๗๕๑. ถอดบทเรียน..


ความคิดของเด็กและความสามารถที่แตกต่าง..บางครั้งไม่ต้องมีคะแนนก็ได้ และครูไม่จำเป็นต้องชื่นชมใครให้เลิศเลอ..เด็กทุกคนมีความรู้สึกและต้องการยอมรับทั้งจากเพื่อนและครู..เท่านี้ก็พอเพียง..

        ตลอดสองสัปดาห์ที่ผ่านมา ผมได้บทเรียนจากงานสอนมากมาย..ขอบคุณหัวจิตหัวใจตัวเองที่รักการสอนพอๆกับงานบริหาร หรืออาจเป็นเพราะว่าผมเรียนจบมาทางด้านการเรียนการสอน..ก็เป็นได้...

    การ “สอนแทน”อย่างยาวนานก็ทำให้ได้อรรถรสไปอีกแบบ ทำให้ผมรู้จักตัวเองมากพอ ว่าจะเป็นหลักทางวิชาการให้โรงเรียนขนาดเล็กได้หรือไม่?

    ผมไม่เคยมองตัวเองว่าเป็น “คนเก่ง” หริอ “คนขยัน” แต่ด้วยหน้าที่ ที่ต้องร่วมรับผิดชอบ..ไม่อยากปล่อยปละละเลย ให้เป็นไปตามยถากรรม..

        ทำให้รู้จักเด็กรายบุคคล และในภาพรวมๆ เด็กยังขาด “ทักษะ” และขาดการพัฒนาศักยภาพ ตามความถนัดและความสนใจ..

        ผมก็แค่..สอนประสบการณ์ทางภาษาแบบให้สื่อสาร..เน้นหลักการพอประมาณ ที่เหลือก็ให้พูดออกมา แสดงออกทั้งการอ่านและเขียน..

        ภาษาอังกฤษ..เริ่มตั้งแต่ทักทายกู๊ดมอร์นิ่ง..กู๊ดอ๊าฟเตอร์นูน จากนั้นก็เป็นบทสนทนาโต้ตอบ โดยใช้บัตรคำศัพท์ที่แต่ละคนถืออยู่ในมือ..

        นักเรียนจับคู่..แบ่งกลุ่ม..สื่อสารและตอบคำถามกันเอง..ผมสอนแค่นี้จริงๆ แต่ทำไม?เด็กชอบและสนใจ..เหมือนกับว่าเขาไม่เคยเจอะเจอมาก่อน...

        ภาษาไทย..ผมใช้วรรณกรรมนำร่อง..สอนได้ทุกเรื่อง ทั้งการออกเสียงไปจนถึงความรู้รอบตัว..การอ่านเอาเรื่องของนักเรียนกับคำถามเชิงวิเคราะห์ของผม จะผสมกลมกลืนและบูรณาการตลอดแนว

        การสอนให้เด็กคิด วิเคราะห์ มีจินตนาการและสร้างสรรค์ ผมจะให้เด็กคิดแบบอัตนัย ให้พูดออกมาก่อนลงมือเขียน “การพูด” ก็เป็นพื้นฐานสำคัญของการเขียน ถ้าเด็กคิดได้พูดเป็น..จะพัฒนางานเขียนได้ไม่ยาก..

        ผมใช้ “ภาพวาด”เพียงแผ่นเดียวในทุกชั่วโมง ให้เด็กพูดเล่าเรื่องจากภาพ คนละ ๑๐ วินาที หรือคนละ ๓ – ๔ ประโยค..แล้วส่งต่อภาพให้เพื่อนไปจนถึงคนสุดท้าย..

        ภาพจะช่วยให้เล่าเรื่องได้หลากหลาย ขณะที่แต่ละคนเล่า..ความสนุกเกิดขึ้นแล้ว จากนั้นเรื่องก็จบลงด้วยความสุข คือจบในใจของเด็กทุกคน..ที่มีส่วนร่วมเล่าเรื่อง

        เล่าเรื่องกี่ครั้ง..หรือกี่ภาพ เนื้อเรื่องไม่เคยซ้ำกันเลย..นี่คือการฝึกให้เด็กคิดอย่างมีจินตนาการ..ท้ายที่สุดเมื่อเจอสถานการณ์หรือภาพจริงๆ..เขาจะเขียนเรื่องได้

        สองสัปดาห์เป็นช่วงเวลาที่ผ่านไปอย่างรวดเร็ว..และทิ้งร่องรอยการสอนของผมไว้..ให้เป็นบทเรียนที่ต้องสานต่อ เด็กน่าจะรอคอยให้ผมไปประเมินผลงาน จากทักษะและการบ้านที่ผมให้ไป..

        ทั้งบทอาขยานและเพลงปลุกใจ “สยามนุสสติ” และบทเพลง “ไทยรวมกำลังตั้งมั่น” ที่นักปราชญ์ท่านไม่ได้มุ่งหวังให้มาท่องจำ แต่ให้นำไปใช้ให้ถูกต้องตามทำนองคลองธรรม..นำไปสู่ความ “รักชาติ”

        และทุกวัน..บทเพลงพระราชนิพนธ์ของพ่อ..ก่อการประสานเสียงไม่มีผิดเพี้ยนให้เห็น ผมใช้เป็นเครื่องมือในการสอนภาษา มรดกทางปัญญา..ที่พ่อทิ้งไว้ให้พวกเรา..วันนี้ให้นักเรียนคิดเองและแสดงออกด้านท่าทางประกอบบทเพลง..

        ความคิดของเด็กกับความสามารถที่แตกต่าง..บางครั้งไม่ต้องมีคะแนนก็ได้ และครูไม่จำเป็นต้องชื่นชมใครให้เลิศเลอ..เด็กทุกคนมีความรู้สึกและต้องการยอมรับทั้งจากเพื่อนและครู..เท่านี้ก็พอเพียง..

        ดังนั้น..ก่อนกลับบ้าน..ไปร่วมด้วยช่วยกันและแบ่งกลุ่ม..สร้างงานพัฒนาสิ่งแวดล้อม ปลูกไม้ประดับหน้าอาคารเรียน..โรงเรียนของเธอ เธอต้องร่วมรับผิดชอบ

        ครูจะสอนให้เธอตระหนักและมีจิตสำนึกในการเรียนรู้ ครูจะทำให้ดูอยู่ให้เห็น และทุกกิจกรรม..ครูมั่นใจว่านี่คือแบบฝึกให้เธอคิดเป็นและทำเป็น..อย่างแน่นอน

ชยันต์  เพชรศรีจันทร์

๑๔  ธันวาคม  ๒๕๖๑


       

       

หมายเลขบันทึก: 658727เขียนเมื่อ 14 ธันวาคม 2018 13:18 น. ()แก้ไขเมื่อ 15 ธันวาคม 2018 00:20 น. ()สัญญาอนุญาต: ครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง


ความเห็น (1)

ผมมีความเห็นว่า ผอ.ที่สอน จะเข้าใจครู เข้าถึงครู และได้ใจครูมากกว่า และสิ่งสำคัญยิ่ง คือ ยุคเปลี่ยน เด็กเปลี่ยน ประสบการณ์งานสอนของ ผอ.สมัยโน้นใช้ไม่ได้ … ดังนั้น ผอ.ต้องมาสอน จึงจะพัฒนาการเรียนการสอนได้จริง

สงวนลิขสิทธิ์ © 2005-2021 บจก. ปิยะวัฒนา และผู้เขียนเนื้อหาทุกท่าน
ขอแนะนำ ClassStart ระบบจัดการการเรียนการสอนผ่านอินเทอร์เน็ต ทั้งเว็บทั้งแอปใช้งานฟรี