประเทศบนรากฐานของผลประโยชน์แห่งชาติ ทีถูกใช้ในทางการเมืองระหว่างประเทศ การกำหนดนโยบายระหว่างประเทศในสังคมโลก ( World Society) เพื่อความร่วมมือโดยมีเป้าหมายร่วมกัน (Common Goals) และยอมรับในผลประโยชน์ร่วมกัน
กระทรวงการต่างประเทศจึงนิยามความหมาย “ผลประโยชน์แห่งชาติ” ว่าหมายถึงผลประโยชน์ที่อยู่นอกประเทศ ผลประโยชน์แห่งชาติ คือสิ่งต่างๆ ที่รัฐต้องการ ปรารถนา และจำเป็น สิ่งเหล่านั้นไม่ได้อยู่ในดินแดนของตนเอง แต่อยู่ ณ ดินแดนอื่น เช่น สินค้า การบริการ ทรัพยากรธรรมชาติ แร่ธาตุ วัตถุดิบ แรงงาน น้ำมัน พลังงานเทคโนโลยี ตลาดการค้า ตลาดการเงิน การลงทุนต่างประเทศ อาวุธ การช่วยเหลือต่างประเทศ หรือความมั่นคง ในการกำหนดนโยบายต่างประเทศ (24 กุมภาพันธ์ 2559)