การประชุมเตรียมจัดการประชุมครั้งที่ ๔ (ครั้งสุดท้าย) ของ PMAC 2019 และ เตรียมจัด PMAC 2020 ครั้งที่ ๒ จัดที่ นิวยอร์ก ระหว่างวันที่ ๙ - ๑๒ ตุลาคม ๒๕๖๑ โดย UNDP เป็นเจ้าภาพ สถานที่ประชุมคือ Pier A Harbor House การประชุมครั้งนี้ต่อเนื่องจากการประชุมที่โตเกียวเมื่อเดือนเมษายน ที่เล่าไว้ที่ (๑) และการประชุมที่มงเทรอซ์เมื่อเดือนพฤษภาคม ที่เล่าไว้ที่ (๒)
กว่าสองเดือนมาแล้ว ทีม PMAC secretariat ส่งอีเมล์ มาถามว่าหากเดินทางโดยสายการบินเกาหลี ตามเที่ยวบินที่แนบผมตกลงไหม ผมตอบตกลงทันที เพราะการได้เดินทางไปกับคณะให้ความสะดวกสบายกว่าเดินทางคนเดียว แม้ว่าเครื่องจะออกตอนดึก คือ ๐๑.๓๐ น. ของวันที่ ๘ ตุลาคม ก็ตาม
ก่อนเดินทางสามสี่วัน ลูกชายอีเมล์มาถามว่า จะฝากให้ช่วยขนของที่ซื้อที่อเมริกากลับมาสักชิ้นได้ไหม ผมตอบว่าหลายชิ้นก็ได้ เพราะเอากระเป๋าไป ๒ ใบได้ ลงท้ายเขาฝาก ๓ ชิ้นที่ไม่โตนัก ผมจึงเอากระเป๋าใบเล็ก ๑ ใบ ขนาดกลาง ๑ ใบ ไป
มัวทำงานและอ่านหนังสือ ยุ่งๆ จนกว่าจะได้จัดกระเป๋าก็ก่อนเดินทางเพียงสองวัน นึกขึ้นได้ว่าควรเอาเสบียงอาหารไปด้วย เพื่อความสะดวกและประหยัด เช้าวันอาทิตย์ที่ ๗ ตุลาคม จึงไปซื้อที่ร้านท็อปส์ ตรงข้าม มสธ. ซื้อข้าวหุงสำเร็จและกับข้าวรวม ๕ ชุด สำหรับตนเอง ๓ มื้อ และเผื่อคนอื่น ๒ ชุด
สองวันก่อนไป ผมอ่านหนังสือ Gene Machine : The Race to Decipher the Secret of Ribosome เขียนโดยนักวิทยาศาสตร์รางวัลโนเบล สาขาเคมี Venki Ramakrishnan ที่อาจารย์หมอปรีดา มาลาสิทธิ์ มอบให้ อ่านสนุกวางไม่ลง ได้ทั้งความรู้และความคิด ว่าด้วยการทำงานวิจัยระดับไขความรู้ใหม่ (blue sky research)
สองทุ่มครึ่งวันที่ ๗ ตุลาคม ผมนั่งแท็กซี่จากบ้านไปยังสนามบินสุวรรณภูมิ โชเฟอร์เล่าเรื่องราว “ผู้หญิงสมัยนี้ไม่มีความรักที่แท้จริง หวังแต่เงิน” เล่าเรื่องราวที่มีความสัมพันธ์กับหญิงสาวคนหนึ่ง ที่มาหาเขาเดือนละ ๒ ครั้ง เขาให้เงินใช้เดือนละสามพันบาท แต่หญิงสาวมักออดอ้อนขอเพิ่ม ภายหลังตนจับได้ว่าหญิงคนนี้มีความสัมพันธ์เชิงคนรักกับชายอื่นอีกประมาณ ๑๐ คน ซึ่งหมายความว่าจะได้เงินจากทุกคนเป็นกอบเป็นกำ เป็นอาชีพ “คนรัก” ที่ต้องมีทักษะพิเศษ คือทำตัวเหมือนเป็นภรรยา นอกจากนั้นยังเล่าเรื่องสาวนักศึกษา ที่ตกค่ำออกไปหารายได้ ไซด์ไลน์ และต่อมาได้รู้จัก “ป๋า” ที่ในที่สุดป๋าซื่อคอนโดให้ และซื้อรถให้ ๑ คัน แต่ต่อมาก็จับได้ว่าหญิงคนดังกล่าวมีผู้ชายอีกหลายคน “ป๋า” จึงเลิกเลี้ยงดู แต่สาวคนนั้นก็ได้คอนโดและรถไปแล้ว
ฟังเหมือนนิยาย
กรุงเทพ - โซล
ไปพบที่สนามบินว่าเครื่องบินที่เราเดินทางคือ Asiana Airline ของเกาหลี ไปเข้าคิวรอครึ่งชั่วโมงเศษๆ ก็ได้เช็คอิน โดยช่วงกรุงเทพ-โซล เขาอัพเกรดผมไปนั่งชั้น ๑ ที่นั่ง 3A แต่บริการระดับชั้นธุรกิจ ส่วนช่วงโซล-นิวยอร์ก ที่นั่งชั้นธุรกิจ 10A ถามเจ้าหน้าที่เรื่องห้องรับรอง เขาบอกว่าปกติใช้ของ Eva Air แต่ผมมีบัตรทองไปใช้ห้องรับรองของการบินไทยก็ได้ ผมจึงลองไปใช้ของ Eva Air ซึ่งอยู่บริเวณ F ลงบันไดเลื่อนลงไป ๑ ชั้น ห้องรับรองกว้างขวาง ตกแต่งทันสมัย มีอาหารเครื่องดื่ม มะพร้าวอ่อนเผา และไอศกรีม พรักพร้อม
เครื่องบิน A380-800 มีสองชั้น ชั้นบนเป็นชั้นธุรกิจ ผมกับหมอสุวิทย์ได้ที่นั่งชั้น ๑ พอลงจากเครื่องที่สนามบินอินชอน หมอสุวิทย์บอกว่าเป็นบริการเครื่องบินชั้น ๑ ที่แย่ที่สุดที่เคยนั่ง ผมไม่เคยนั่งเครื่องบินชั้นหนึ่งนานมากแล้ว กว่า ๑๕ ปี จึงไม่มีข้อมูลเปรียบเทียบ
อย่างไรก็ตาม ที่นั่งกว้างมาก คนอ้วนนอนสบาย และมีประตูปิดระดับต่ำกว่าสายตาเล็กน้อย สำหรับแต่ละที่นั่ง/นอน การออกแบบที่แตกต่างคือ ไม่มีช่องเก็บกระเป๋าเหนือศีรษะ เจ้าหน้าที่เอาไปเก็บในห้องเก็บกระเป๋าแทน และห้องน้ำกว้างมาก
ก่อนเครื่องลง ๒ ชั่วโมงเขาเริ่มเสิร์พอาหารเช้า ผมสั่งโจ๊กปลากะพง อร่อยทีเดียว กินกับหัวไชเท้าดอง โยเกิร์ต และขนมปัง
ผมได้ซื้อแว่นขยายอ่านหนังสือแบบพกพา Eschembach easyPOCKET 3x ในราคา ๖๗ เหรียญสหรัฐ เพราะอยากได้มานานแล้ว สเป็ค ตรงตามต้องการเป๊ะ แพงหน่อยก็ยอม เพราะช่วยให้ชีวิตดีขึ้น เดิมเมื่อมีอะไรเล็กๆ ก็ยอมแพ้ ไม่พยายามอ่าน ต่อไปนี้น่าจะมีพลังอ่านหนังสือตัวเล็กได้มากขึ้น
เครื่องบินใช้เวลา ๔ ชั่วโมง ๕๐ นาที ถึงสนามบินอินชอนเวลา ๘.๕๐ น. แดดจ้า ตอนเครื่องบินอยู่บนท้องฟ้าเห็นเมฆหนาเต็มท้องฟ้า เป็นคล้ายเกล็ดปลา
โดนหลอก
ตอนยืนรอออกจากเครื่องบินเข้าสนามบิน ผมยืนรอเป็นคนแรก ได้สังเกตเห็นการขับงวงมาต่อกับประตูเครื่องบิน ผ่านหน้าต่างเครื่องบิน สักครู่ก็รู้สึกเหมือนเครื่องบินเคลื่อนไปหางวง โดยตัวเราเคลื่อนไปด้วย นี่คืออาการผัสสะหลอกตัวเราเอง สมองมนุษย์มีจุดอ่อนหลายอย่าง ที่ทำให้คนเราหลอกตัวเองโดยไม่รู้ตัว ถ้าจะให้ขยายความคงต้องใช้หลายหน้าบันทึก
ลงจากเครื่องบิน เดินไปตามป้าย Transfer ไปผ่าน security check แล้วเดินไปหาห้องรับรอง ซึ่งอยู่ไม่ไกล และไม่ไกลจาก Gate 10 ที่ OZ 222 ออก ห้องรับรองของ Asiana Airline กว้างขวางและมีอาหารเครื่องดื่มพรักพร้อม ผมดื่มเฉพาะน้ำส้ม และเอาน้ำขวดไปเป็นเสบียง ๒ ขวดเล็กๆ
โซล – นิวยอร์ก
เวลา ๑๐.๑๐ น. ขึ้นเครื่อง ไปที่ที่นั่ง 10A ชั้นธุรกิจ จึงได้เห็นความแตกต่างจากที่นั่งชั้นหนึ่ง ผมชอบที่นั่งชั้นธุรกิจมากกว่า คือขนาด และความสะดวกกำลังพอดี ของชั้นหนึ่งใหญ่เกินไป ตอนเดินขึ้นเครื่องต้องเดินแยกไปขึ้นชั้นบนของเครื่องบิน ได้เห็นความใหญ่โตมโหฬารของ A380-800
สังเกตว่า เที่ยวบินที่เราบินทั้งสองช่วง เป็นเที่ยวบินร่วมมือหลายสายการบิน (ราวๆ ๕) รวมทั้งการบินไทย บ่งชี้ความสำคัญของ collaboration ทางธุรกิจ เพื่อการแข่งขัน
วันนี้อากาศดี แดดจ้ามาก และในเครื่องบินค่อนข้างร้อน แต่จอหน้าที่นั่งบอกว่าอุณหภูมิภายนอก ๒๐ องศาเซลเซียส การเดินทางจะใช้เวลา ๑๓ ชั่วโมง ๑๕ นาที
กว่าเครื่องบินจะทยานขึ้นฟ้าก็เกือบ ๑๑.๓๐ น. เสียเวลารอคิวเกือบชั่วโมง ทีนี้ก็ถึงเวลาการกินเชิงวัฒนธรรมแล้ว พนักงานเดินแจกแผ่นพับอาหารและเครื่องดื่ม แล้วมาถามความต้องการ ผมเลือกอาหารเกาหลี โดยดื่มเหล้าเกาหลี Korean Traditional Grain Wine “Hansan Sokokju” เป็นเครื่องชูรส และขอ gin tonic ดื่มก่อนอาหารหลัก โดยอาหารจานหลักชื่อ ‘Ssambap’
กินอาหารเชิงวัฒนธรรม
ออเดิฟจานแรกเป็นแผ่นแป้งห่อ ginseng ลูกแพร์ และ date (Ginseng, Pear & Date Roulade)
จานที่สอง Shrimp and vegetables with Pinenut Dressing เจ้าหน้าที่บอกว่าเป็น ออร์เดิฟเกาหลี ที่ไม่รู้ว่าเป็นอะไรคือ Pinenut Dressing แต่รสชาติดี ออร์เดิฟทั้งหลายเป็นอาหารเย็น ไม่ใช่อาหารร้อน
จานที่สาม White Yam Porridge เป็นเผือกสีขาวบดกวนเหมือนเป็นโจ๊กเผือก ใส่งาดำโรยหน้าให้รสและกลิ่น
จานหลัก ‘Ssambap’ เป็นเนื้อตุ๋นปรุงรส กินกับผักสดหลากรสและกลิ่น และเครื่องปรุงรส ๓ อย่างคือ กิมจิ ปลาตัวจิ๋วเค็ม และ ‘beab paste’ ที่เขาเตือนว่ามี nut หลายชนิดเป็นส่วนประกอบ (ถั่วลิสง วอลนัท ไพน์นัท และอื่นๆ) ที่คนเป็นโรคภูมิแพ้พึงระวัง ถือได้ว่าเป็นอาหารอร่อย และดีต่อสุจภาพ ผมกินกับเหล้าพื้นเมือง “Hansan Sokokju” สีเหลือง แต่มีกลิ่นสาบนิดๆ
ของหวานจุ๋มจิ๋ม เป็น Preserved Date with Syrup ‘Daechucho’and Sweet Walnut Cookie มากับ port wine
ตามด้วยผลไม้สดหรือ apple cake ผมเลือกอย่างหลัง อร่อยสมใจ เป็นอันเสร็จพิธีกรรมอาหารมื้อแรก ที่น่าจะเป็นอาหารเย็นมากกว่าอาหารเที่ยง เพราะมื้อที่สอง มีลักษณะคล้ายอาหารเช้า
เป็นอาหารที่ทั้งอิ่มท้อง ได้สุนทรียะด้าน gastronomic และได้เรียนรู้เชิงวัฒนธรรมการกิน ผมคิดว่า อาหารเกาหลีบางจานได้รับอิทธิพลจากญี่ปุ่น
คนแก่อิ่มแล้วก็เกิด gastro-colic reflect ต้องเข้าห้องน้ำ กลับมาเขาปิดไฟปิดหน้าต่างเตรียมให้นอน เราก็นอน หลับตื่นๆ ได้ราวๆ ๕ ชั่วโมง ก็ตื่นตีห้าเวลาไทยตามความเคยชิน ไปเข้าห้องน้ำแล้วไปขอกาแฟ โยเกิร์ต และผลไม้กินรองท้อง แล้วอ่านหนังสือ Gene Machine ต่อ และเขียนบันทึก reflection จากการอ่านจนจบ
ด้านหน้าของเครื่องบินชั้นบนเป็นบันไดลงไปชั้นล่าง เขาเอาเชือกเส้นโตขึงปิดไว้ บริเวณนั้นมีโซฟาให้คนนั่งพัก มีบริเวณให้ผู้โดยสารไปเดินยืดเส้นยืดสาย
ก่อนเครื่องบินลงประมาณสองชั่วโมง เขาเริ่มเสริฟอาหารเช้า เจ้าหน้าที่มาขอโทษว่า ข้าวต้มหมด ขอเป็นไข่เจียวไส้กรอกได้ไหม ด้วยท่าทางเกรงใจ ผมบอกไม่เป็นไร ไข่เจียวก็ได้ เขาบอกมีข้าวผัดแบบพิเศษลองกินด้วยไหม ผมบอกเอา ถึงเวลา ผมได้อาหารเช้าสองอย่าง จึงกินอย่างละครึ่ง อร่อยทั้งสองอย่าง ข้าวผัดราดหน้าใส่เนยแข็งคล้ายในพิซซ่า
อุณหภูมิที่สนามบิน จอห์น เอฟ เคนเนดี้ ๑๙ องศา เซลเซียส กำลังสบาย แต่ฟ้าหม่น ที่จริงตอนเครื่องบินอยู่บนท้องฟ้าแดดจ้าและเมฆสวยมาก
ตรวจคนเข้าเมืองค่อนข้างช้า และระบบคอมพิวเตอร์มีปัญหา ตอนผ่าน custom พวกเราโดนให้ไปช่องที่เอากระเป๋าผ่าน X-Rays กระเป๋าใบเล็กของผมไม่ผ่าน เปิดออกดูพบไข่ต้ม ๓ ฟอง เขาริบไปและขอพาสปอร์ตไปตรวจ จะให้ปรับ แต่ก็ผ่านมาได้
อ. บุ๋ม หมอสุวิทย์ และผมนั่งแท็กซี่คันเดียวกันไปโรงแรม Hampton Inn Financial District ค่าโดยสารรวมทิป ๗๐ เหรียญ อ. บุ๋มต้องแก้ปัญหาการจองโรงแรมผ่านทาง Booking.com และการใช้บัตรเครดิตรูดจ่ายหลายครั้งถี่ๆ ต้องรอห้อง ๑๕ น. ตามกำหนดจึงได้เข้าพัก โรงแรมนี้เจ้าหน้าที่บริการไม่ดี ไม่ยืดหยุ่น แต่ห้องพักก็สบายดี มีเครื่องอำนวยความสะดวกเกือบครบ มีเครื่องทำกาแฟ แต่ไม่มีกาต้มน้ำ เตียง Queen size นอนสบาย
เดินทางกลับ
เช้าวันเดินทางกลับ (๑๓ ต.ค. ๖๑) ผมทั้งสมหวังและผิดหวัง ผิดหวังที่ฝนตก ทำให้ไม่ได้เดินออกกำลังตามที่วางแผนไว้ สมหวังที่อากาศเย็นลงอย่างแรง อุณหภูมิเหลือ ๑๒ องศา เซลเซียส ค่อนสมกับเป็นกลางเดือนตุลาคมหน่อย
คณะเดินทางกลับด้วยกันมี ๕ คน คือ คุณเหมียวกับหยก ทีม PMAC secretariat, คุณมิลิน แห่ง สสส., อ. บุ๋ม และผม เรานั่งแท็กซี่ ๒ คันไปยังสนามบิน JFK ใช้เวลาราวๆ ๔๐ นาที รถไม่ติดเลย พอลงจากรถแท็กซี่ ก็ได้สัมผัสอากาศหนาวลมแรงสมใจ
การเช็คอิน และตรวจความปลอดภัยสะดวกสบาย ตอนเข้าแถวตรวจความปลอดภัยเจ้าหน้าที่ดูพาสปอร์ตของผมแล้วบอกว่า ผมอายุเกิน ๗๕ ไม่ต้องถอดรองเท้าตอนผ่านเครื่องเอ็กซเรย์ ให้ผมเอาพาสปอร์ตให้เจ้าหน้าที่ดู พอถึงที่ตรวจ เจ้าหน้าที่ว่าต้องถอดรองเท้า ผมบอกว่าผมอายุเกิน ๗๕ พร้อมยื่นพาสปอร์ต เขาไม่ดูพาสปอร์ต แต่ดูหน้าผม (น่าจะมองศีรษะมากกว่า) แล้วบอกให้เดินเลี่ยงไป ไม่ต้องเดินผ่านเครื่องเอ็กซเรย์ นานๆ ที ความแก่จึงจะอำนวยความสะดวก ในกรณีนี้เขาคงคิดว่าคนแก่ขนาดนี้น่าจะไม่มีพิษสง
ผู้สูงอายุสองคน (อ. บุ๋มกับผม) ไปนั่งที่ห้องรับรอง Swiss Air สาวๆ ไปเดินดูของ
เครื่องบินเป็น Airbus A380-800 เหมือนขามา ผมได้ที่นั่ง 17A ริมหน้าต่าง เครื่องบิน นิวยอร์ก – โซล ใช้เวลา ๑๓ ชั่วโมง ๓๐ นาที ที่สนามบิน และบนท้องฟ้าแดดจ้า
ถึงเวลาอาหารมื้อหลัก ที่สำหรับผมถือเป็นกิจกรรมทางวัฒนธรรมด้วย มาเครื่องบินเกาหลีก็ต้องเลือกกินอาหารเกาหลี แต่อาหารเรียกน้ำย่อยเป็นแบบฝรั่ง มี ๓ อย่าง และของหวานก็เป็นแบบฝรั่ง
กิน “ข้าวยำ” เกาหลี
อาหารหลักจานนี้ชื่อ ‘Bibimbap’ มีผักนานาชนิด กับเนื้อบดอยู่ในชาม เอาข้าวสวยคลุก ใส่ซ้อสพริกและน้ำมันงาตามชอบ รสชาติอยู่ที่ซ้อสพริก กับเครื่องเคียงคือกิมจิ มีซุปคล้ายของญี่ปุ่นให้หนึ่งถ้วย รสชาติอร่อย และหอมน้ำมันงา
อาหารมื้อที่สอง ผมจะสั่งข้าวต้มปู เขาบอกว่าหมด จึงสั่งเนื้อ พบว่าอร่อยดี ขาออกจากโซลไปกรุงเทพจึงสั่งข้าวกับอาหารทะเลปรุงเผ็ด เพื่อหลีกการกินอาหารเนื้อมากไป แต่พบว่าอาหารทะเล (ส่วนใหญ่เป็นกุ้ง) ไม่อร่อยเลย ของไม่สด แต่ไวน์แดง Wente Southern Hills Cabernet Sauvignon 2015 อร่อยมาก
วิจารณ์ พานิช
๑๔ ต.ค. ๖๑
บนเครื่องบิน Asiana Airline OZ 741 จากโซลไปกรุงเทพ
มองเห็นภาพการเดินทางชัดเจนเลยค่ะ