Appreciative Inquiry เป็นวิจัยได้ไหม ... แล้วมันเป็นวิจัยแบบไหน
คำตอบก็คือได้... แล้วมันเป็นวิจัยแบบไหน..???
ต้องเริ่มจากเข้าใจก่อนว่า.. Appreciative Inquiry เป็นศาสตร์การพัฒนาองค์กรแขนงหนึ่ง...
แล้วการพัฒนาองค์กร (Organization Development-OD ) มันคืออะไร
OD คือการสร้างการเปลี่ยนแปลงองค์กรอย่างเป็นระบบอย่างต่อเนื่อง OD เป็นวิทยาศาสตร์แบบประยุกต์ (Applied Science) ที่ผสมผสานทั้งศาสตร์อย่างสังคมศาสตร์และจิตวิทยาโดยเฉพาะจิตวิทยาอุตสาหกรรม Behavironal Science ไปจนถึงทฤษฎีการเรียนรู้และทฤษฎีแรงจูงใจ เน้นการศึกษาองค์กรและสร้างการเปลี่ยนแปลงในองค์กร
พูดถึงวิทยาศาสตร์วิทยาศาสตร์มีวิทยาศาสตร์บริสุทธ์ที่เน้นศึกษาปรากฏการณ์ของธรรมชาติเพื่อเอามาทำนายปรากฏการณ์ต่างๆวิทยาศาสตร์ประยุกต์คือการเอาความรู้จากวิทยาศาสตร์บริสุทธ์มาแก้ปัญหาเชิงปฏิบัติ
ตัวอย่างง่ายๆครับเช่นคอมพิวเตอร์นี่ออกแบบมาใช้ในการแก้ปัญหาประจำวันคอมพิวเตอร์ทั้งหลายนี่จึงเป็นวิทยาศาสตร์ประยุกต์ แต่คอมพิวเตอร์ทั้งหมดนี่มีพื้นฐานจากคณิตศาสตร์ซึ่งเป็นวิทยาศาสตร์บริสุทธ์ที่คิดค้นมาก่อนยุคคอมพิวเตอร์มานับพันปีไม่มีคณิตศาสตร์ก็ไม่มีคอมพิวเตอร์...
OD คือวิทยาศาสตร์ประยุกต์ซึ่งก็คือการเอาความรู้จากวิทยาศาสตร์จากสาขาต่างๆที่สั่งสมกันมาทั้งวิทยาศาสตร์บริสุทธ์และวิทญาศาสตร์ประยุกต์ มาแก้ปัญหาทางปฏิบัติคือปัญหาในองค์กร
สาขาที่ใช้วิทยาศาสตร์ประยุกต์ชัดๆก็คือวิศวกรรมศาสตร์ครับ ...ชัดมากๆเอาความรู้ที่นักวิทยาศาสตร์ค้นคว้ามาจากวิทยาสศาสตร์บริสุทธ์ฟิสิกส์เคมีชีวะ ..มาสร้างสรรค์ออกแบบ.. เช่นมีคนวิจัยเรื่องแรงคำนวณพื้นที่มา ..ก็เอาวิธีคำนวนดังกล่าวมาออกแบบสะพาน
Steve Jobs ก็เอาความรู้จากวิทยาศาสตร์ก็เอาสิ่งที่นักวิทยาศาสตร์คนอื่นๆคิดมาแล้วหลายเรื่องๆเอามาต่อจิ๊กซอว์กลายมาเป็น iphone เป็นต้น ...นี่เรียกว่าวิทยาศาสตร์ประยุกต์ ..
วิทยาศาสตร์ประยุกต์บางครั้งเรียกว่า Research and Development นั่นเอง
คือเอามาทำ R&D นั่นเองคนที่ใช้วิทยาศาสตร์ประยุกต์เก่งๆก็เช่นโทมัสอัลวาเอดิสัน
นั่นคือ OD เอาความรู้ที่นักจิตวิทยานักสังคมศาสตร์หรือแม้กระทั่งระยะหลังนักวิทยาศาสตร์สมอง.. ที่วิจัยออกมามาแก้ปัญหาเรื่องการเปลี่ยนแปลงคนการเปลี่ยนแปลงองค์กร
งานวิจัยทาง OD เปรียบได้กับการวิจัยแบบที่คนเป็นวิศวกรเอาแนวคิดต่างๆของสารพัดศาสตร์มาแก้ปัญหาออกแบบสร้างสรรค์สิ่งต่างๆที่อยู่รอบตัวเรา ..
จะว่าไปคนคิดวิชา OD ก็คือ Kurt Lewin เป็นนักจิตวิทยาครับออกไปทาง Gestalt Therapy ด้วย ... ท่านเอาแนวคิดของจิตวิทยาและศาสตร์ต่างๆมาสร้างกระบวนการให้คนในองค์กรแก้ไขปัญหากัน
เพราะฉะนั้นถ้าคุณอยากแก้ปัญหาอะไรก็ตามในองค์กรที่เกี่ยวกับคนคุณก็สามารถใช้วิทยาศาสตร์เกี่ยวกับคนไม่ว่าจะเป็นสังคมศาสตร์จิตวิทยาซึ่งพอเอามารวมกันเขาเรียกว่าการพัฒนาองค์กร (Organization Development) หรือ Action Research การวิจัยเชิงปฏิบัติการ...มาประยุกต์ใช้ในการแก้ปัญหาได้
ในสายวิชาการเรานิยมเรียกว่า.. Action Research...
เพราะฉะนั้นเป็นงานวิจัยได้ครับและทำกันมามากด้วย... Action Research เริ่มขึ้นอย่างเป็นทางการเมื่อปี 1944 ที่ MIT เอาไว้แก้ปัญหาองค์กรครับ..
Action Research เกิดจากการดึงองค์ความรู้จากสายสังคมศาสตร์และจิตวิทยาที่เชื่อว่ามนุษย์จะแก้ปัญหาได้ดีมากๆถ้าเขามาเห็นปัญหาร่วมกันและหาทางออกด้วยกัน .. Unfreezing .. Change Refreezing “
จาก Action Research ของ Kurt Lewin ..
วิทยาศาสตร์ประยุกต์สาขานี้เติบโตมาเรื่อยๆมีพัฒนาการที่น่าสนใจเอาที่ MIT เองนี่ก็สุดๆ ...
เท่าที่ผมดูจาก Kurt Lewin ก็มี Christ Argyris มาต่อยอดเป็น Action Science ... และก็เห็น Dialogue เติบโตขึ้นที่นี่ ...ตามมาด้วย Learning Organization ของ Peter Senge ที่ดูเหมือนรวมเอา Action Research, Dialogue และ Action Science เข้าไปมาเป็น OD สมัยใหม่ที่ตอนหลังก็มี Theory U ของ Otto Scharmer ที่ผมเล่นอยู่นี่เขาบอกเลยต่อยอดมาจาก Action Research ผสมกับ Dialogue และ Phenomenology ไปโน่นภายหลังก็มี Social Lab ตามมาที่เอา Theory U มาผสม Systems Thinking
Kurt Lewin มีอิทธิพลต่อนักคิดหลายคน ...หนึ่งในนั้นคือ David Cooperrider ศาสตร์จากแห่งสำนัก Case Western ที่เอา Model ของ Kurt Lewin ไปแก้ปัญหาเรื่อง Leadership ในโรงพยาบาลเพราะเอาคนในโรงพยาบาลไปถามว่าที่นี่มีปัญหาอะไรเพื่อวิเคราะห์หารากเหง้าของปัญหาก็เกิดวงแตกทะเลาะกันไปมา ..แต่พอถามเชิงบวกกับได้คำตอบที่ดีเอาไปใช้แก้ปัญหาจริงๆได้ ... David ก็หันไปหาวิทยาศาสตร์นั่นคือจิตวิทยยาเช่นเรื่อง Placebo Effect, Metacognition, Cogitive Dissonance ...ก็เริ่มเห็นว่าจริงๆสิ่งที่เขาเจอมันมีคำอธิบายอยู่ก็เลยพัฒนามาเป็นวิทยาศาสตร์ประยุกต์เพื่อแก้ปัญหาองค์กรแนวใหม่คือ Appreciative Inquiry ที่เน้นการดึงประสบการณ์ที่ดีที่สุดของพนักงานมาแก้ปัญหาร่วมกัน...
Appreciative Inquiry ตอนหลังก็มีการต่อยอดไปอีก เป็น AI Summit ลงมาถึง Appreciative Coaching .
วิทยาศาสตร์ประยุกต์ทุกสาขาเกิดมาเพื่อเอาความรู้จากวิทยาศาสตร์บริสุทธ์หรือแม้กระทั่งจากวิทยาศาสตร์ประยุกต์ด้วยกันมาแก้ปัญหาหลายครั้งแก้ปัญหาได้แต่หากไม่ได้เราก็จะกลับไปเอาความรู้ที่รู้กันมาค้นพบมามา Blend ผสมผสานให้เกิดการแก้ปัญหาสร้าง Solution ใหม่ๆได้ ... วิทยาศาสตร์บริสุทธิ์เองก็สามารถเอาสิ่งที่ค้นพบจากวิทยาศาสตร์ประยุกต์ไปใช้อำนวยความสะดวกในการค้นพบอะไรใหม่ๆได้เช่นคอมพิวเตอร์ ซึ่งก็สมารถนำมาใช้ในห้องปฏิการทางชีววิทยาได้ ...
ทั้งสองศาสตร์ส่งเสริมกัน
คณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์พื้นฐานทำให้เกิดคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะต่อมากลายเป็น Notebook กลายมาเป็น Iphone ... และก็เกิด App ตามมา App ช่วยให้มนุษย์ธรรมดาและนักวิทยาศาสตร์แก้ปัญหาในงานและชีวิตส่วนตัวได้มากมาย
ชีววิทยาทำให้เกิดการค้นพบใหม่ๆทางการแพทย์จิตวิทยาสังคมวิทยาทำให้เกิดวิชาพัฒนาองค์กรและต่อยอดมาเป็น Appreciative Inquiry
Appreciative Inquiry และวิชา OD ต่างๆเปรียบเสมือน App นั่นเองที่ทำให้คุณทำงานง่ายขึ้น ...
ถ้าคุณอยากพัฒนาองค์กรเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นแล้วหรือกำลังจะเกิดมี App เพียบใน OD ครับเช่น Action Research, Action Science, Action Learning หรือล่าสุดก็ Appreciative Inquiry
ถ้าอยากแก้ปัญหาที่มันเรื้อรังไม่จบสักทีคนไม่พัฒนาทำอะไรก็ทำเหมือนเดิมคิดไม่ไกลคุณต้องการ Learning Organization
ถ้าขาดความคิดสร้างสรรค์ติดหล่มความสำเร็จเดิมๆ คุณอาจต้องการ Dialogue
ทะเลาะกันแทบฆ่ากันคุณต้องการ Social Lab ครับ
ถ้าอยากคิดสร้างสรรค์กลยุทธ์ใหม่คุณต้องการ Appreciative Inquiry Summit หรือ SOAR Analysis
อยากให้คนค้นพบศักยภาพตนเองคุณใช้ Appreciative Inquiry Coaching ได้เลย
อยากเข้าใจลูกค้าหรือคนในองค์กรอย่างลึกซึ้ง เพื่อทำ Design Thinking คุณต้องการ Theory U ครับ
พวกนี้เป็น App พื้นฐานครับคล้ายๆ Excel, Word... ที่ทำให้คุณเอาไปผสมผสานสร้างสรรค์อะไรก็ได้
คุณอาจเอาทฤษฎีอะไรมาผสม App ก็ได้เช่นคุณอาจเอา Model ทางเศรษฐศาสตร์สุดล้ำมาทำนายเศรษฐกิจโดยการสร้างแบบจำลองใน Excel ก็ได้
วิชาทาง OD เช่นกัน
ผมถนัด App พื้นฐานคือ Appreciative Inquiry ถ้าผมต้องการศึกษาหรือทำให้คนในองค์กรมีความสุขผมก็ผสมผสานศาสตร์ใหม่ๆเช่น Positive Psychology หรือวิทยาศาสตร์สมองเข้าไปอยากทำให้คนหาตัวเองเจอตอนนี้ผมใช้ Appreciative Inquiry Coaching ผสมแนวคิด IKIGAI เข้าไปได้ครับ
คราวนี้ถ้าคุณอยากทำเป็นวิจัยก็ได้แต่มีเงื่อนไขว่า
- คุณต้องกลับไป Update ก่อนว่าอะไรไปถึงไหนแล้วเอาเทคโนโลยีล่าสุด App เองก็มีการ Update Version บ่อยๆ ดูวัตถุประสงค์ของการพัฒนาว่าจะทำอะไร ... ทฤษฎีที่จะใช้ต้องไปดูใครทำอะไรถึงไหน ..
- อ่านเยอะๆ อะไรดูเข้าท่า แม้จะอยู่นอก Field ก็ดึงมาทดลองใช้ผสมผสานได้เลยไม่มีขีดจำกัด ผมเคยดึงทฤษฎี Entropy ทางเทอร์โมไดนามิค ของสายวิศวะแบบ Hardcore มาอธิบายสิ่งที่ผมเห็นใน OD ตอนทำป.เอก กลายเป็นแบบประเมินได้ .
- ใช้เครื่องมือให้คล่องเหมือน App ถ้ารู้น้อยใช้ไม่ค่อยเป็นงานที่คุณทำได้ก็จะมีขีดจำกัดในตัวเอง
- อ่านเยอะๆว่าใครทำอะไรมาถึงไหนจะได้ idea การใช้เครื่องมือ
- ดู Realiability/Validity ของเครื่องมือก็คือใช้ให้เป็น
- สื่อสารกับชาวโลกเพราะนักวิจัยในสายบริหารธุรกิจซึ่งก็เป็นวิทยาศาสตร์ประยุกต์เช่นกันใช้ App คนละตัวกับคุณ มองคนละมุม หลายครั้งเขาเชื่อว่า Powerpoint เป็นเครื่องมือในการทำบัญชีได้ดีกว่า Excel ... ไม่พอเขาอาจบอกว่าไม่มี Excel ในโลกด้วยการทำบัญชีควรใช้ PowerPoint ...นี่เป็นปัญหาเรื่องการยึดติดเครื่องมือในวงการวิจัยครับ ..
- อย่าไปทะเลาะกันค่อยๆอธิบายเดวก็เข้าใจเป็นมิตรกันก่อนเดวค่อยว่ากัน
- เขามักจะถามว่า Generalize ได้ไหมทำแล้วเอาผลไปใช้ได้กับที่อื่นได้หรือเปล่า... ก็เหมือน Iphone/Ipad ครับมันจะได้แบบนั้นออกมาถ้าจะเอาไปใช้ที่อื่นได้ก็ต้อง Adapt ตามความถนัดและจุดประสงค์การใช้งาน
สรุป Appreciative Inquiry เป็นวิจัยได้ตอนนี้มี World Conference ของตัวเองปีหน้า 2019 จัดที่ฝรั่งเศสครับตอนนี้มี Journal ของตนเอง .. แต่ถ้าคุณจะตีพิมพ์ในสายบริหารธุรกิจอื่นๆก็มีตีพิมพ์ได้กว้างขวางขึ้นในไทยส่งมาที่ MBA มหาวิทยาลัยขอนแก่นได้ครับ
วันนี้พอเท่านี้เพียงเล่าให้ฟังลองเอาไปพิจารณาดูนะครับ
บทความโดยดร.ภิญโญรัตนาพันธุ์
Note: บทความนี้ขอถวายเป็นพระราชกุศลให้ในหลวงรัชกาลที่ 9 ของเรา

