หนังสือ “งานวิจัยแบบ ฉัน” (งานวิจัยมุมมองที่หนึ่ง) ศักดิ์ชัย อนันต์ตรีชัย บรรณาธิการ    จัดพิมพ์ปี ๒๕๕๕ โดยศูนย์จิตตปัญญาศึกษา มหาวิทยาลัยมหิดล (๑)    เตะตาผมอย่างจัง    โดยที่หนังสือเล่มนี้กองอยู่หลายปีแล้ว

คำนิยมของอาจารย์ประมวลเพ็งจันทร์ตอนหนึ่งว่า “การรับรู้แบบอัตวิสัยนั้น เป็นการรับรู้แบบใช้ใจหรือความรู้สึกเป็นช่องทางของการรับรู้   ในขณะที่การรับรู้แบบภววิสัยนั้น เป็นการรับรู้โดยใช้สมองหรือความคิดเป็นช่องทางของการรู้”    

เอกสารในบรรณานุกรม นำผมไปทำความรู้จักคำว่า autoethnography (2)   ทำให้ผมเข้าใจระเบียบวิธีวิจัย หาความหมายหรือความรู้จาก “การรับรู้แบบอัตวิสัย”    และทำให้ผมเข้าใจระเบียบวิธีวิจัยในบันทึกชุด วิจัยชั้นเรียนเปลี่ยนครู() ชัดเจนยิ่งขึ้น

นิยามของงานวิจัย ๓ แบบ ในหน้า ๑๘ – ๑๙ นำความคิดของผมไปสู่นิยามของ “ความจริง”    ซึ่งเมื่อชีวิตของผมดำเนินมาเกือบ ๗๗ ปี   ผมตีความว่า “ความจริงเป็นมายา’ คือ “ความจริง” ในเรื่องเดียวกันมีได้หลายชุด    หากจะเข้าถึงและยอมรับ “ความจริง” จากใจหรือความรู้สึก เราต้องยอมรับการวิจัยจากมุมมองของผู้วิจัยเอง    ซึ่งเป็นเรื่องราวในหนังสือเล่มนี้   

เมื่ออ่านหนังสือเล่มนี้อย่างเปิดผ่านๆ    ผมตั้งคำถามต่อตนเองว่า งานวิจัยแบบ “ฉัน” หรือ “งานวิจัยมุมมองที่หนึ่ง” (first person research) นี้    เป็นการบอกเรื่องราวของ “ฉัน” เป็นเป้าหมายหลัก    หรือเพื่อบอก (หรือค้นหา) ความจริง บางอย่าง (ที่สูงส่ง หรือคุณค่ามากกว่า “ฉัน” มาก) โดยอาศัยเรื่องราวของ “ฉัน” เป็นสื่อกลาง  

ผมตีความว่า ความจริง ที่หนังสือเล่มนี้บอกคือ    การเรียนรู้สู่การเปลี่ยนแปลง (transformative learning) มีจริง    และได้เกิดขึ้นแก่ผู้เขียนทั้งสี่ท่าน     คือ ดร. ศักดิ์ชัย อนันต์ตรีชัย,   ดร. หิมพรรณ รักแต่งาม,   ดร. จิรัฐิกาล พงศ์ภคเธียร,  และ ดร. เพริศพรรณ แดนศิลป์    โดยที่การเปลี่ยนแปลงนั้นเกิดจากการปฏิบัติงานหรือหน้าที่ของตน    ตามด้วยการใคร่ครวญสะท้อนคิด    ซึ่งสำหรับคนที่ปฏิบัติจิตตปัญญา น่าจะมีทักษะด้าน “การใคร่ครวญสะท้อนความรู้สึก” มากเป็นพิเศษ 

ต้องค่อยๆ อ่าน และละเลียด “เรื่องเล่า” ทั้งสี่นะครับ    จะเห็นจุดเริ่มต้นที่ต่าง ของ “นักเรียนรู้สู่การเปลี่ยนแปลง” ทั้งสี่    และเห็นกระบวนการของการเรียนรู้สู่การเปลี่ยนแปลงต่างแบบ ต่างบริบท    

วิจารณ์ พานิช

๑๐ ม..ค. ๖๒