คำตอบสุดท้าย Ep.28 "หลุมดำ ของ ชีวิต"


จุดเด่นที่แท้จริงคืออะไร ???

  ตั้งแต่ ที่ถูกปฏิเสธ มาสองงาน มาสองครั้ง แทบจะไม่นึกเลยว่า ถ้าครั้งสาม คงไม่หนักมากกว่านี้ใช่มั้ย

    ไม่แน่ อาจหนักกว่านี้ เรื่องล่าสุด ขณะนั้นเอง ที่เล่าให้โค้ชฟัง ตอนอยู่ห้องสัมภาษณ์ ในคอร์สผู้นำ ตอนที่เข้าใจโลกจริง และ ทำให้เราเปลี่ยนชีวิตตลอดกาล คือ ตอนวันอาทิตย์ ที่เรากลับมาเป็นอาสา ในหลักสูตรใช้ชีวิต อีกครั้ง เกิดราวๆกลางสิงหา แบบเดิม 3วัน หนึ่งคืนวันอังคาร เราได้ทุกครั้งของ วันอาทิตย์ และ คืนวันอังคาร ช่วงที่พีคที่สุดในชีวิต คือ ตอนให้ข้อมูล คอร์สถัดไปให้เค้าพวกนี้ เราได้คุณค่าอะไร พูดให้เค้าฟัง ในสิ่งที่ เราสัมผัสจริงๆ ว่า

   “ได้ความมั่นใจ กลับมา จากประเดิม เป็นคนหน้าตาน่าเกลียดน่ากลัว สิ่งที่ได้ คือ 

   ให้คุณค่ากับตนเอง เปลี่ยนวิธีพูดใหม่ทั้งหมด เอาเข้าจริงๆ ผมเคยอิจฉาน้อง แต่มันทำเราไม่เกิดพลัง จึงขอโทษเค้า........”

 

    ผู้เข้าอบรม ในรอบนี้ คนๆนึง ไม่ขอเอ่ยดีกว่า เค้ากับเราทำนองว่า

    “เราก็ไม่ได้แย่นะ คุณคิดมากไปเองหรือเปล่า” ไม่เกินสามวิ ตกใจ ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น ร่างกายเรา

  เหมือนมีพลังงานภายใน บางอย่าง ทำให้สั่นคลอนอีกครั้ง เหมือนแผ่นดินไหว ที่รุนแรงติดๆกัน ตัวตนภายใน เริ่มอัดแน่น ด้วยความรู้สึกนี้จริง เป็นครั้งที่สามแล้ว จนถึง มีหัวหน้าทีมแอดวาร์นเรียกพวกเราเข้าประชุม เรารีบแบ่งปันเป็นคนแรกเลย ตอนพูดจากความรู้สึกนั้น น้ำตาคลอเป้าเต็มประตู เลย จึงรีบกลับไปหลังห้อง จากนั้น ผู้จัดการทีม เห็นเรา และบอกว่า “โจ ไหวมั้ย ไปนอกห้องก่อน มั้ย” ก็เรียนคนนึงพาเราไป

   ไม่มีใครรู้หรอก ว่าเรารู้สึกอย่างไร น้ำตาที่ปรากฏ แสดงถึง ความไม่เท่าเทียม เราเห็นสิ่งนั้น เราพูดให้กับ หัวหน้าทีม และ เพื่อนร่วมทีม ฟัง ไม่รู้ว่าจะเข้าใจในสิ่งที่ผม เล่าลงไปหรือเปล่า สิ่งที่เกิด ดูโหดร้ายเกินทำใจ มันก็มีการเสแสร้งอยู่ข้างในบ้างที่จริงแล้ว ดูซับซ้อน เหมือน แว่นตา ที่สวมหลายๆชั้น แว่นตาที่มีชื่อว่า

    “ ทัศนคติ และ วิธีคิด”  เราไม่รู้ว่า ทุกๆวัน เราเจออะไรบ้าง บาเรื่องแทบปล่อยวางได้ช้า มันเหมือนทุกอย่าง ถูกติดโซ่ ด้วยเป้าหมายใหญ่เสียแล้ว เราคิดสิ่งใด เราต้องเป็นคำพูด บางเรื่อง ก็ไม่เป็นคำพูดก็มี และช่วงนาทีสุดท้าย พอเคลียร์อะไรได้ลงตัว เราใจชื้นมาหน่อย แต่ก็มีบางอย่างทับอยู่ จึงหลบไปหลังสุด เป็นอะไรที่ตกต่ำมาก ตกต่ำจนแทบไม่มีที่จะทะลุแล้ว สั่นมาก ร่างกายแทบเดินไม่ได้เลย และทางนั้น จึงส่งคนๆนึง ไปคุยกับเค้า ไม่ขอเอ่ยว่าชื่ออะไร แต่ตอนที่เข้ามา ถามกับเราว่า “เกิดอะไรขึ้น ในตอนนี้.....???”

    ข้างในเรา แสดงออกมาแล้ว ธาตุแท้ ว่า รู้สึกเหนื่อย เราไม่รู้ว่า เหนื่อยกับอะไร บาดแผลนั้น แท้จริงแล้ว

 สาเหตุมาจากตอนไปแข่งร้องเพลง เมื่อหลายปีที่ผ่านมา ผมเห็นสิ่งนั้น และน้ำตาร้องเรียงที่เกิดขึ้น และเปรียบเทียบ ความหนักเบา ทุกสถานการณ์ ตั้งแต่

    พ่อแม่แยกทางกัน

    โดนเพื่อนต่างห้อง ตอน เราอยู่มัธยม 3 ถึงขั้นเล่นพ่อแม่ ด่าท้อแม้กระทั่ง ความเป็นอยู่อีกด้วย

    แถมกระทืบ เค้าต่อหน้าห้องปกครอง

    พ่อแม่ ไม่มารับปริญญา ทำให้ทุกอย่าง สลายหลังเรียนจบ

    รวมถึงเหตุการณ์ ที่เกิดขึ้น ในครั้งนี้  สิ่งนี้ ผมเล่าให้เค้าฟัง

    เอาจริงๆ โหดร้ายเกินกว่าเข้าใจ นั่นแหละ คือเหตุผลที่เข้ามาหลักสูตรนี้ เพื่อหาคำตอบให้ตนเอง ว่าแท้จริง แล้ว เรามีจุดเด่นอะไร ??? เราไม่ประสบความสำเร็จในชีวิต สักอย่างเดียว คนที่นั่งข้างๆตอบว่า มีสิ

    “มันหมายความว่าอะไร....???” เขาพูดว่า เราคือผู้โชคดี ที่คลอดจากท้องแม่และปลอดภัย และไม่พิกลพิการ ถือว่า ยอดเยี่ยมแล้ว สามวิที่เกิดขึ้น ผมแทบไม่เชื่อสายตาตนเอง เอาตรงๆ น้ำตาคลอเป้า จนแห้งแล้งหมด นึกถึงคนสำเร็จระดับโกอินเตอร์ ไม่ว่าเป็นใครก็ตาม เอาจริงๆ ถ้าเลือกได้ เราขอเลือกความสุข

   กาลเวลา ค่อยๆผ่านไป จนคนในทีม โทรหาพี่คนนึง เป็นคนแรกที่พาเรา ตัดสินใจเข้าแอดวาร์น เขามาหาเรา บนแชทไลน์พอดี และอัดเสียงเล่าเรื่องนั้น ลงไป ผมฟังคลิปๆนึง ซึ่ง ทำให้เปลี่ยนชีวิตเรา ขึ้นมาได้ระดับหนึ่ง คือคลิปนั้นว่า Upgrade To Dies พัฒนาตนเอง ก่อน แล้วตาย ชื่อคลิป นะคร๊าบบบบบ

     ก่อนหน้านั้น มีโทรศัพท์ เข้ามา มาจากสำนักพิมพ์หนึ่ง ช่วงนั้น มีช่องทางการขายหนังสือ เป็น

  Electronic Book หรือ E-book นั่นเอง ก็มีพี่คนนึง ขอสายเข้ามา “โค้ชโจ ปิยะเทพ ใช่มั้ย ค่ะ” ผมพูดต่อว่า

 “มีอะไรเป็นพิเศษหรือเปล่าครับ ??” จากนั้น เขาชื่นชมงานเขียนของเรา และงานเขียนนั้น คนจดๆจ้องๆงานเขียนเป็นเวลานาน ทั้งที่งานเขียนเรา โนเนมมาก จนกระทั่ง ทางสำนักพิมพ์ พูดกับผมว่า “หนังสือของคุณได้รับอนุมัติแล้วค่ะ” . . . ตกใจมากๆ แล้ว ด้วยความที่ สงสัย ผมถามคำนั้นว่า “เพราะอะไรถึงตัดสินใจ นำงานเขียนของผมนี่ขึ้นมา ช่วยบอกหน่อยว่า หนังสือผม มีจุดเด่นอะไรครับ.....???” และนั่นคือจุดเปลี่ยนภายในเสี้ยววินาที ที่เห็นคุณค่าในตัวเรา เอาจริงๆแทนที่จะถามทุกคน ว่า เป็นคนยังไง สู้เวลาไปลงมือทำตามแพลนที่เราตั้งใจจะมีประโยชน์กว่านะ และเป็นสิ่งที่ เรียกว่า “เป็นของขวัญ ที่พระเจ้าส่องใจเรา ไปต่อได้” .

ติดตามต่อไปที่

Facebook Page: ศาลาความสุข by คุณโจ ปิยะ

YouTube Channel : Piyathep Trungjitvilas

หมายเลขบันทึก: 661272เขียนเมื่อ 22 เมษายน 2019 14:59 น. ()แก้ไขเมื่อ 22 เมษายน 2019 15:02 น. ()สัญญาอนุญาต: ครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง


ความเห็น (0)

ไม่มีความเห็น

พบปัญหาการใช้งานกรุณาแจ้ง LINE ID @gotoknow
ขอแนะนำ ClassStart
ระบบจัดการการเรียนการสอนผ่านอินเทอร์เน็ต
ทั้งเว็บทั้งแอปใช้งานฟรี