การวิเคราะห์ผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง เพื่อสร้างการมีส่วนร่วม

ปัญหานี้สามารถป้องกันได้ โดยละวางอคติเลือกข้าง และดำเนินงานด้วยหลักการที่ถูกต้องเหมาะสม

ปฏิเสธไม่ได้ว่าการทำโครงการหรืองานพัฒนาในปัจจุบันจะละเลยการมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนเกี่ยวข้องไม่ได้ แต่หลายครั้งพบว่า เมื่อทำโครงการไปใกล้แล้วเสร็จ จะมีผู้ที่ออกมาคัดค้านหรือมาแสดงตนในภายหลังว่าไม่เห็นด้วย ไม่รู้เรื่อง ไม่เข้าใจ ไม่เคยมีใครเข้ามาสอบถามความคิดเห็น

สาเหตุสำคัญคงหนีไม่พ้นปัจจัยที่เกิดขึ้นจากผู้ดำเนินงานเอง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “อคติ” ที่นำมาซึ่งการเลือกปฏิบัติ คือ เชื้อเชิญบางคนที่คุยง่ายเป็นพรรคพวกเดียวกัน และกีดกันคนคาดว่าจะเป็นอุปสรรคต่อความสำเร็จ

ปัญหานี้สามารถป้องกันได้ โดยละวางอคติเลือกข้าง และดำเนินงานด้วยหลักการที่ถูกต้องเหมาะสม วันนี้ผมจึงนำหลักการวิเคราะห์ผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง โดยใช้ Stakeholder Analysis Matrix ซึ่งใช้กันอย่างแพร่หลายในต่างประเทศมาบอกเล่าเพื่อเป็นประโยชน์ให้ทุกท่านได้ใช้เป็นแนวทางในการทำงาน



      สำหรับขั้นตอนการใช้งานก็ไม่ยุ่งยาก มีเพียง ๓ ขั้นตอน ประกอบด้วย

๑. ระบุรายชื่อบุคคลสำคัญ/ กลุ่ม/ องค์กร/ หน่วยงาน ฯลฯ ที่มีส่วนเกี่ยวข้องทั้งหมดในประเด็นหรือพื้นที่

๒. จำแนกรายชื่อข้างต้นบรรจุลงในช่องใดช่องหนึ่งใน ๔ ช่อง โดยพิจารณาคอลัมภ์ในแนวตั้งว่ามีความสำคัญมาก/น้อยเพียงใดต่อโครงการหรือพื้นที่  และพิจารณาแถวในแนวนอนว่ามีอำนาจมาก/น้อยต่อโครงการหรือพื้นที่นั้น

๓. พิจารณารายชื่อที่ตกหล่นเติมเข้าไปในช่องทั้ง ๔ อีกครั้ง


    เมื่อจำแนกรายชื่อลงในช่องเรียบร้อยแล้ว ผู้ดำเนินโครงการควรใช้หลักการสำคัญในการดำเนินงานกับผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในช่องต่างๆ ดังนี้

    ช่องที่ ๑ เป็นผู้มีอำนาจมาก แต่สำคัญน้อย ต่อประเด็นหรือพื้นที่นั้น อาจไม่ใช่ผู้เกี่ยวข้องโดยตรง แต่มีอำนาจหน้าที่ในการยับยั้ง คัดค้าน หรือเปลี่ยนแปลงการดำเนินงาน ผู้ดำเนินโครงการต้องรักษาสัมพันธภาพอันดี และสื่อสารแจ้งข่าวสารความคืบหน้าให้ทราบเป็นระยะ เพื่อเป็นการให้เกียรติ และเป็นแรงสนับสนุนการดำเนินงานในมิติต่างๆ

    ช่องที่ ๒ เป็นผู้มีอำนาจมาก และสำคัญมาก ต่อประเด็นหรือพื้นที่นั้น กล่าวคือ เป็นผู้ที่มีอำนาจตัดสินใจ มีงบประมาณ และมีบทบาทภารกิจรับผิดชอบต่อประเด็นนั้นโดยตรง ผู้ดำเนินโครงการต้องสร้างการมีส่วนร่วมตั้งแต่เริ่มโครงการ และทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิด เพื่อให้เกิดความเข้าใจ ความเป็นเจ้าของ โดยแสวงหาแนวทางที่ก่อให้เกิดประโยชน์ร่วมกันของทุกฝ่ายให้ได้

    ช่องที่ ๓ เป็นผู้มีอำนาจน้อย และสำคัญน้อย ต่อประเด็นหรือพื้นที่นั้น กล่าวคือ เป็นผู้ที่ไม่ใช่กลุ่มเป้าหมาย และไม่ได้รับผลกระทบจากการดำเนินงาน อย่างไรก็ตาม ผู้ดำเนินงานจำเป็นต้องใส่ใจติดตามความเคลื่อนไหว และผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้นกับกลุ่มเหล่านี้เพื่อสามารถแก้ไขได้อย่างทันท่วงที

    ช่องที่ ๔ เป็นผู้ที่มีอำนาจน้อย แต่สำคัญมาก ต่อประเด็นหรือพื้นที่นั้น กล่าวคือ เป็นกลุ่มเป้าหมายที่อาจมีส่วนได้หรือเสียประโยชน์จากการดำเนินงาน แต่ขาดโอกาสในการในการแสดงความคิดเห็น และไม่มีอำนาจในการตัดสินใจไม่ว่าจะเป็นในเชิงนโยบายหรือปฏิบัติ ผู้ดำเนินงานจึงควรเปิดโอกาสหรือสร้างพื้นที่ให้กลุ่มนี้ได้เข้ามามีส่วนร่วมให้มากที่สุด


    อย่างไรก็ตาม ในการทำงานจริงก็ยังมีปัจจัยอีกมากมายทื่ทำให้ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องไม่เข้ามามีส่วนร่วม ไม่ว่าจะเป็นท่าทีและภาพลักษณ์ของผู้ดำเนินงานเอง ร่วมไปถึงภาระงาน ภาระครอบครัว อคติ ความไม่ตระหนัก และไม่เห็นประโยชน์ที่จะได้รับของผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง ซึ่งผู้ดำเนินงานก็ต้องทบทวนตนเองและแสวงหายุทธศาสตร์ ยุทธศิลป์ และกลวิธีที่เหมาะสมกับบริบทของแต่ละพื้นที่ต่อไป

    พีธากร ศรีบุตรวงษ์

    วิทยากรกระบวนทัศน์

    [email protected]

    tel. 0876830880

    บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน capacity building



    ความเห็น (0)