การคิดเชิงออกแบบ (Design Thinking)
ศศิวัฒน์ หอยสังข์*, ดร. ดวงใจ สีเขียว และดร. รุ่งทิวา แย้มรุ่ง
หลักสูตรปรัชญาดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชาวิทยาการทางการศึกษาและการจัดการเรียนรู้
คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ 114 สุขุมวิท 23 เขตวัฒนา กรุงเทพมหานคร 10110
*Email: [email protected], เบอร์โทรศัพท์ 089-7310229
บทคัดย่อ
การคิดเชิงออกแบบ เป็นกระบวนการคิดเพื่อแก้ไขปัญหา และพัฒนาแนวคิดใหม่ๆ โดยมุ่งเน้นไปที่มุมมองของผู้ใช้ และสร้างผลลัพธ์ในอนาคตที่เป็นรูปธรรม เพื่อให้ได้แนวทางหรือนวัตกรรมที่ตอบโจทย์กับผู้ใช้ และสถานการณ์ บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อนำเสนอขั้นตอนของกระบวนการคิดเชิงออกแบบ ประกอบด้วย 5 ขั้นตอน ดังนี้ 1. การค้นหา (Discovery) 2. การตีความ (Interpretation) 3. การระดมความคิด เพื่อการแก้ไขปัญหา (Ideation) 4. สร้างต้นแบบ และทดลอง (Experimentation) 5. การพัฒนาอย่างต่อเนื่อง และยั่งยืน (Evolution) ได้มีการนำการคิดเชิงออกแบบไปใช้เพื่อแก้ไขปัญหาต่างๆ เช่น การพัฒนา ออกแบบวิธีการแก้ปัญหา และสร้างให้เกิดนวัตกรรมทางสังคม เพื่อให้ส่งผลกระทบต่อสังคมอย่างชัดเจน และพัฒนาต่อยอดเพื่อให้เกิดขึ้นและถูกนำไปใช้ได้จริง
คำหลัก: การคิดเชิงออกแบบ, บทบาทผู้สอน, การแก้ไข, การพัฒนาสังคม, นวัตกรรม
ความนำ
Design Thinking หรือการคิดเชิงออกแบบ เป็นเครื่องมือที่อยู่ในความสนใจของคนทำงานด้านนวัตกรรมและการแก้ไขปัญหา เนื่องจากมีความยืดหยุ่นสูงสามารถนำไปปรับใช้ได้กับสถานการณ์ที่หลากหลาย ทั้งงานออกแบบ งานบริการ งานด้านการพัฒนาสังคม การศึกษา หรือแม้กระทั่งงานพัฒนาห้องสมุด และยังเหมาะสำหรับการตอบโจทย์ใหม่ๆ ที่ยังไม่เคยมีใครริเริ่มมาก่อน โดยเน้นไปที่ความเข้าใจอย่างลึกซึ้งถึงความต้องการของกลุ่มเป้าหมายเป็นสำคัญ ความเป็นมาของการคิดเชิงออกแบบนั้น Gattiker (2012, 32) กล่าวว่า การคิดเชิงออกแบบในช่วงแรก เป็นการให้ผู้อื่นได้มีส่วนร่วม (Participatory Design) และในยุคต่อมาได้ เชื่อมโยงกับการให้ความสำคัญกับความต้องการ และความพึงพอใจของผู้ใช้ (User-Centered) มากขึ้น ด้วยวิธีการใส่ใจทุกรายละเอียดให้ชัดเจนยิ่งขึ้น (Norman, 2010, 111-115) สู่ยุคปัจจุบัน Sarmiento Pelayo (2015, 149) ได้นำเสนอมุมมองใหม่ในการนำไปทดสอบก่อนการใช้งานจริงกับผู้ใช้ หรือผู้บริโภคในมุมมองการพัฒนาธุรกิจ (Human-Centered) ตั้งแต่ปีค.ศ.2000 เป็นต้นมา Human-Centered ได้เปลี่ยนสถานะจากความเป็นวิธีการ (Method) มาสู่สถานะของกรอบความคิด (Mindset) ที่มุ่งหวังจะเพิ่มความเป็นมนุษย์เข้าไปในทุกกระบวนการคิดเชิงออกแบบและการแก้ปัญหา ซึ่งให้ความสำคัญกับความคิดและความรู้สึกของผู้ที่เกี่ยวข้องทุกฝ่าย (William B. Rouse., 2015, 5-6) การคิดเชิงออกแบบในทางการศึกษา ได้มีการนำการคิดเชิงออกแบบมาประยุกต์ใช้ในสถานศึกษา มหาวิทยาลัยทั่วโลกและบัณฑิตวิทยาลัยที่มีส่วนร่วมในเรื่องการคิดเชิงออกแบบ Toshiaki Kurokawa (2013, 54) กล่าวว่า ปัจจุบันกว่า 33 สถาบันการศึกษามีหลักสูตรที่เกี่ยวข้องกับการคิดเชิงออกแบบ
นอกจากนี้ กมลกานต์ โกศลกาณจน์ (2558, 5-9) ซึ่งเป็นผู้นำในโครงการเพื่อแก้ไขปัญหาสังคมโดยใช้การคิดเชิงออกแบบ กล่าวว่า สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ใช้รูปแบบการจัดการเรียนรู้ 3 แบบ คือ รูปแบบการจัดการเรียนรู้ที่เน้นปัญหาเป็นฐาน (Problem Based Learning), รูปแบบการจัดการเรียนรู้ที่เน้นการวิจัยเป็นฐาน (Research Based Learning) และรูปแบบการจัดการเรียนรู้แบบบริการสังคม (Service Learning) โดยได้ร่วมมือกันจัดทำ โครงการส่งเสริมพื้นที่ชุมชนสร้างสรรค์ด้วยพลังเยาวชนขึ้น โดยมีเป้าหมาย ให้เยาวชนในสถาบันอุดมศึกษาในภูมิภาค ได้มีโอกาสเรียนรู้และเปิดรับประสบการณ์ต่อแนวคิดการพัฒนาเมืองสร้างสรรค์ (Creativity City) ที่มีบทบาทในการเป็นต้นแบบและกำหนดทิศทางการดำเนินโครงการของเยาวชน และได้โอกาสในการประยุกต์ ใช้องค์ความรู้ด้านการออกแบบบริการ (Service Design) ที่เป็นกรอบแนวคิดในการขับเคลื่อนขั้นตอนการทำงานให้ประสบผลสำเร็จ เพื่อใช้ในการพัฒนาโครงการ พื้นที่สร้างสรรค์ในชุมชนของพวกเขาเองปัจจัยการพัฒนาชุมชนหรือท้องถิ่นให้เข้มแข็งนั้น จำเป็นต้องเริ่มต้นที่การพัฒนาคนให้รู้จักตัวเองรู้ปัญหาของตนเองและชุมชน รู้จักทรัพยากรที่มีอยู่ในชุมชนและเชื่อว่าวิถีชีวิตที่พึ่งพาตัวเองได้จะนำ ไปสู่ชุมชนเข้มแข็ง โดยเริ่มจากการค้นพบศักยภาพของตนเอง ค้นพบภูมิปัญญาของตนเองค้นพบแนวทางที่จะพัฒนาตนเองจากทุนเดิมที่มีอยู่ซึ่งจำเป็นต้องอาศัยการพัฒนา การเรียนรู้ การร่วมคิดร่วมทำ และมีความรับผิดชอบต่อสังคม
ความหมายของการคิดเชิงออกแบบ
การคิดเชิงออกแบบ เป็นเครื่องมือที่ช่วยให้ผู้สอนสามารถออกแบบการเรียนการจัดการเรียนรู้ได้ โดยเริ่มจากการทำความเข้าใจความต้องการที่แท้จริงของผู้เรียน ผู้ปกครอง และชุมชน เน้นส่งเสริมให้กล้าทดลอง ออกแบบและพัฒนาการเรียนการจัดการเรียนรู้ในแบบใหม่ๆ เมษ์ ศรีพัฒนาสกุล (2558, 1-2) กล่าวว่า แนวคิดในโครงการ School of Changemakers ของศูนย์สร้างสรรค์งานออกแบบ แห่งประเทศไทย คือระบบสนับสนุนคนรุ่นใหม่และผู้สนใจการแก้ปัญหาสังคม ผ่านสถาบันการศึกษา การคิดเชิงออกแบบ จึงมีความสำคัญในการสร้างสรรค์และเปลี่ยนแปลงสังคม ซึ่งพอจะสรุปความหมาย (อธิพงษ์ อมรวงศ์ปีติ, 2560, 7, สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน, 2560, 7-8, Tim Brown ,2013: 1-2) ดังนี้ “การคิดเชิงออกแบบ (Design Thinking) คือความคิดในการสร้างอนาคต และเป็นกระบวนการที่จะดำเนินการเมื่อต้องเผชิญความท้าทายที่ยากลำบาก หรือแก้ไขปัญหาที่ซับซ้อนและแตกต่างกันออกไปนำไปสร้างสรรค์นวัตกรรมได้ซึ่งเกิดผลกระทบเชิงบวก โดยการเข้าใจมนุษย์ และสังคมอย่างลึกซึ้งด้วยความเห็นออกเห็นใจ”
องค์ประกอบการคิดเชิงออกแบบ
การคิดเชิงออกแบบ ควรให้ความสำคัญกับกรอบความคิดบนพื้นฐาน และการเข้าใจความต้องการของคน ซึ่งมีองค์ประกอบหลากหลายแตกต่างกันไปตามบริบททั้งในภาคธุรกิจและการศึกษา ซึ่งสามารถสรุป (Lotta Hassi and Miko Laakso, 2011, 5-9, Kelley, 2013, 41-43, Hasso Platter, 2016, 2, Schweitzer (2016, 71-94) ได้ดังนี้
1) การมีแนวทางการปฏิบัติโดยยึดถือการเข้าใจมนุษย์เป็นสิ่งพื้นฐาน (Human-Centered Design) ที่คนเป็นศูนย์กลางการแก้ปัญหา โดยเน้นทำความเข้าใจว่าคนต้องการอะไร คิดอย่าง “เข้าใจ” เป็นวิธีการคิดผ่านสิ่งที่เขาพูด ทำ คิด และรู้สึก เพื่อให้เข้าใจปัญหาจากมุมมองของคนที่เราจะแก้ปัญหาให้ ซึ่งการคิดอย่างเข้าใจอาจสามารถทำได้ผ่านทางการสังเกต การสอบถาม หรือการมีประสบการณ์ร่วมเน้นการปฏิบัติสู่พื้นที่จริง การทำงานร่วมกันโดยมีขั้นตอนในการจัดการเรียนรู้ที่มีแบบแผน และระบบ มีกระบวนการที่ตอบโจทย์ความต้องการ และแก้ไขปัญหาแบบยั่งยืนของชุมชน และพื้นที่จริง
2) รูปแบบการคิดผ่านมุมมองที่หลากหลายโดยใช้ความรู้ และประสบการณ์จากสมาชิกที่มีความหลากหลาย พร้อมกับความรู้เก่า และใหม่มาบูรณาการเพื่อสร้างแนวทางในการแก้ไขปัญหาที่หลากหลายด้วยความคิดสร้างสรรค์ และการยอมรับเสียงส่วนใหญ่ของกลุ่มถือเป็นมติเอกฉันท์
3) การสร้างต้นแบบการคิดเชิงออกแบบเป็นการคิดซ้ำไปซ้ำมา ปรับปรุง และมีการทดลองหรือสร้างต้นแบบเพื่อช่วยในการแก้ไขปัญหา เพื่อทำให้แนวคิดที่เป็นรูปธรรม และมีทัศนคติที่เห็นความล้มเหลวเป็นจุดเริ่มต้นของการเรียนรู้
ขั้นตอนการคิดเชิงออกแบบ
ขั้นตอนการคิดเชิงออกแบบ คือสิ่งที่ทำให้การออกแบบการคิดเข้าสู่การปฏิบัติ เป็นแนวทางที่มีโครงสร้างเพื่อสร้างและพัฒนาความคิด มี 5 ขั้นตอนที่ช่วยนำทางการพัฒนาจากการระบุความท้าทายในการออกแบบ ค้นหาและสร้างทางแก้ปัญหา เป็นแนวทางของผู้คนในชุมชนอย่างลึกซึ้งซึ่งอาศัยความสามารถในการใช้งานได้ง่ายเพื่อตีความสิ่งที่สังเกต และพัฒนาแนวคิดที่มีความหมายทางอารมณ์ต่อผู้คนในชุมชนที่ผู้เรียนกำลังออกแบบมา โดยนำมาประยุกต์กับกระบวนการคิดเชิงออกแบบในทางการศึกษาสรุปขั้นตอน ซึ่งสรุป (Alexander ,2012, 2-5, Long ,2012, 17-18, Clune and Lockrey ,2014, 67-82, Pinheiro, Gomes, and Ramos ,2015, 194) ดังนี้
1) การค้นหา (Discovery) เป็นการลงพื้นที่ค้นหาสภาพปัญหาที่เกิดจริงในบริเวณชุมชน เพื่อยืนยันความคิดของผู้เรียน ปัญหาในชุมชนที่ลงพื้นที่สำรวจควรเป็นสิ่งที่เกี่ยวข้องกับทุกฝ่าย เพื่อเป็นการมองรอบด้าน เริ่มต้นด้วยความเข้าใจที่ลึกซึ้งต่อความต้องการของผู้คนในชุมชน ผู้เรียนควรวางแผนในการลงพื้นที่ ประเมินถึงความท้าทายและปัญหาที่จะต้องเจอ
2) การตีความ (Interpretation) ข้อมูลที่ได้จากการลงภาคสนามและชุมชน โดยการสังเกตการณ์ หรือสนทนากับผู้คนชุมชนนำมาวิเคราะห์เชิงลึก โดยการจัดเรียงลำดับปัญหาผ่านการเล่าเรื่องที่มีความสำคัญ ผลกระทบ และมีคุณค่ามากที่สุด ที่ส่งผลต่อผู้คนในชุมชน
3) การระดมความคิด เพื่อการแก้ไขปัญหา (Ideation) การสร้างแนวความคิดด้วยการระดมสมอง กระตุ้นให้คิดกว้าง เน้นปริมาณ และไม่มีข้อจำกัด ความคิดเหล่านี้จะจุดประกายให้เกิดแนวทางใหม่ๆ ในการแก้ไขปัญหา พร้อมเลือกแนวทางที่เป็นไปได้
4) สร้างต้นแบบ และทดลอง (Experimentation) การทำให้แนวคิดในการแก้ปัญหาเหล่านั้นเป็นรูปธรรมมากขึ้น การเรียนรู้และแบ่งปันกับคนอื่นๆ และมีต้นแบบ สามารถทำให้เห็นแนวทางในการแก้ไขได้ชัดเจน ง่ายต่อการเข้าใจในการลงมือพัฒนาต่อไป และยังทำให้รู้ถึงวิธีในการปรับปรุงปรับแต่งแนวคิดเพิ่มเติมจากเดิม
5) การพัฒนาอย่างต่อเนื่อง และยั่งยืน (Evolution) เมื่อนำต้นแบบ และนำไปทดลองเรียบร้อยแล้ว หากยังไม่ครบสมบูรณ์ หรือผ่านไปควรพัฒนาแนวคิดต่อยอด โดยการวางแผนในการสื่อสารความคิด กระบวนการ การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น เอกสารและอุปกรณ์ที่ใช้ เพื่อเป็นการถ่ายโอนความรู้ไปยังชุมชน และเมื่อเวลาผ่านไปชุมชนสามารถนำไปปฏิบัติต่อยอดสร้างความยั่งยืนให้กับชุมชนต่อไป
บทบาทของผู้สอนการคิดเชิงออกแบบ
Hasso Platter (2016, 6-8) ได้กล่าวถึงบทบาทของของผู้สอน ที่ควรเตรียมให้สำหรับผู้เรียนในการคิดเชิงออกแบบ ซึ่งผู้วิจัยนำมาประยุกต์ในแต่ละขั้นตอนของการคิดเชิงออกแบบ ได้ดังนี้
1) การค้นหา (Discovery) โดยให้ผู้เรียนวางแผนในเรื่องความท้าทายในการออกแบบการลงพื้นที่ชุมชม สิ่งที่จะเกิดขึ้น ซึ่งเป็นขั้นตอนในการสำรวจชุมชน และปัญหาภายในสถานการณ์ที่เลือก
กิจกรรมสำหรับผู้เรียน
1.1 ระดมความคิดของผู้เรียนก่อนการลงชุมชน ซึ่งเป็นวิธีที่ดีในการแสดงให้เห็นถึงคุณค่าของของการดำเนินการครั้งนี้ ว่ากลุ่มผู้เรียนทำไปเพื่อวัตถุประสงค์อะไร
1.2 ผู้เรียนจะต้องค้นพบผู้คนจริงที่ต้องเผชิญกับปัญหา ซึ่งเป็นปัญหาที่น่าสนใจจริงๆ ผู้เรียนอาจจำเป็นต้องได้รับการสอนเกี่ยวกับการตั้งเป้าหมาย และการไม่ด่วนสรุปเร็วเกินไปจากการลงพื้นที่สำรวจชุมชน
1.3 การใช้เครื่องมือลงไปใช้เพื่อสำรวจปัญหาจากผู้คนในชุมชนเพื่อประสบการณ์ของผู้เรียน เช่น การสัมภาษณ์ และวิธีการที่เปิดกว้างทางความคิดอื่น ๆ ซึ่งอาจนำไปสู่ผลลัพธ์ที่ไม่คาดคิดและการค้นพบปัญหาที่ไม่ซ้ำกัน
ช่วงก่อนการค้นหา – เป็นช่วงที่ผู้เรียนต้องใส่ใจในรายละเอียดของปัญหาที่เกิดขึ้นจริงต่อผู้คนในชุมชน
ช่วงระหว่างการค้นหา – ผู้เรียนใช้คำถามติดตามผล ผู้เรียนบันทึกข้อมูลอย่างละเอียด
ช่วงหลังจากการค้นหา – ผู้เรียนได้เก็บรวบรวมข้อมูลต่างๆ เช่น ภาพ หรือวัตถุในการลงพื้นที่เพื่อยืนยันความคิดของปัญหาที่เกิดขึ้นกับผู้คนในชุมชน
ผลลัพธ์ของผู้เรียนในช่วงการค้นหา คือคุณค่าของการสร้างความเข้าใจในการค้นพบ และทักษะที่จำเป็นในการทำความเข้าใจผู้คน และสังคม
2) การตีความ (Interpretation)
กิจกรรมสำหรับผู้เรียน
2.1 การกำหนดรายละเอียดปัญหาเป็นขั้นตอนที่ท้าทายมากที่สุด
2.2 การให้ผู้เรียนมีโครงสร้างด้านการวิเคราะห์ปัญหาจะเป็นประโยชน์อย่างมาก และแน่ใจว่าได้อนุญาตให้มีเวลาสำหรับขั้นตอนนี้อย่างเพียงพอ
2.3 ให้ผู้เรียนเลือกข้อมูลได้อิสระ โดยการจำกัดปัญหาเฉพาะเจาะจง
2.4 ไม่มีทางที่ถูกต้องที่สุดในการทำ แต่วิธีการหลายวิธีและบางครั้งก็นำไปสู่ข้อมูลเชิงลึกที่หลากหลาย
ช่วงก่อนการตีความ - ผู้เรียนจะต้องมีข้อมูล เช่น คำพูด รูปภาพ ภาพวาด คำอธิบายความรู้สึกของผู้คนในชุมชน และมีพื้นที่ว่างในการแบ่งปันผลการค้นพบ ได้แก่ กระดานไวท์บอร์ด โต๊ะ เป็นต้น
ช่วงระหว่างการตีความ – ผู้เรียนควรค้นหารูปแบบข้อมูลของชุมชน และผู้คนในชุมชน เพื่อความชัดเจนในการตีความ
ช่วงหลังจากการตีความ – จับภาพชุมชน และผู้คนที่ไม่ซ้ำกัน ความต้องการและข้อมูลเชิงลึกจากข้อมูลทั้งหมดที่อธิบายถึงปัญหาบางอย่างที่ผู้คนหรือกลุ่มเผชิญอยู่ ใช้คำอธิบายนั้นและสร้างข้อความว่า "เราอาจจะทำอย่างไร"
ผลลัพธ์ของผู้เรียนในช่วงการตีความ คือกระบวนการในการกำหนดปัญหา การรวบรวมข้อมูล จากชุดข้อมูลเล็กไปสู่ชุดข้อมูลใหญ่ หรือชุดข้อมูลที่ไม่ได้วางแผนไว้
3) การระดมความคิด (Ideation)
กิจกรรมสำหรับผู้เรียน
3.1 มีพื้นที่เพื่อจัดกิจกรรม เช่น การตั้งพื้นที่ที่ช่วยให้ผู้เรียนสามารถยืนหรือเดินไปรอบๆ ขณะที่ระดมความคิดเพิ่มเติม
3.2 มีขอบเขตและคำจำกัดความของการระดมสมอง จะมีผลต่อระยะเวลาที่ระดมความคิดเพื่อให้มีความคิดเพิ่มขึ้น
3.3 การระดมความรู้ สามารถทำได้ดีเมื่อลงพื้นที่ และตั้งคำถามได้เป็น
3.4 เลือกผู้อำนวยความสะดวกแต่ละกลุ่มที่จะบังคับใช้กฎและรักษาบรรยากาศการระดมสมองในเชิงบวก กระตุ้นให้ผู้ร่วมทีมช่วยกันคิดได้มากขึ้น
ช่วงก่อนการระดมความคิด – ผู้เรียนเตรียมปัญหาที่กำหนดไว้ และข้อมูลของความต้องการของชุมชน ข้อมูลเชิงลึก การระดมความคิดหลายครั้ง อาจใช้คำว่า "เราอาจจะทำอะไรได้อีกบ้าง" รวมกลุ่มเพื่อให้ผู้เรียน 6-8 คนระดมความคิดในกลุ่ม
ช่วงระหว่างการระดมความคิด – ผู้เรียนปฏิบัติตามกฎของการระดมสมอง ฟังซึ่งกันและกัน และสร้างความคิดของกันและกัน เมื่อกลุ่มผู้เรียนมีเริ่มที่จะคิดไม่ออกให้กระตุ้น ด้วยการไประดมความคิดให้กลุ่มอื่นๆ
ช่วงหลังการระดมความคิด – กลุ่มผู้เรียน ได้เลือกแนวคิดที่จะก้าวไปข้างหน้า โดยการลงคะแนนจากเสียงข้างมาก
ผลลัพธ์ของผู้เรียนในช่วงระดมความคิด คือจะเห็นคุณค่าและประโยชน์ของการปฏิบัติตามหลักเกณฑ์การระดมความคิด และการสร้างแนวทางการแก้ไขปัญหาด้วยแนวคิดของผู้อื่น
4. สร้างต้นแบบ และทดลอง (Experimentation)
กิจกรรมสำหรับผู้เรียน
4.1 ผู้สอนให้เวลาแก่ผู้เรียนในการสร้างต้นแบบ เพื่อให้พวกเขาไม่ติดใจกับแนวคิดและเปิดรับข้อเสนอแนะ และทำซ้ำ
4.2 ความล้มเหลวในช่วงต้น ๆ จะนำไปสู่ผลิตภัณฑ์ขั้นสุดท้ายที่ดีขึ้นมาก
4.3 สร้างความคิดที่จะทำให้นักเรียนตั้งใจ "ทำ" แทนที่จะคิด
ช่วงก่อนการสร้างต้นแบบ และทดลอง – ผู้เรียนมีความคิดมากมายในการเลือกและก้าวต่อไป
ช่วงระหว่างสร้างต้นแบบ และทดลอง – ผู้เรียนสามารถเข้าถึงวัสดุต้นแบบได้ ผู้เรียนสร้างต้นแบบอย่างรวดเร็วเพื่อให้ง่ายต่อการเปลี่ยนแปลง
ช่วงหลังจากการสร้างต้นแบบ และทดลอง – ผู้เรียนมีต้นแบบหลายแบบที่พร้อมทดสอบและทำความเข้าใจกับสิ่งที่กำลังทดสอบ บันทึกและรวมข้อเสนอแนะได้
ผลลัพธ์ของผู้เรียนในช่วงสร้างต้นแบบ และทดลอง คือการได้คุณค่าในการสร้างต้นแบบ และความเร็วในการสร้างต้นแบบ
5. การพัฒนาอย่างต่อเนื่อง และยั่งยืน (Evolution)
กิจกรรมสำหรับผู้เรียน
5.1 ชุมชนควรเข้ามามีบทบาทในการรับฟังต้นแบบของผู้เรียน
5.2 หากต้องการให้สมาชิกในชั้นเรียนช่วยให้ข้อเสนอแนะ ควรแน่ใจว่าพวกเขามีประสิทธิภาพในวิธีการให้ข้อมูลป้อนกลับที่ถูกต้อง
5.3 ผู้สอนต้องตระหนักว่าข้อเสนอแนะดังกล่าว อาจะจะทำให้เกิดทางออกสุดท้ายของพวกเขา
5.4 การนำเสนอควรแสดงแนวคิดและบอกเล่าเรื่องราวของต้นแบบ
ช่วงก่อนการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง และยั่งยืน – ผู้เรียนมีต้นแบบหลายแบบที่พร้อมทดสอบ และทำความเข้าใจกับสิ่งที่กำลังทดสอบอยู่จริง ควรจะบันทึกและรวมความคิดเห็น
ช่วงระหว่างการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง และยั่งยืน – ผู้เรียนจะจดบันทึกไว้ และขอให้ติดตามคำถามเกี่ยวกับข้อเสนอแนะที่ได้รับจากชุมชน ผู้เรียนจัดเตรียมงานนำเสนอการทดสอบ
ช่วงหลังจากการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง และยั่งยืน – ผู้เรียนมีจำนวนความคิดในการก้าวไปข้างหน้าและสร้างต้นแบบใหม่
ผลลัพธ์ของผู้เรียนการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง และยั่งยืน คือวิธีการรวบรวมข้อเสนอแนะ
การคิดเชิงออกแบบกับการแก้ปัญหาชุมชน
นอกจากการคิดเชิงออกแบบจะเสริมสร้างความคิดสร้างสรรค์ และการมีส่วนร่วมระหว่างกันแล้ว การคิดเชิงออกแบบยังสามารถนำมาประยุกต์ใช้ในบริบทอื่นๆ ด้วย โดยผู้สอนการนำสภาพปัญหาในชุมชน ให้นักเรียนได้ร่วมคิด และร่วมหาแนวทางเพื่อแก้ไขปัญหาเหล่านั้นด้วยแนวทางการคิดเชิงออกแบบ เพื่อให้ผู้เรียนได้เรียนรู้จากการปฏิบัติจริง โดยมีขั้นตอนดังนี้
1) การค้นหา (Discovery) เป็นการลงพื้นที่ค้นหาสภาพปัญหาที่เกิดจริงในบริเวณชุมชน เพื่อยืนยันความคิดของผู้เรียน ปัญหาในชุมชนที่ลงพื้นที่สำรวจควรเป็นสิ่งที่เกี่ยวข้องกับทุกฝ่าย เพื่อเป็นการมองรอบด้าน เริ่มต้นด้วยความเข้าใจที่ลึกซึ้งต่อความต้องการของผู้คนในชุมชน ผู้เรียนควรวางแผนในการลงพื้นที่ ประเมินถึงความท้าทายและปัญหาที่จะต้องเจอ
2) การตีความ (Interpretation) ข้อมูลที่ได้จากการลงภาคสนามและชุมชน โดยการสังเกตการณ์ หรือสนทนากับผู้คนชุมชนนำมาวิเคราะห์เชิงลึก โดยการจัดเรียงลำดับปัญหาผ่านการเล่าเรื่องที่มีความสำคัญ ผลกระทบ และมีคุณค่ามากที่สุด ที่ส่งผลต่อผู้คนในชุมชน
3) การระดมความคิด เพื่อการแก้ไขปัญหา (Ideation) การสร้างแนวความคิดด้วยการระดมสมอง กระตุ้นให้คิดกว้าง เน้นปริมาณ และไม่มีข้อจำกัด ความคิดเหล่านี้จะจุดประกายให้เกิดแนวทางใหม่ๆ ในการแก้ไขปัญหา พร้อมเลือกแนวทางที่เป็นไปได้
4) สร้างต้นแบบ และทดลอง (Experimentation) การทำให้แนวคิดในการแก้ปัญหาเหล่านั้นเป็นรูปธรรมมากขึ้น การเรียนรู้และแบ่งปันกับคนอื่นๆ และมีต้นแบบ สามารถทำให้เห็นแนวทางในการแก้ไขได้ชัดเจน ง่ายต่อการเข้าใจในการลงมือพัฒนาต่อไป และยังทำให้รู้ถึงวิธีในการปรับปรุงปรับแต่งแนวคิดเพิ่มเติมจากเดิม
5) การพัฒนาอย่างต่อเนื่อง และยั่งยืน (Evolution) เมื่อนำต้นแบบ และนำไปทดลองเรียบร้อยแล้ว หากยังไม่ครบสมบูรณ์ หรือผ่านไปควรพัฒนาแนวคิดต่อยอด โดยการวางแผนในการสื่อสารความคิด กระบวนการ การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น เอกสารและอุปกรณ์ที่ใช้ เพื่อเป็นการถ่ายโอนความรู้ไปยังชุมชน และเมื่อเวลาผ่านไปชุมชนสามารถนำไปปฏิบัติต่อยอดสร้างความยั่งยืนให้กับชุมชนต่อไป
ดังนั้น การคิดเชิงออกแบบเป็นวิธีคิดที่สามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้ในทุกๆ เหตุการณ์ เพียงแค่เริ่มทำความเข้าใจความต้องการที่แท้จริง แล้วหาวิธีการมาจัดการเรียนรู้ที่เหมาะสม เมื่อเรามองปัญหาได้อย่างลึกซึ้ง และเข้าใจ ก็จะทำให้มีแนวทางที่แก้ไขปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นรอบตัว หรือชุมชนได้ถูกทิศทาง และตรงประเด็น และยังเสริมให้มีความกล้าหาญในการคิด กล้าที่จะทดลอง ไม่กลัวความผิดพลาด โดยถือความผิดพลาดเป็นการเรียนรู้ ทั้งยังช่วยฝึกทักษะทั้งผู้สอน และผู้เรียน รู้จัดสร้างทีม แลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างกัน จึงกล่าวได้ว่าการคิดเชิงออกแบบถึงเป็นอีกวิธีการจัดการเรียนรู้ที่ทรงพลัง และเหมาะสมกับโลกยุคปัจจุบัน
ข้อมูลอ้างอิง
Alexander, Amy. (2012). Borrow Brightest Ideas DON'T BE AFRAID TO INNOVATE BE DIFFERENT: Following the herd is a sure way to mediocrity. Los Angeles.
Brown, Tim. (2013). Design Thinking. Harvard Business Review, 86(6), 84-92. doi:10.1024/0036-7281.150.6.297
Clune, Stephen J., & Lockrey, Simon. (2014). Developing environmental sustainability strategies, the Double Diamond method of LCA and design thinking: a case study from aged care. Journal of Cleaner Production, 85(C), 67-82. doi:10.1016/j.jclepro.2014.02.003
Gattiker, Thomas. (2012). Rethinking design.(design thinking in quality world). Quality Progress, 45(3), 32.
Hasso Platter. (2016). An Introduction to Design Thinking PROCESS GUIDE. USA: Standford.In D. L. Gabel (ed.), Handbook of Research on Science Teaching and Learning. New York: McMillan.
Kelley, D., & Kelley, T,. (2013). Creative confidence: Unleashing the creative potential within us all. USA: Crown Pub.
Long, Christian. (2012). Teach Your Students to Fail Better with Design Thinking. Learning & Leading with Technology, 39(5), 16-20.
Lotta Hassi, & Miko Laakso. (2011). DESIGN THINKING IN THE MANAGEMENT DISCOURSE: DEFINING THE ELEMENTS OF THE CONCEPT. Finland: Aalto University School of Science and Technology.
Norman, Donald A. (2010). Living with Complexity: MIT Press.
Pinheiro, Mauro, Gomes, Ricardo Esteves, & Ramos, Matheus Rocha de Souza. (2015). Draw your path: data visualization about the space usage and user participation on the design of the signage system for Universidade Federal do Espirito Santo/Desenhe seu trajeto: visualizacao de dados sobre o uso do espaco e a participacao de usuarios no projeto de sinalizacao da Universidade Federal do Espirito Santo.(texto en portugues). Brazilian Journal of Information Design, 12(2), 194.
Sarmiento Pelayo, Martha. (2015). Co-design: A central approach to the inclusion of people with disabilities. Revista de la Facultad de Medicina, 63(3Sup), 149. doi:10.15446/revfacmed.v63n3sup.49345
Schweitzer, J., Groeger, L., &Sobel, L.,. (2016). The design thinking mindset: An assessment of what we know and what we see in practice. Journal of Design, Business & Society, 2(1), 71-94.
Toshiaki Kurokawa. (2013). Design Thinking Education at Universities and Graduate Schools. SCIENCE & TECHNOLOGY TRENDS, 46, 50-62.
William B. Rouse. (2015). Design for Social Innovation: A case study of human centered design in khayelitsha - cape town. Swedish: Swedish University of Agricultural Sciences.
เมษ์ ศรีพัฒนาสกุล. (2558). Asian Leadership Academy. กรุงเทพฯ: มูลนิธิสยามกัมมาจล.
กมลกานต์ โกศลกาณจน์. (2558). Love your local love your city (พิมพ์ครั้งที่ 1 ed.). กรุงเทพฯ: ศูนย์สร้างสรรค์งานออกแบบ TCDC.
สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน. (2560). DESIGN THINKING คืออะไร. นนทบุรี: สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน.
อธิพงษ์ อมรวงศ์ปีติ. (2560). รวบรวมองค์ความรู้จากงานสัมมนา และสัมมนาเชิงปฏิบัติการ CU 2015. กรุงเทพฯ: มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์.