บทที่ 1

บทนำ

หลักการและเหตุผล

      ปัจจุบันความก้าวหน้าด้านงานวิจัยทางการศึกษาปฐมวัย เทคโนโลยีสมัยใหม่ การเตรียมคุณลักษณะเด็กไทยในศตวรรษที่ 21 และการเตรียมเด็กไทยสู่ความเป็นประชาคมอาเซียน รวมทั้งการปฏิรูปการศึกษาที่เน้นให้คนไทยได้เรียนรู้ตลอดชีวิตอย่างมีคุณภาพ แสดงให้เห็นถึงความจำเป็นในการปรับเปลี่ยนจุดเน้นในการพัฒนาคุณภาพในสังคมไทยให้มีคุณธรรมและมีความรอบรู้อย่างเท่าทัน มีความพร้อมทั้งด้านร่างกาย อารมณ์ สังคม สติปัญญาและศีลธรรม สามารถก้าวทันการเปลี่ยนแปลงของโลก ทำให้การศึกษาปฐมวัย ต้องพัฒนาเด็กให้เจริญเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่ดีของสังคม มีทักษะชีวิตที่ส่งเสริมศักยภาพสูงสุดของเด็ก การเรียนรู้ที่จะช่วยส่งเสริมให้เด็กเป็นคนดี เก่ง และมีความสุข ภายใต้บริบทสังคมและวัฒนธรรมไทยที่เด็กอาศัยอยู่ จำเป็นต้องพัฒนาความสามารถทางการคิด เนื่องจากความสามารถทางการคิดเป็นส่วนหนึ่งของพัฒนาการทางสติปัญญาที่มีความสำคัญในการพัฒนาศักยภาพของเด็ก นอกจากนี้ ความสามารถทางการคิดจะนำไปสู่พัฒนาการด้านอื่น ๆ ช่วยให้เด็กสามารถปรับปรุงสิ่งที่มีอยู่ให้ดีขึ้น และสร้างความรู้ใหม่อย่างไม่มีที่สิ้นสุด ควรมีการส่งเสริมความสามารถทางการคิดให้แก่เด็กนับตั้งระดับปฐมวัยไปจนถึงระดับสูงสุด การได้รับการพัฒนาการคิดตั้งแต่เด็กจะช่วยพัฒนาความคิดให้ก้าวหน้า ส่งผลให้สติปัญญาเฉียบแหลม เป็นคนรอบคอบ ตัดสินใจได้ถูกต้องและเติบโตเป็นคนดี มีคุณภาพ สามารถแก้ปัญหาต่าง ๆ ได้ดี การจัดการศึกษาระดับปฐมวัยมีความสำคัญในการเตรียมความพร้อมให้เด็กเติบโตเป็นผู้ที่มีความรู้ความสามารถ ใฝ่รู้ มีความสามารถทางการคิด การแก้ปัญหาและการตัดสินใจด้วยตนเอง

การจัดการเรียนรู้เพื่อส่งเสริมความสามารถทางการคิดเป็นแนวทางหนึ่งในการพัฒนาเด็กให้เติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่มีคุณลักษณะที่พึงประสงค์ตามนโยบายของรัฐ และสามารถดำรงอยู่ในสังคมโลกได้อย่างมีความสุข การส่งเสริมความสามารถทางการคิดเป็นการใช้ศักยภาพของสมอง เราสามารถพัฒนาสมองให้ดีขึ้นได้ด้วยการเรียนรู้และฝึกการคิด มีการฝึกฝนโดยใช้สมองให้คิดผ่านการตั้งคำถามและหาคำตอบ สมองจะยิ่งสร้างเครือข่ายเส้นใยสมองใหม่ ๆ แตกแขนงเชื่อมติดต่อกันมากขึ้นเป็นสมองที่คิดเป็น สมองของมนุษย์มีความยืดหยุ่น สามารถเปลี่ยนแปลงได้ เซลล์สมองจะเกิดการเรียนรู้โดยข้อมูลที่เด็กได้รับจากประสาทสัมผัสทั้ง 5 คือ ตา หู จมูก ลิ้นและกายสัมผัส จะส่งผ่านเข้าสู่สมอง จากเซลล์สมองส่งผ่านทางเส้นใยประสาทส่งข้อมูลไปยังเส้นใยประสาทรับข้อมูล โดยจะมีจุดเชื่อมระหว่างกัน เมื่อมีข้อมูลผ่านมาบ่อย ๆ จะทำให้จุดเชื่อมแข็งแรง             เด็กที่มีจุดเชื่อมมากจะเรียนรู้ได้เร็ว รวมทั้งการเรียนรู้จะกระตุ้นให้เกิดการสร้างจุดเชื่อมมากขึ้น การเชื่อมต่อนี้เกิดจากที่เด็กได้รับกระตุ้นจากสิ่งแวดล้อมรอบตัวหรือการมีประสบการณ์ ถ้าไม่ได้รับประสบการณ์การเชื่อมต่อจะชะงักและสูญเสียไป อีกทั้งสมองของเด็กจะสร้างใยประสาทได้เร็วและง่ายกว่าผู้ใหญ่และยิ่งใช้งานบ่อยใบประสาทจะแข็งแรงมากขึ้น ข้อมูลจะเดินทางได้เร็วขึ้นทำให้เรียนรู้ได้ง่ายขึ้น ดังนั้น ความสามารถทางการคิดเป็นสิ่งที่เรียนรู้และสามารถพัฒนาได้และจำเป็นต้องสอนตั้งแต่เด็ก เพื่อให้มีทักษะการคิดและกระบวนการคิดที่มีประสิทธิภาพ

          สำหรับแนวทางในการส่งเสริมทักษะการคิดนั้น ส่งเสริมทักษะการคิดไว้ 3 แนวทาง ได้แก่ 1.การสอนเพื่อให้คิด เป็นการบูรณาการทักษะการคิดเข้าไปในเนื้อหาหรือบทเรียน โดยผู้เรียนจะได้รับการส่งเสริมกระบวนการคิดระดับสูง ผ่านการเรียนเนื้อหาปกติตามบทเรียน 2.การสอนในเรื่องการคิด เป็นการสอนเกี่ยวกับทักษะที่เกี่ยวกับการคิดโดยเฉพาะ และ 3.การสอนเกี่ยวกับกระบวนการคิด เป็นการสอนให้ผู้เรียนรับรู้เกี่ยวกับกระบวนการคิดของตนเอง หรืออภิปัญญา เป็นการควบคุมและรู้ว่าตนเองคิดอะไร นอกจากนี้ แม้เด็กปฐมวัยจะมีความลำบากในการแสดงออกถึงความคิดของตน แต่เด็กก็ควรที่จะมีโอกาสในการตรวจสอบความคิดของตนเองเช่นกัน ดังนั้น จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องจัดให้เด็กปฐมวัยได้มีโอกาสได้ฝึกฝนได้แสดงความสามารถทางการคิดรูปแบบต่าง ๆ เพื่อให้เด็กมีความสามารถทางการคิดในระดับที่สูงต่อไป อย่างไรก็ตาม การจัดการเรียนรู้จำเป็นต้องคำนึงถึงจุดมุ่งหมายของหลักสูตรแต่ละระดับเป็นสำคัญ สำหรับจุดมุ่งหมายของการจัดการเรียนรู้สำหรับเด็กปฐมวัย เพื่อส่งเสริมความสามารถทางการคิดนั้น หลักสูตรการศึกษาปฐมวัย พุทธศักราช 2560 (สำหรับเด็ก 3-5 ปี) ได้ระบุมาตรฐานคุณลักษณะที่พึงประสงค์ในข้อที่ 10 ว่า ให้เด็กปฐมวัยมีความสามารถในการคิดและการแก้ไขปัญหาได้เหมาะสมตามวัย ส่วนแนวทางการจัดประสบการณ์ที่เหมาะสมกับเด็กปฐมวัย คือ จัดประสบการณ์ในรูปแบบบูรณาการ ความสามารถทางการคิดที่ต้องการจะส่งเสริมให้เข้าไปอยู่ในสาระการเรียนรู้ที่เด็กปฐมวัยจะได้เรียนรู้ตามที่หลักสูตรกำหนดไว้ ความสามารถทางการคิดมีหลากหลายรูปแบบ เช่น คิดวิเคราะห์ คิดสังเคราะห์ คิดสร้างสรรค์ คิดแสวงหาความรู้ คิดไตร่ตรอง คิดแก้ปัญหา คิดตัดสินใจ และคิดวิจารณญาณ เป็นต้น โดยวงการการศึกษาสากลต่างได้ให้ความสำคัญอย่างแพร่หลายเกี่ยวกับความสามารถทางการคิดวิจารณญาณ (กิติศักดิ์ เกตุนุติ. 2557 : 1)

สถานการณ์ปัจจุบัน     

          ปัจจุบันจากการศึกษาเอกสารและรายงานการวิจัย พบว่า ความสามารถทางการคิดวิจารณญาณ  เป็นความคิดระดับสูงที่มีการคิดที่ซับซ้อน ประกอบด้วยองค์ประกอบหรือความสามารถหลาย ๆ ด้าน และต้องมีการฝึกฝนอย่างสม่ำเสมอ นอกจากนี้ การคิดวิจารณญาณถึงแม้ว่าถูกจัดกลุ่มให้เป็นความคิดระดับสูงแต่ยังคงต้องอาศัยความคิดระดับพื้นฐานมาสนับสนุนด้วยเช่นกัน บลูม ได้กล่าวถึง ขั้นตอนการเรียนรู้จากง่ายสุดไปสู่ความซับซ้อนมากขึ้น ประกอบด้วย ความคิดระดับพื้นฐาน ได้แก่ ความรู้ ความเข้าใจ และการนำไปใช้        ไปจนถึงความคิดระดับสูง ได้แก่ การวิเคราะห์ การสังเคราะห์ และการประเมิน ซึ่งการเสริมสร้างความสามารถทางการคิดจากง่ายสุดไปสู่ความซับซ้อนมากขึ้นในแต่ละระดับจะมีความสัมพันธ์เกี่ยวเนื่องกัน ผู้เรียนจะเรียนรู้จากระดับต่ำสุดพัฒนาขึ้นไปสู่ระดับสูงที่สลับซับซ้อนขึ้น ซึ่งจัดเป็นความสามารถทางการคิดอย่างมีวิจารณญาณ การคิดวิจารณญาณเกี่ยวข้องกับการวิเคราะห์ และการประเมิน พอล ระบุว่าองค์ประกอบการคิดวิจารณญาณประกอบด้วย การวิเคราะห์ การสังเคราะห์ และการประเมิน สำหรับลิปแมน นำเสนอว่า การคิดวิจารณญาณเกี่ยวข้องกับการประเมิน และเกณฑ์ เพื่อใช้ในการตัดสินใจ สำหรับสุทธาภา โชติประดิษฐ์ นำเสนอว่าองค์ประกอบของการคิดวิจารณญาณของเด็กปฐมวัยประกอบด้วยความสามารถด้านการตีความ การวิเคราะห์ การสังเคราะห์ การเชื่อมโยง การตัดสนใจ และการประยุกต์ใช้ นอกจากนี้ แคร์รี่ ระบุว่าลำดับขั้นตามจุดมุ่งหมายทางการศึกษาของบลูม เป็นแนวคิดที่ได้รับการยอมรับและมีการนำไปใช้อย่างกว้างขวาง ตั้งแต่การนำไปใช้ในชั้นเรียนในฐานะเป็นเครื่องมือสำหรับการวางแผนการเรียนรู้ การตรวจสอบความสอดคล้องของจุดประสงค์ วิธีการสอนและการประเมินผล หรือการนำไปจำแนกความแตกต่างระหว่างการคิดระดับสูงกับการคิดระดับพื้นฐานที่ครูและผู้ปกครองสามารถนำมาส่งเสริมความสามารถทางการคิดวิจารณญาณให้กับเด็กปฐมวัยได้ ซึ่งสอดคล้องกับการ์แลนด์ ที่ได้สนับสนุนว่าหากครูและผู้ปกครองสามารถตั้งคำถาม เพื่อถามเด็กตามจุดมุ่งหมายของบลูมได้ จะเป็นสิ่งที่ช่วยส่งเสริมความสามารถทางการคิดวิจารณญาณให้กับเด็กได้เช่นกัน (กิติศักดิ์ เกตุนุติ. 2557 : 4)

บทที่ 2

วรรณกรรมที่เกี่ยวข้อง

รายงานฉบับนี้ขอนำเสนอวรรณกรรมที่เกี่ยวข้องการคิดวิจารณญาณหัวข้อต่อไปนี้

  1. 1. ความหมายของการคิดวิจารณญาณ
  2. 2. วัตถุประสงค์ของการคิดวิจารณญาณ
  3. 3. ทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับการคิดวิจารณญาณ
  4. 4. การพัฒนาการคิดวิจารณญาณ
  5. 5. องค์ประกอบของการคิดวิจารณญาณ

1. ความหมายของการคิดวิจารณญาณ

การคิดวิจารณญาณ (Critical Thinking) เป็นกระบวนการคิดที่ผู้คิดต้องคิดกว้าง คิดลุ่มลึก คิดถูกทาง คิดชัดเจน คิดถูกต้องอย่างมีเหตุผล คำว่า “Critical” มาจากคำว่า “Kritikos” ซึ่งเป็นภาษากรีก แปลว่า “Critic” หมายถึง การถามคำถาม การหาความหมาย การวิเคราะห์ ส่วนในภาษาไทยใช้คำที่แตกต่างกันไป เช่น วิธีคิดเชิงวิพากษ์ ทักษะการคิดอย่างมีวิจารณญาณ การคิดเชิงวิจารณญาณ

นักการศึกษาได้ให้ความหมายของการคิดวิจารณญาณ ดังนี้

พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2554 ได้ให้ความหมายไว้ว่า หมายถึง “ปัญญาที่สามารถรู้หรือให้เหตุผลที่ถูกต้อง”

วัตสันและแกลเซอร์ (Watson & Glasser, 1964, อ้างถึงใน พนิดา ชาตยาภา 2561 : 162) ให้ความหมายการคิดวิจารณญาณไว้ว่า “เป็นการคิดที่ประกอบด้วยทัศนคติ ความรู้ และทักษะในเรื่องต่าง ๆ โดยมีทัศนคติในการสืบเสาะความรู้ในการหาแหล่งอ้างอิงและทักษะในการใช้ความรู้และทัศนคติ”

ฟาเชียน (Facience, 1984, อ้างถึงใน พนิดา ชาตยาภา 2561 : 162)กล่าวว่า “การคิดอย่างมีวิจารณญาณ คือ กระบวนการหาข้อสรุปจากข้อความกลุ่มหนึ่งอย่างมีเหตุผลถูกต้องตามหลักตรรกวิทยา

เอนนิส (Ennis, 1985, อ้างถึงใน พนิดา ชาตยาภา 2561 : 162)  กล่าวว่า การคิดวิจารณญาณ คือ การคิดพิจารณา ไตร่ตรองอย่างมีเหตุผล ที่มีจุดหมายเพื่อการตัดสินใจว่าสิ่งใดควรเชื่อหรือสิ่งใดควรทำ ช่วยให้ตัดสินใจสภาพการณ์ได้ถูกต้อง

มอร์และพาร์เกอร์ (More & Parker, 1986, อ้างถึงใน พนิดา ชาตยาภา 2561 : 162) กล่าวว่า การคิดอย่างมีวิจารณญาณ คือ การพิจารณาไตร่ตรองอย่างรอบคอบ ในการตัดสินใจที่จะรับหรือปฏิเสธข้ออ้างต่าง ๆ เป็นการตัดสินใจอย่างฉลาด โดยมีประเมินสถานการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างสุขุมรอบคอบ และเชื่อมโยงประเด็นปัญหา เพื่อพิจารณาตัดสินใจการกระทำต่าง ๆ อย่างถูกต้องเหมาะสม

วูดส์ (Woods, 1993, อ้างถึงใน พนิดา ชาตยาภา 2561 : 162) กล่าวว่าการคิดวิจารณญาณ เป็นกระบวนการทางปัญญาที่มีความคล่องแคล่วในการติดต่อสื่อสาร รวบรวมข้อมูล การวิเคราะห์ การสังเคราะห์ การประเมินผล ผ่านการสังเกต การไตร่ตรอง การใช้เหตุผล มีทักษะในการสร้างความคิดรวบยอดและการประยุกต์ใช้

ทิศนา แขมมณี (2548, อ้างถึงใน พนิดา ชาตยาภา 2561 : 163) กล่าวว่า การคิดอย่างมีวิจารณญาณ เป็นความคิดที่รอบคอบ สมเหตุสมผล ผ่านการพิจารณาปัจจัยรอบด้านอย่างกว้างขวาง ลึกซึ้ง และผ่านการพิจารณากลั่นกรอง ไตร่ตรอง ทั้งด้านคุณ โทษ และคุณค่าที่แท้จริงของสิ่งนั้นมาแล้ว

สุวิทย์ มูลคำ (2549, อ้างถึงใน พนิดา ชาตยาภา 2561 : 163) กล่าวว่า การคิดอย่างมีวิจารณญาณ คือ การคิดที่มีเหตุผลโดยผ่านการพิจารณาไตร่ตรองอย่างรอบคอบ มีหลักเกณฑ์ มีหลักฐานที่เชื่อถือได้เพื่อนำไปสู่การสรุปตัดสินใจที่มีประสิทธิภาพว่าสิ่งใดถูกต้อง สิ่งใดควรเชื่อ สิ่งใดควรเลือก หรือสิ่งใดควรทำ

กันตวรรณ มีสมสาร (2560, อ้างถึงใน พนิดา ชาตยาภา 2561 : 163) ได้ให้ความหมาย การคิดวิจารณญาณที่เหมาะสมกับเด็กปฐมวัย คือ การคิดพิจารณาไตร่ตรองข้อมูลอย่างรอบด้าน เพื่อตัดสินใจอย่างเหมาะสมกับวัยว่าสิ่งใดควรเชื่อหรือสิ่งใดควรทำการคิดอย่างมีวิจารณญาณ เป็นการคิดที่ช่วยให้เด็กสามารถเลือกรับข้อมูลที่มีความเหมาะสมและเกิดประโยชน์ในการดำเนินชีวิต

สรุปได้ว่า การคิดวิจารณญาณ หมายถึง ความสามารถในการคิดโดยการพิจารณาไตร่ตรองด้วยเหตุผลตามข้อมูลที่ได้จากประสบการณ์จริง มาประกอบการวิเคราะห์ สังเคราะห์ ตัดสินใจแก้ปัญหาอย่างรอบคอบระมัดระวัง มีการตรวจสอบความคิดและประเมินความคิดของตนเอง ความสามารถในการคิดที่ปรากฏจะแสดงออกด้วยการตั้งคำถามตามความสนใจใฝ่รู้ ต้องการหาคำตอบจากการตรวจสอบข้อมูลจากการพิสูจน์ และการใช้เหตุผลจากการลงมือปฏิบัติด้วยตนเอง โดยรับฟังความคิดเห็นของเพื่อนโดยไม่ใช้อารมณ์ ยอมรับการเปลี่ยนแปลงทางความคิดเมื่อพบเหตุผลที่ดีกว่า และการหาข้อสรุปบนพื้นฐานของข้อเท็จจริงเพื่อใช้ในการตัดสินใจ การคิดวิจารณญาณจึงมีความสัมพันธ์กับการคิดแก้ปัญหาโดยการคิดวิจารณญาณเป็นทักษะสำคัญของการแก้ปัญหา และการแก้ปัญหาส่วนใหญ่ต้องใช้การคิดวิจารณญาณ ดังนั้นการคิดวิจารณญาณจึงมีความสำคัญสำหรับครูปฐมวัยในการเป็นแบบอย่างทางความคิดและจัดกิจกรรมส่งเสริมเด็กปฐมวัยด้านการคิดวิจารณญาณ

2. วัตถุประสงค์ของการคิดวิจารณญาณ

          ศันสนีย์ ฉัตรคุปต์ (2544, อ้างถึงใน จิระ ว่องไววิริยะ 2556 : 33) ได้กล่าวถึง วัตถุประสงค์ของการคิดอย่างมีวิจารณญาณ ไว้ดังนี้

  1. 1. เพื่อให้รู้จักคิดวิเคราะห์
  2. 2. เพื่อให้รู้จักหาเหตุผลที่ถูกต้องได้
  3. 3. เพื่อให้รู้จักสืบค้นหาความจริงออกมาได้

          ซีเจล และคณะ (Siegel and et al. 1988, อ้างถึงใน จิระ ว่องไววิริยะ 2556 : 33) ได้กล่าวถึง วัตถุประสงค์ของการคิดอย่างมีวิจารณญาณ ไว้ดังนี้

  1. 1. เพื่อช่วยให้ผู้เรียนมีความพึงพอใจในตนเอง
  2. 2. เพื่อช่วยให้ผู้เรียนเกิดการคิดอย่างมีวิจารณญาณ เป็นการเพิ่มพลังอำนาจแก่ผู้เรียนในการควบคุมตนเอง
  3. 3. เพื่อช่วยให้ผู้เรียนเกิดการคิดอย่างมีวิจารณญาณ เป็นการส่งเสริมให้ผู้เรียนนำเหตุผลมาใช้ในการพิจารณา

          สุวิทย์ มูลคำ (2549 : 10, อ้างถึงใน จิระ ว่องไววิริยะ 2556 : 34)ได้กล่าวถึง วัตถุประสงค์ของการคิดอย่างมีวิจารณญาณ ไว้ดังนี้

  1. 1. เพื่อให้ได้ความคิดที่รอบคอบสมเหตุสมผล ผ่านการพิจารณากลั่นกรองอย่างดีแล้ว
  2. 2. เพื่อประเมินหรือทำให้ความคิดชัดเจน เพื่อมุ่งเน้นการตัดสินใจว่าควรทำหรือควรเชื่อนำการตัดสินใจสู่การปฏิบัติ
  3. 3. เพื่อการหาคำตอบที่ถูกต้องเหมาะสมกับปัญหา มีการแก้ปัญหาอย่างมีเหตุผลและสอดคล้อง
  4. 4. เพื่อการศึกษาวิจัยและเรียนรู้
  5. 5. เพื่อการคิดริเริ่มสร้างสรรค์ เป็นการสร้างความคิดใหม่และสิ่งประดิษฐ์ใหม่ที่ไม่เคยมีมาก่อน

          สรุปได้ว่า วัตถุประสงค์ของการคิดอย่างมีวิจารณญาณ ประกอบด้วย การใช้ความรอบคอบในการคิด การตัดสินใจที่ถูกต้อง แก้ปัญหาอย่างเหมาะสม เพื่อการศึกษาวิจัยการพัฒนาความคิดริเริ่มสร้างสรรค์

3. ทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับการคิดวิจารณญาณ

จากการที่นักการศึกษาและนักจิตวิทยาการศึกษาหลายท่านไดศึกษาเกี่ยวกับการคิดวิจารณญาณไดเสนอแนวคิดทฤษฎีที่แสดงถึงการคิดวิจารณญาณได้ ดังนี้

แนวคิดของจิตมิติ

นักจิตวิทยากลุ่มจิตมิติที่ศึกษาเกี่ยวกับการคิดวิจารณญาณ คือ เธอร์สโตน (พรรณทิพย์ สิริวรรณบุศย์. 2530 : 37, อ้างถึงใน จารุวรรณ คงทวี 2551 : 14) ซึ่งกล่าวทรรศนะของเธอร์สโตน มีความเห็นว่าในสมรรถภาพทางสมองของมนุษย์ที่ใช้ในการคิด ใช้เหตุผลและแก้ปัญหามี 7 องค์ประกอบ คือ

  1. 1. องค์ประกอบทางด้านภาษา (Verbal Factor) องค์ประกอบของสมองส่วนนี้มีผลต่อการเรียนรู้ทางด้านภาษาและการสื่อสาร
  2. 2. องค์ประกอบสมรรถภาพด้านไหวพริบ (World Fuency Factor) สมรรถภาพในด้านนี้ จะส่งผลให้บุคคลมีความคล่องแคล่วในการใช้ถ้อยคำ
  3. 3. องค์ประกอบสมรรถภาพด้านตัวเลข (Number Factor) องค์ประกอบนี้แสดงให้เห็นถึงการเชื่อมโยง เห็นความสำคัญระหว่างจำนวน ปริมาณและมีความคิดรวบยอด
  4. 4. องค์ประกอบด้านมิติสัมพันธ์ (Spatial Factor) สมรรถภาพด้านนี้จะส่งผลให้เข้าใจถึงขนาดมิติต่าง ๆ เกิดจินตนาการมโนภาพ
  5. 5. องค์ประกอบสมรรถภาพด้านการจำ (Memory Factor) คุณลักษณะนี้สามารถบันทึกเรื่องราวต่าง ๆ รวมทั้งการมีสติ ระลึกรู้ สามารถถ่ายทอดออกมาได้อย่างถูกต้อง
  6. 6. องค์ประกอบสมรรถภาพด้านการสังเกตรับรู้ (Preconceptual Factor) องค์ประกอบสมรรถภาพด้านนี้มีความหมายที่เราเรียกว่าความมีเหตุผลอันเป็นที่พึงปรารถนาของทุกคน

เธอร์สโตน ยังกล่าวอีกว่าในการคิดหาเหตุและการแก้ปัญหาของบุคคลนั้นอาจไม่ใช่องค์ประกอบใด องค์ประกอบเดียวแต่ใช้หลายองค์ประกอบรวมกันได้

จากที่กล่าวมาสามารถสรุปได้ว่า เธอร์สโตนได้สรุปสมรรถภาพทางสมองของมนุษย์ที่ใช้ในการคิด 7 องค์ประกอบโดยอาจใช้องค์ประกอบเดียวหรือหลายองค์ประกอบ

แนวคิดของกลุ่มที่ใช้วิธีการศึกษาตามแนวทฤษฎีของเพียเจต์

นักจิตวิทยากลุ่มนี้สนใจคำตอบหาเหตุผลอันเป็นแนวที่จะนำไปสู่วิธีการที่เด็กคิดและอธิบายกระบวนการคิดจากขั้นตอนในระยะพัฒนาการต่างๆ ตามที่เด็กจะมีวุฒิภาวะและมีนักจิตวิทยาที่ใช้วิธีศึกษาตามแนวทฤษฎีของเพียเจต์ คือ บรูเนอร์

ทฤษฎีพัฒนาการทางสติปัญญาของเพียเจต์ (Piaget)

เพียเจต์ (วราภรณ์ ยิ้มแย้ม. 2543 : 13, อ้างถึงใน จารุวรรณ คงทวี. 2551 : 15) ศึกษาพัฒนาการทางสติปัญญา โดยการศึกษา ค้นคว้าพฤติกรรมของเด็กและนำข้อมูลมาสนับสนุนทฤษฎี เพียเจต์ ศึกษาการปฏิบัติงานของโครงสร้างทางสติปัญญาระหว่างการมีปฏิสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อม นอกจากนี้พัฒนาการทางสติปัญญามีลักษณะ 2 ประการที่เกี่ยวข้องกับโครงสร้าง คือ เนื้อหาและหน้าที่ เนื้อหา หมายถึง ลักษณะของพฤติกรรมในการตอบสนองแต่ละสถานการณ์ ส่วนหน้าที่ หมายถึง การปฏิบัติงานของกลไกในการพัฒนาสติปัญญาซึ่งเพียเจต์ แบ่งหน้าที่ออกเป็น 2 อย่าง คือ การจัดระบบโดยประสมประสานกระบวนการทั้งหมดเข้าเป็นระบบเดียวกันและการปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อม การปรับตัวประกอบด้วย การปรับรับเข้าโครงการและการปรับเปลี่ยนโครงสร้าง การปรับรับเข้าโครงสร้าง หมายถึง การตีความหรือการรับเอาข้อมูลจากภายนอกเข้าสู่โครงสร้างทางความคิดโดยอาศัยความรู้หรือวิธีการที่มีอยู่แล้วและปรับเปลี่ยนโครงสร้าง หมายถึง การปรับเปลี่ยนโครงสร้างตามคุณสมบัติของวัตถุหรือสิ่งแวดล้อม โครงสร้างความคิดจะมีการปรับเปลี่ยนอยู่เสมอ เพื่อให้เกิดความสมดุลทางความคิด ถ้าบุคคลใดได้พบข้อมูล หรือสภาพการณ์ที่ก่อให้เกิดความขัดแย้งหรือปัญหาขึ้นก็จะอยู่ในสภาวะไม่สมดุล จำเป็นต้องมีการปรับโครงสร้างและความคิดใหม่ เพื่อให้เกิดความสมดุล กระบวนการดังกล่าว ทำให้บุคคลสามารถพัฒนาความสามารถในการคิดอย่างรอบคอบสมเหตุสมผล ซึ่งเป็นความสามารถทางสมองที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง เรียกว่า ขั้นพัฒนาการ ขั้นพัฒนาการจะมีการเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่องตามลำดับและพัฒนาการ ในขั้นต้นก็จะเป็นพื้นฐานของพัฒนาการในขั้นสูง  เพียเจต์ เสนอว่า พัฒนาการของความสามารถทางสมองของมนุษย์เริ่มตั้งแต่แรกไปจนถึงขีดสุดในช่วงอายุประมาณ 15 ปี ซึ่งแบ่งลำดับของพัฒนาการเป็น 4 ขั้นแต่ในที่นี้จะขอกล่าวเพียง 2 ขั้นแรกซึ่งมีความสำคัญที่เกี่ยวข้องกับเด็กปฐมวัย ดังนี้

ขั้นประสาทสัมผัสการเคลื่อนไหว (Sensori - Motor Stage) ขั้นนี้เริ่มตั้งแต่แรกเกิดจนถึง 2 ปี พฤติกรรมของเด็กวัยนี้ขึ้นอยู่กับการเคลื่อนไหวเป็นส่วนใหญ่ เช่น การไขว่คว้า การเคลื่อนไหว การมองการดูด ในวัยนี้เด็กแสดงให้เห็นว่ามีสติปัญญาด้วยการกระทำ เด็กสามารถแกปัญหาได้ แม้จะไม่สามารถอธิบายด้วยคำพูด เด็กจำต้องมีโอกาสที่จะปฏิสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อมด้วยตนเอง ซึ่งถือว่าเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับพัฒนาการด้านสติปัญญาและความคิดในขั้นนี้ ความคิดความเข้าใจของเด็กจะก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว เช่น สามารถประสานงานระหว่างกล้ามเนื้อและสายตาเด็กในวัยนี้มักจะทำอะไรช้า ๆ บ่อย ๆ เป็นการเลียนแบบ พยายามแก้ปัญหาแบบลองผิดลองถูกเมื่อสิ้นสุดระยะนี้เด็กจะมีการแสดงออกของพฤติกรรมอย่างมีจุดหมายและสามารถแก้ปัญหาโดยการเปลี่ยนวิธีการต่าง ๆ เพื่อให้ได้สิ่งที่ต้องการแต่การคิดของเด็กวัยนี้ส่วนใหญ่ยังคงอยู่เฉพาะสิ่งที่สามารถสัมผัสได้เท่านั้น

  1. 2. ขั้นก่อนปฏิบัติการคิด (Preoperation Stage) ขั้นนี้เริ่มต้นตั้งแต่อายุ 2-7 ปี ซึ่งแบ่งเป็นขั้นย่อยอีก 2 ขั้น คือ

2.1 ขั้นก่อนสังกัป (Preconceptual Thought) เป็นขั้นพัฒนาการของเด็กอายุ 2-4 ปี เด็กในวัยนี้มีความคิดรวบยอด (Concept) ในเรื่องต่าง ๆ แล้วเพียงแต่ยังไม่สมบูรณ์หรือมากกว่ามาเป็นเหตุเป็นผลเกี่ยวโยงซึ่งกันและกันแต่เหตุผลของเด็กวัยนี้ยังมีขอบเขตจำกัด เพราะ เด็กยังคงยึดตนเองเป็นศูนย์กลางความคิด เด็กสามารถใช้ภาษาและเข้าใจความหมายของสัญลักษณ์ การใช้ภาษายังเป็นภาษาที่เกี่ยวข้องกับตนเอง ความคิดความเข้าใจของเด็กในวัยนี้ขึ้นอยู่กับการรับรู้เป็นส่วนใหญ่

2.2 ขั้นการคิดแบบสหัชญาณ (Intuitive Thought) เป็นขั้นพัฒนาการของเด็กอายุ 4-7 ปี ในขั้นนี้เด็กจะเกิดความคิดรวบยอดเกี่ยวกับสิ่งต่าง ๆ รอบตัวดีขึ้นรู้จักแยกประเภทของชิ้นส่วนวัตถุ เข้าใจความหมายของจำนวนเลข เริ่มมีพัฒนาการเกี่ยวกับการอนุรักษ์แต่ไม่แจ่มชัดนัก สามารถแก้ปัญหาได้ โดยไม่คิดเตรียมการล่วงหน้าไว้ก่อนรู้จักใช้ความรู้ในสิ่งหนึ่งไปอธิบายหรือแก้ปัญหาอีกสิ่งหนึ่งและสามารถใช้เหตุผลทั่ว ๆ ไปมาสรุป แก้ปัญหาการคิดของเด็กมีเหตุผลขึ้นแต่การคิดออกมาในสิ่งที่เขารับรู้หรือสัมผัสจากภายนอก

สำหรับพัฒนาการทางการรู้คิดของเด็กในช่วงอายุ 6 ขวบแรกของชีวิต เพียเจต์แบ่งออกเป็น 6 ขั้นดังนี้

  1. 1. ขั้นความรู้แตกต่าง (Absolute Difference) เด็กเริ่มที่จะรับรู้ในความแตกต่างของสิ่งที่มองเห็น
  2. 2. ขั้นรู้สึกตรงกันข้าม (Opposition) ขั้นนี้เด็กรู้ว่าของต่าง ๆ มีลักษณะตรงกันข้ามเป็น 2 ด้าน เช่น มี-ไม่มี , เล็ก-ใหญ่ เป็นต้น
  3. 3. ขั้นรู้หลายระดับ (Discret Degree) เด็กเริ่มรู้จักคิดเกี่ยวกับลักษณะที่อยู่ตรงกลางระหว่างปลายสุดสองปลาย เช่น มาก ปานกลาง น้อย
  4. 4. ขั้นความเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง (Variation) ในขั้นนี้เด็กสามารถเข้าใจเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงของสิ่งต่าง ๆ เช่น การเจริญเติบโตของต้นไม้
  5. 5. ขั้นรู้ผลของการกระทํา (Function) ในขั้นนี้เด็กจะสามารถเข้าใจถึงความสัมพันธ์ของการเปลี่ยนแปลง
  6. 6. ขั้นการทดแทนอย่างลงตัว (Exact Compensation) เด็กจะรู้ว่าการทำให้สิ่งหนึ่งเปลี่ยนแปลงย่อมมีผลต่ออีกสิ่งหนึ่งอย่างทัดเทียม

จากทฤษฎีพัฒนาการทางสติปัญญาของเพียเจต์ สรุปได้ว่า กระบวนการดังกล่าวสามารถทําให้บุคคลสามารถพัฒนาความสามารถในการคิดซึ่งเป็นความสามารถของสมองที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องหรือเรียกว่าขั้นพัฒนาการจะเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องและมีความเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอมีการปรับโครงสร้าง เพื่อให้เกิดความสมดุลทำให้บุคคลมีความสามารถในการคิดซับซ้อนมากขึ้น

ทฤษฎีพัฒนาการทางสติปัญญาของบรูเนอร์ (Bruner)

บรูเนอร์ และคนอื่น ๆ (Bruner ; and others. 1966 : 46-48, อ้างถึงใน จารุวรรณ คงทวี. 2551 : 15) ได้แบ่งพัฒนาการทางสติปัญญาและการคิดของมนุษย์ ออกเป็น 3 ขั้น คือ

  1. 1. ขั้นแสดงออกด้วยการกระทำ (Enactive Stage) ขั้นนี้เปรียบเทียบได้กับขั้นประสาทสัมผัสและการเคลื่อนไหว (Sensori – Motor Stage) ของเพียเจต์เป็นที่เด็กเรียนรู้จากการกระทํา (Learning by Doing)
  2. 2. ขั้นสร้างภาพแทนใจ (Iconic Stage) ขั้นเปรียบเทียบได้กับขั้นก่อนปฏิบัติการคิด(Preperation Stage) ของเพียเจต์ ซึ่งจะครอบคลุมขั้นก่อนปฏิบัติการคิดในวัยนี้เกี่ยวข้องกับความจริงมากขึ้นเขาจะเกิดความคิดจากการรับรู้เป็นส่วนใหญ่อาจมีจินตนาการบ้าง แต่ยังไม่สามารถคิดได้ลึกซึ้งมากนักเหมือนขั้นปฏิบัติการคิดด้วยรูปธรรมของเพียเจต์
  3. 3. ขั้นใช้สัญลักษณ์ (Symbolic Stage) เป็นพัฒนาการขั้นสูงสุดของบรูเนอร์ เปรียบได้กับขั้นพัฒนาการขั้นปฏิบัติการรูปธรรม (Concerte Operation) ของเพียเจต์ในขั้นนี้เด็กจะเข้าใจความสัมพันธ์ของสิ่งของสามารถเกิดความคิดรวบยอดหรือสังกัปในสิ่งต่างๆ ที่ซับซ้อนได้มากขึ้น

การที่บรูเนอร์ ได้กําหนดชื่อขั้นของพัฒนาการทางสติปัญญาตามแนวของเพียเจต์ขึ้นใหม่ เพราะ ต้องการอ้างถึงบทบาททางวัฒนธรรม                (สิ่งแวดล้อม) ซึ่งมีผลต่อความเจริญงอกงามทางสติปัญญาและการคิดของบุคคล จากการศึกษาขั้นพัฒนาการทางสติปัญญา พบว่า ขั้นพัฒนาการทางสติปัญญาและการคิดของมนุษย์ สามารถแบ่งได้เป็นลําดับขั้น ทุกคนมีพัฒนาการทางความรู้ ความเข้าใจโดยผ่านกระบวนการที่ เรียกว่าการเรียนรู้เกิดจากการกระทำ เป็นขั้นที่เด็กสามารถเรียนรู้และเกิดความคิดรวบยอด สามารถถ่ายทอดประสบการณ์ออกมาเป็นสัญลักษณ์ ซึ่งกระบวนการนี้เป็นกระบวนการที่ต่อเนื่องไปตลอดชีวิต โดยมีสิ่งแวดล้อมและวัฒนธรรมเป็นองค์ประกอบที่สําคัญสำหรับการพัฒนาสติปัญญาและการที่เด็กจะได้คิดจะต้องผ่านการเรียนรู้โดยการกระทำและในเด็กปฐมวัยควรได้รับการส่งเสริมการคิดมากที่สุด

แนวคิดของกลุ่มประมวลผลข้อมูล

ในการศึกษากลุ่มประมวลผลข้อมูลนักจิตวิทยาในกลุ่มนี้ คือ สเติร์นเบอร์ก (Sterberg. 1985) ได้เสนอแนวคิดเกี่ยวกับสติปัญญา โดยคำว่าทฤษฎีสามศรของสเติร์นเบอร์ก ซึ่งมีส่วนประกอบของสติปัญญามี 3 ส่วนคือ

  1. 1. ทฤษฎีย่อยส่วนประกอบกระบวนการคิด (Conceptual Subtheory) เป็นความสามารถทางสติปัญญาที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการคิดเป็นกระบวนการปรับเปลี่ยนความคิดการประมวลความรู้ ประเมินผล เป็นกระบวนการลงมือปฏิบัติงานจริง ๆ ตามแผนการทำงานที่คิดจะแก้ปัญหาได้และเป็นองค์ประกอบที่จะเรียนรู้สิ่งใหม่
  2. 2. ทฤษฎีย่อยของความสอดคล้องกับบริบทของสังคม (Contextual Subtheory) เป็นความสามารถทางสติปัญญาที่เกี่ยวข้องกับบริบทของสังคมและวัฒนธรรมของบุคคล
  3. 3. ทฤษฎีย่อยของประสบการณ์ (Experimental Subtheory) เป็นการพิจารณาถึงผลของประสบการณ์ที่มีต่อความสามารถทางสติปัญญาเกี่ยวของกับความสามารถในการคิดแก้ปัญหารวมทั้งความสามารถที่จะเชื่อมโยงความสามารถต่าง ๆ เพื่อเพิ่มพูนทักษะการคิดได้ดียิ่งขึ้น

สรุปได้ว่า แนวคิดทฤษฎีทางสติปัญญาสามศรของสเติร์นเบอร์กมี 3 ส่วน ในแต่ละส่วนจะต้องผสมผสานกันและมีความสัมพันธ์กัน

4. การพัฒนาการคิดวิจารณญาณ

          การคิดอย่างมีวิจารญาณเป็นสิ่งที่สามารถพัฒนาได้ หากได้มีการจัดสภาพการณ์และกระบวนการที่เหมาะสม เนื่องจากการคิดอย่างมีวิจารณญาณเป็นการทํางานของสมองใช้โครงสร้างทางปัญญาและกิจกรรมทางสมองเป็นกลไกทางปัญญาของมนุษย์ที่เกี่ยวของกับการแก้ปัญหาและการตัดสินใจ ซึ่งสามารถพัฒนาได้ ด้วยการจัดเนื้อหาและกลไกที่เหมาะสม การคิดที่ดีสามารถนำไปสู่ผลสำเร็จในการเรียนรู้ ขณะเดียวกันการเรียนรู้ที่ดีก็ช่วยพัฒนาการคิดโดยเฉพาะการคิดอย่างมีวิจารณาณ

          เคอร์ฟิสส์ (Kirfiss, อ้างถึงใน ดวงรัตน์ สบายยิ่ง 2549 : 68) ได้กล่าวว่า การพัฒนาการคิดอย่างมีวิจารณญาณโดยทั่วไป จะเน้นที่กิจกรรมและการปฏิบัติ เพื่อช่วยให้เด็กเข้าใจถึงสภาพการณ์ที่มีความหมายต่อตนเอง ขณะเดียวกันเด็กจะแสวงหาสภาพการณ์คำถาม หรือปัญหาที่จะนำไปสู่ข้อสรุปที่มีเหตุผล ช่วยให้ตัดสินใจได้

          บรูเนอร์ (Bruner 1965, อ้างถึงใน ดวงรัตน์ สบายยิ่ง 2549 : 68) ให้ทัศนะที่สอดคล้องเช่นเดียวกัน  ว่าเด็กจะเกิดการคิดได้ต้องเริ่มต้นจากการได้ลงมือทําเสียก่อน การกระทํานี้ทําให้เด็กค่อย ๆ เกิดความคิดสร้างจินตนาการและเข้าใจสิ่งที่เป็นนามธรรมในภายหลัง ซึ่งจะส่งผลให้เด็กสามารถเข้าใจในเรื่องสัญลักษณ์ได้ต่อไป

          จอยซ์ (joyce 1980, อ้างถึงใน ดวงรัตน์ สบายยิ่ง 2549 : 69) มีแนวคิดว่า เด็กจะเกิดการคิดได้เมื่อมีปฏิสัมพันธ์กับข้อมูลรอบ ๆ ตัว โดยจะเริ่มจากการคิดรวบรวมข้อมูล ได่แก่ การเปรียบเทียบแยกแยะข้อมูล เพื่อสร้างมโนทัศน์หลาย ๆ มโนทัศน์แล้วเชื่อมโยงความสัมพันธ์ของมโนทัศน่ต่าง ๆ เหล่านี้มาสรุปและใช้ข้อสรุปที่ได้ไปอธิบายและทํานายเหตุการณ์อื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง จะเห็นได้ว่าการคิดอย่างมีวิจารณญาณ สามารถพัฒนาให้เกิดขึ้นได้จากกิจกรรมการเรียนการสอนทเหมาะสม  ซึ่งครูจำเป็นต้องหาวิธีการเหมาะสม เพื่อช่วยให้เด็กพัฒนาการการคิดให้เกิดขึ้น ทั้งนี้ปัญหาหรือสถานการณ์ที่ใช้ในการฝึกควรจะทำทายความสนใจของเด็ก และมีความเกี่ยวพันกับชีวิตประจจำวันของเด็ก นอกจากนั้นก็ควรจะอยู่ในระดับความสามารถของเด็กที่จะแสวงหาคำตอบได้อย่างไม่ยากจนเกินไป ขณะเดียวกันเด็กควรจะได้ฝึกคิดจากสถานการณ์หรือปัญหาที่ง่ายและค่อย ๆ นําไปสู่ระดับที่ยากขึ้น รวมทั้งครูควรทำหน้าที่เป็นผู้สร้างบรรยากาศให้เด็ก เกิดความกระตือรือร้น อยากรู้ อยากสืบเสาะและค้นหาคําตอบจนเป็นที่น่าพอใจ และการพัฒนาให้เด็กคิดอย่างมีวิจารณญาณนั้น ในการสร้างสถานการณ์หรือปัญหาจะต้องเป็นปัญหาที่ไม่มีคําตอบที่ถูกต้อง ซึ่งจะช่วยให้เด็กสามารถตัดสินใจเลือกได้โดยอาศัยหลักฐาน การอ้างอิง การนิรนัย การแปลความ และการประเมินคำตามความคิดของตนได้อย่างเต็มที่ ทั้งนี้เพราะการคิดไม่สามารถวัดโดยตรงได้ การประเมินว่ามีการคิดเกิดขึ้นก็โดยต้องสังเกตการตอบสนองของเด็กว่ามีการคิดเกิดขึ้น ต่อเมื่อมีการกระตุ้นด้วย ข้อมูลที่เป็นคำถาม ซึ่งลักษณะการถามจะมีลําดับความยากง่าย โดยเริ่มตั้งแต่ระดับความรู้ ความจำ จนกระทั่งถึงการประเมินค่า นอกจากกระตุ้นให้คิด ด้วยการใช้คำถามแล้วการให้สภาพการณ์ที่ไม่คุ้นเคยก็เป็นวิธีหนึ่งที่จะทำให้เกิดการคิดขึ้นได้ เพราะในสถานการณ์ ดังกล่าวเด็กต้องมีการเชื่อมโยงข้อมูลหรือนำข้อมูลประสบการณ์ที่เคยได้รับมา แล้วมาใช้ในการประเมินสถานการณ์ เพื่อนำไปสู่การเข้าใจในสถานการณ์นั้น ๆ ขณะเดียวกันการแก้ไขปัญหาหรือสถานการณ์ต่าง ๆ ในชีวิตประจำวันของเด็กก็เป็นกระบวนการที่แสดงให้เห็นถึงการเกิด กระบวนการคิดในเด็ก ดังนั้นการที่จะทำให้เด็กเกิดการคิดอย่างมีจุดมุ่งหมายหรือมีระบบนั้น เด็กจะต้องอยู่ในสิ่งแวดล้อมหรือได้รับการกระตุ้นที่มีเป้าหมายตามที่ได้กำหนดไว้อย่างต้อเนื่อง

          จากที่กล่าวมา สรุปได้ว่า การพัฒนาการคิดอย่างมีวิจารญาณ สามารถพัฒนาได้กับเด็กทุกวัยและทุกระดับการศึกษา โดยการจัดสภาพแวดล้อม ประสบการณ์ กิจกรรม ตลอดจนกระบวนการและกิจกรรมที่เหมาะสม  จะสอดคล้องกับธรรมชาติการเรียนรู้และสิ่งแวดล้อมที่เด็กประสบพบเจอในชีวิตประจำวัน

5. องค์ประกอบของการคิดวิจารณญาณ

          สุวิทย์ มูลคำ (2549 : 11, อ้างถึงใน จิระ ว่องไววิริยะ 2556 : 34) ได้กล่าวถึงองค์ประกอบของการคิดอย่างมีวิจารณญาณ ไว้ดังนี้

  1. 1. จุดหมาย คือ เป้าหมายหรือวัตถุประสงค์ของการคิด เพื่อหาแนวทางแก้ปัญหาหรือคิดเพื่อหาความรู้
  2. 2. ประเด็นคำถาม คือ ปัญหาหรือคำตอบที่ต้องการรู้โดยผู้คิดสามารถระบุปัญหาสำคัญที่ต้องการแก้ไข หรือคำถามสำคัญที่ต้องการรู้คำตอบ
  3. 3. สารสนเทศ คือ ข้อมูลหรือความรู้ต่าง ๆ เพื่อใช้ประกอบการคิดข้อมูลต่าง ๆ ที่ได้มาควรมีความกว้าง ลึก ชัดเจน ยืดหยุ่นได้และมีความถูกต้อง
  4. 4. ข้อมูลเชิงประจักษ์ คือ ข้อมูลที่ได้มานั้นต้องเชื่อถือได้ มีความชัดเจน ถูกต้อง และมีความเพียงพอในการใช้เป็นพื้นฐานของการคิดอย่างมีเหตุผล
  5. 5. แนวคิดอย่างมีเหตุผล คือ แนวคิดทั้งหลายที่มีอาจรวมถึงกฎ ทฤษฎี หลักการ ซึ่งแนวคิดดังกล่าวมีความจำเป็นสำหรับการคิดอย่างมีเหตุผล แนวคิดที่ได้มาแล้วนั้นต้องเกี่ยวข้องกับปัญหาหรือคำถามที่ต้องการหาคำตอบ และต้องเป็นแนวคิดที่ถูกต้องด้วย
  6. 6. ข้อสันนิษฐาน เป็นองค์ประกอบสำคัญของทักษะการคิดอย่างมีเหตุผล เพราะ ผู้คิดต้องมีความสามารถในการตั้งข้อสันนิษฐานให้มีความชัดเจน สามารถตัดสินได้เพื่อประโยชน์ในการหาข้อมูลมาใช้ในการคิดอย่างมีเหตุผล
  7. 7. การนำไปใช้และผลที่ตามมา เป็นองค์ประกอบสำคัญของการคิดอย่างมีเหตุผล ซึ่งผู้คิดต้องคำนึงถึงผลกระทบ สามารถมองการไกล มองถึงผลที่ตามมารวมกับการนำไปใช้ได้หรือไม่เพียงใด

บรรณานุกรม

กิตติศักดิ์ เกตุนุติ. 2557. การพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้แบบ B-R-A-I-N เพื่อส่งเสริมความสามารถ

ทางการคิดวิจารณญาณของเด็กปฐมวัย. ปริญญาการศึกษาดุษฎีบัณฑิต สาขาการศึกษาปฐมวัย

มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ. สืบค้นเมื่อ 13 ตุลาคม พ.ศ.2561

จารุวรรณ คงทวี. 2551. การคิดวิจารณญาณของเด็กปฐมวัยที่ได้รับการจัดกิจกรรมละเลงสีดวยนิ้วมือ.

          ปริญญาการศึกษามหาบัณฑิต สาขาวิชาการศึกษาปฐมวัย มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ. สืบค้นเมื่อ

13 ตุลาคม พ.ศ.2561

จิระ ว่องไววิริยะ. 2556. ความสามารถในการคิดอย่างมีวิจารณญาณโดยใช้การเรียนรู้กระบวนการเผชิญ

          สถานการณ์ในสาระพัฒนาสังคมและชุมชนของผู้เรียน. ปริญญาครุศาสตรมหาบัณฑิต

สาขาหลักสูตรและการสอน บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยราชภัฏรําไพพรรณ. สืบค้นเมื่อ 13 ตุลาคม

พ.ศ. 2561

ดวงรัตน์ สบายยิ่ง. 2549. การพัฒนาความสามารถในการคิดอย่างมีวิจารณญาณ ด้วยการจัดการเรียนรู้

ตามแนวโยนิโสมนสิการ. ปริญญาศึกษาศาสตร์บัณฑิต สาขาวิชาหลักสูตรและการนิเทศ

บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศิลปากร

พนิดา ชาตยาภา. 2561. “ความหมายการคิดวิจารณญาณ.” การคิดวิจารณญาณของครูปฐมวัยในศตวรรษ

          ที่ 21 ปีที่ 8,ฉบับที่1 (มกราคม-เมษายน): 162-163. สืบค้นเมื่อ 13 ตุลาคม พ.ศ.2561