ด้วยความโชคดี จึงมีบันทึกเรื่องนี้ขึ้นมาโดยบังเอิญ เรื่องมีว่า
      เมื่อ 11/11/61(วันที่11 เดือนพฤศจิกายน พ.ศ.2561)ตั้งแต่เช้าก็ทำกิจกรรมภายในภายนอกบ้านตัวเอง(ปัด กวาด เช็ด ถู เก็บขยะ ให้อาหารปลา อาหารหมา)ตามประสาผู้สูงอายุแล้วก็หาสิ่งของบางอย่าง หาตั้งนานนึกไม่ออก สักระยะหนึ่งจึงหาเจอ เลยนั่งพักทำกิจกรรมไปเรื่อยๆ ประมาณ 16.30 น.นึกอยากฟังธรรมะ เผอิญลำโพงเสีย เลยขับรถยนต์ออกมาซื้อ หยิบของเหลือบดูราคาแล้วส่งให้พ่อค้าหนุ่มพร้อมใบ 1,000.-บาท ช่วงพ่อค้าหนุ่มออกใบเสร็จและรวบรวมเงินทอนให้ เราก็เลยกวาดสายตามองสิ่งของรอบๆ ร้าน เผื่อมีอุปกรณ์น่าซื้อ พ่อค้าหนุ่มก็คิดราคาของดังนี้(ประมาณว่า)
 “ลำโพง 330.- บาท เงินทอน 70.- บาท ใบยี่สิบอีก 100.- บาท และใบ 500.- บาท ถูกไหมครับ” เราตอบ”ถูก” พ่อค้าหนุ่มยื่นเงินทอนและใบเสร็จให้ ถามว่า”ใส่ถุงไหมครับ” เราตอบ”ไม่ต้อง”(พยายามช่วยลดโลกร้อน) แล้วเราก็เลยถือเงินและสิ่งของออกมาแล้วขับรถยนต์กลับบ้าน
    เมื่อวางของเป็นที่เรียบร้อยก็มาดูใบเสร็จ ปรากฏว่า”230.-” เมื่อเรามานับเงินทอน หายไป 100.- บาท นึกถึงคำพูดพ่อค้าหนุ่ม  และเราซื่อเกินไป เชื่อใจ ไม่รอบคอบโดยไม่ได้ท้วงติงหรือดูรายละเอียด ครั้นจะกลับไป ไม่น่าคุ้มค่าน้ำมัน ค่าสึกหรอเครื่อง อีกอย่างเรากลับมาถึงบ้านแล้วไม่แจ้งตั้งแต่แรกเมื่ออยู่ในร้าน โอกาสคืนเงิน 50/50 เลยตกลงไม่ไป แต่เอามาเขียนบันทึกบอกเล่าเรื่องราวเป็นอุทาหรณ์เตือนใจผู้สูงวัยว่า
 1. ถ้าทำกิจกรรมเยอะๆ ให้พักผ่อน มีโอกาสมึนงงได้
  2. ”อย่าไว้ใจคน” ไม่ว่าคนนั้นจะ”หลักการดี  มีภาพหรู  เสียงระรื่นหู ” ก็ไว้ใจไม่ได้ เพราะ”เสียเงินน่าอดสู  เสียรู้น่าเจ็บใจ”ครับผม.  
                                                                                                27/11/61