๘๒๙. สืบสานเพลงพื้นบ้าน สุขสำราญงานเกี่ยวข้าว..

ผมถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของการสอนภาษา ด้วยการละเล่น โดยบูรณาการกับกิจกรรมตามแหล่งเรียนรู้ของโรงเรียน..ภาพเชิงประจักษ์ที่เกี่ยวกับความรักในความรู้จะชัดเจน ทั้งในเรื่องกระบวนการทำนา และศาสตร์ของเพลง “พื้นบ้าน”

          ผมร้องเล่นเต้นรำนำเพลง”พื้นบ้าน”มาสอนนักเรียนนานนับ ๑๐ ปี..ไม่มีถอดเทปหรือซีดี มีแต่แต่งสดร้องสด เพื่อให้นักเรียนได้ประสบการณ์ตรง...

    ด้วยแหล่งเรียนรู้ที่มีอยู่ดูจะเอื้อมิใช่น้อย..เพราะมีสระน้ำก็เลยเล่นเพลงเรือ มีท้องนาก็เล่นเพลง “เต้นกำรำเคียว” ปีนี้มีเวลาน้อยและเห็นว่าเต้นกำรำเคียวมีเนื้อร้องยาว ร้องได้ไม่ทุกคน..ก็เลยปรับเปลี่ยนเป็นเพลง “เกี่ยวข้าว”

        ร้องรำกันกลางทุ่งข้าวเหลืองอร่าม ยามที่แดดร่มลมตก โดยการนำของพี่ ป.๕ – ๖ มีน้องป.๑ – ๔ เป็นคนดู พอร้องเสร็จก็ลงมือเกี่ยวข้าวทันที..

        ผมใช้เวลาฝึกซ้อมไม่นาน เพราะนักเรียนกล้าแสดงออก และรู้ท่วงทำนองและจังหวะกันมาบ้างแล้ว ขอเพียง “ลูกคู่”ปรบมือและร้องสร้อยให้ถูกต้องชัดเจนก็พอ..

        การเล่นเพลงเกี่ยวข้าว..มีเนื้อร้องเร้าใจ..และต้องร้องออกท่าทางให้สนุกด้วย คนแรกมีความสำคัญ ถ้าขึ้นต้นสวยงาม การร้องที่ตามมาก็จะฟังดูดีตลอด..

        คำร้องขึ้นต้น ฟังดูเหมือนยาก แต่ถ้าร้องได้ก็จะไพเราะ “ เอ่อ เออ เอิง เออ ชะ เอิง เอิง เออ ชะ เอิง เอิง เอ๊ย....”.ร้องแบบนี้แค่ครั้งเดียว จากนั้นการร้องต่อมาก็โต้ตอบวาจาว่ากันไปตามท้องเรื่อง..

        ผมใช้กรับ และฉาบ เข้าไปช่วย..แต่ความสนุกจะอยู่ที่ลูกคู่ร้องว่า” เฮ้ เอ้า เฮ้ เฮ้ “กระแทกเสียงหน่อยๆ แบบมีลุ้นนิดๆ..

        ผมถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของการสอนภาษา ด้วยการละเล่น โดยบูรณาการกับกิจกรรมตามแหล่งเรียนรู้ของโรงเรียน..ภาพเชิงประจักษ์ที่เกี่ยวกับความรักในความรู้จะชัดเจน ทั้งในเรื่องกระบวนการทำนา และศาสตร์ของเพลง “พื้นบ้าน”

        “หัวใจ”ของการสืบสานตำนานเพลง ผมคิดว่าอยู่ที่การถ่ายทอดกิจกรรม อย่างมีวัฒนธรรมและสร้างสรรค์ จากรุ่นสู่รุ่น มากกว่าการเรียนรู้หลักการและทฤษฎี ที่ดีที่สุดก็คือ..ผู้เรียนต้องร้องเล่นเต้นเอง เพื่อการเรียนรู้ที่แท้จริง..

        การทำให้ครบวงจรของผม..หลังจากเล่นเพลงและเกี่ยวข้าวแล้ว ผมให้นักเรียนเขียนแผนภูมิความคิด เพื่อต่อยอด “ความคิด”และ “ความรู้สึก” ให้เป็นเนื้อเดียวกันทั้งบทเพลงและการเกี่ยวข้าว...

        กราบขอบพระคุณครูบาอาจารย์ที่ประสิทธิ์ประสาทวิชาเพลงพื้นบ้าน ขอบคุณ “ครูพักลักจำ.”.ที่ทำให้ผมมีวันนี้ วันที่มีแรงบันดาลใจในการประยุกต์บทเรียนให้ดูดีมีเสน่ห์ ขอบคุณนักเรียนทุกคนที่เธอเป็นสะพานเชื่อมโยงนวัตกรรมวาทการของครู..

        ๑๐ ปี แทบไม่มีเพลงใดที่นักเรียนไม่รู้จัก..ขึ้นสู่เวที มีโอกาสนำเสนอต่อชุมชนหมุนวนกันไป ทั้งเพลงลูกทุ่ง ลิเก..เพลงเรือ ลำตัด เต้นกำรำเคียว เพลงพวงมาลัย เพลงฉ่อย จนถึงวันนี้..เพลงเกี่ยวข้าว...

        น่าจะเป็นพื้นฐานให้นักเรียนได้ไปเล่นเพลง “อีแซว” ในระดับชั้นมัธยมศึกษาต่อไป..แต่วันนี้..นักเรียนต้องบอกครูให้ได้ว่า เมื่อเกี่ยวข้าวแล้วนักเรียนจะต้องทำอย่างไรต่อไป..

        นักเรียนบอกว่า..ตากกำข้าวไว้ในนา ๓ วัน จากนั้นค่อยหอบไปเก็บไว้ในยุ้งฉางข้างเล้าไก่..รอเวลานวด..ซึ่งทุกปีเราจะใช้วิธีฟาดกำข้าว ซึ่งต้องออกแรงมาก

        จากนั้น..มาช่วยกันออกความเห็นสักหน่อยว่า เมื่อเกี่ยวข้าวแล้ว พื้นที่ตรงนี้จะทำอะไรต่อไป..ทุกคนพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า “ปลูกผัก” คงเป็นเพราะเห็นภาพปลูกผักจนชินตา..

        ก็ดีเหมือนกัน เข้าสู่ฤดูหนาวนิดๆ คิดปลูกผักก็ควรรีบทำ แต่ว่า..ถ้าปลูกแล้วก็ต้องดูแล..แล้วผมจะมีเวลาไปเที่ยวงาน “อุ่นไอรักฯ”กับเขาไหมเนี่ย....

ชยันต์  เพชรศรีจันทร์

๑๕  พฤศจิกายน  ๒๕๖๑


บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน เรื่องเล่า....จากโรงเรียนเล็ก



ความเห็น (0)