บันทึกนี้คงยังสรุปอะไรได้ไม่มากครับ ...เป็นเพียงแนวคิดเล็กๆ เพียงแนวคิดหนึ่งเท่านั้นเพื่อตอบโจทย์ ที่เป็นยาขมของหน่วยงานราชการของประเทศไทยที่ถูกกำหนดโดย ก.พ.ร. อยู่ในขณะนี้  และอีกฝั่งของความคิดก็จะต้องตระหนักว่าจะต้องไม่ทำ KM  เพื่อตอบโจทย์ข้อแรกให้ได้เท่านั้น เป็น KM แนวปฏิบัติที่มิอาจละเว้นได้ หลายๆหน่วยงาน(ราชการ)อาจคิดเรื่องนี้ไม่มากก็น้อยล่ะครับ...

แล้วมมส.จะขับเคลื่อนองค์การอย่างไร? 

        ในปี พ.ศ. 2550 มหาวิทยาลัยมหาสารคาม (มมส.) ก็จำเป็นอย่างยิ่งยวดครับที่จะต้องดำเนินการจัดการความรู้ขององค์การ (มมส.) เรียกว่า "ไม่ทำไม่ได้แล้ว"  ภายใต้การดำเนินการตามภารกิจหลั 4 ด้านของมหาวิทยาลัย(ไทย) มีตัวชี้วัด (KPI) อยู่ไม่กี่ตัวครับ ที่ถามเรา(มมส.) อยู่ตลอดเวลา แล้วก็หลีกเลี่ยงการตอบนั้นค่อนข้างลำบากครับ บางทีอาจทำตามแบบฟอร์มที่ทาง 1) ก.พ.ร. กำหนดมาให้ตอบ ควรระวังเรื่องการทำ KM ติดรูปแบบหรือ KM เทียม อีกตัวชี้วัดที่มีความสำคัญก็คือ 2) ประเด็นการรับการประกันคุณภาพของสมศ. และ 3) ทำ KM แนวปฏิบัติ ซึ่งเป็นตัวขับเคลื่อน KM ของจริง ...แต่จะมีประโยชน์อะไรล่ะครับที่องค์การ (มมส.) เดียวกัน จะต้องต่างคนต่างทำ ทำเรื่อง KM ไปกันคนละทิศ คนละทาง  ...คงดีไม่น้อยครับที่จะบูรณาการทั้ง 3 ส่วนนี้เข้าไว้ด้วยกัน

มมส. บูรณาการอะไรบ้าง? 

        การบูรณาการทั้ง 3 ส่วนดังกล่าวข้างต้น มมส. มีหน่วยงานที่รับผิดชอบ(เจ้าภาพ) เรื่องนี้ ได้แก่ 1) คณะทำงานการจัดการความรู้ของมหาวิทยาลัย (MSU-KM) 2) ศูนย์พัฒนาและประกันคุณภาพ ...ในการบูรณาการครั้งนี้ 3) หน่วยงานภายใน ผมขอแลกเปลี่ยนความคิดนี้ ด้วย ABC Model ครับ

 

 

วิชิต ชาวะหา
MSU-KM