ชีวิตที่พอเพียง 3280. ทำงานหนุนจิตตปัญญาศึกษา


บ่ายวันที่ ๕ กันยายน ๒๕๖๑ ผมไปร่วมประชุมคณะกรรมการนโยบายศูนย์จิตตปัญญาศึกษา ของมหาวิทยาลัยมหิดล ()      ที่มหาวิทยาลัยมหิดล ศาลายา  ในฐานะที่ปรึกษาของคณะกรรมการ     ได้เห็นความก้าวหน้าของศูนย์ ที่น่าชื่นใจ

ศูนย์จิตตปัญญาศึกษา ตั้งขึ้นในปี พ.ศ.๒๕๔๙ โดยมี รศ. ดร. อนุชาติ พวงสำลี เป็นผู้อำนวยการ    ถึงตอนนี้อายุ ๑๒ ปี    มีผลงานริเริ่มสร้างสรรค์กิจกรรมพัฒนาจิตตปัญญา  และนักวิชาการด้านจิตตปัญญา ให้แพร่หลายไปทั่วประเทศ    การประชุมวันนี้ วาระหลักคือ ให้ความเห็นต่อแผนยุทธศาสตร์ของศูนย์ ในปี ๒๕๖๒ – ๒๕๖๕   

แม้มีฐานะเป็นเพียงศูนย์ แต่ก็มีการรับนักศึกษาระดับบัณฑิตระดับปริญญาโท (ศิลปศาสตรมหาบัณฑิต สาขาจิตตปัญญาศึกษา) ไปแล้ว ๘ รุ่น  จบการศึกษาไปแล้ว ๓๖ คน    มีผลงานวิจัย    และงานฝึกอบรมมากมาย โดยร่วมมือกับหน่วยงานสารพัดแบบ    และมีผลงานวิจัยตีพิมพ์ในวารสารวิชาการ     ที่สำคัญคือ มีทักษะจัดการเรียนรู้เพื่อพัฒนาคนอย่างเป็นองค์รวม (holistic development)  ที่เน้นพัฒนาจิตวิญญาณภายใน    ในลักษณะของ transformative learning    และมีทักษะพัฒนาสุขภาวะด้านจิตวิญญาณของคนในสถานที่ทำงานหลากหลายบริบท   

ผมให้ความเห็นว่า การพัฒนาจิตตปัญญาที่ดีที่สุด ควรบูรณาการอยู่ในการทำงานตามปกติ  และอยู่ในการเรียนรู้ตามปกติ    ไม่แยกตัวออกมาเป็นการพัฒนาจิตตปัญญาโดดๆ    ซึ่งศูนย์จิตตปัญญาก็ได้ร่วมมือกับหน่วยงานในหลายลักษณะ เพื่อพัฒนาจิตตปัญญาของคนในหน่วยงานเหล่านั้นอยู่แล้ว    ศูนย์ควรพัฒนาวิธีการบูรณาการการเรียนรู้ละพัฒนาด้านในไว้ในกิจกรรมการทำงานประจำ    และในการเรียนรู้ตามหลักสูตรปกตินั้นเอง โดยไม่ต้องมีวิชาจิตตปัญญาแยกตัวออกมา     ผมคิดอย่างนี้ ไม่ทราบว่าถูกหรือผิด   

โดยวิธีพัฒนาโมเดลก็ทำได้ไม่ยาก คือพัฒนาจากการทดลองปฏิบัติของหน่วยงานภาคีทั้งหลาย     หน่วยงานใดทำได้ดี ศูนย์ก็เข้าไป “ถอดความรู้” ทำความเข้าใจหลักการและวิธีการ    จาก best practice เหล่านั้น   เอามาส่งเสริมให้องค์กรภาคีทดลองใช้ต่อ    ทำเช่นนี้ไม่กี่รอบ ก็จะได้วิธีการ หรือโมเดล ที่เหมาะสมในหลากหลายบริบท    โดยหลักการคือ อย่าหลงใช้โมเดลเดียวในหลากหลายบริบท     

จิตตปัญญาศึกษา (contemplative education)  กับ การเรียนรู้สู่การเปลี่ยนแปลง (transformative learning)  มีส่วนซ้อนทับกันอยู่มาก    ใช้เครื่องมือสำคัญๆ ร่วมกัน    ผมมองกระบวนการทั้งสองนี้ว่า เป็น “ทักษะชีวิต” (life skill) ที่คนทุกคนต้องมี    จึงจะมีชีวิตที่ดี     

จิตตปัญญา เป็นองค์ประกอบสำคัญของชีวิตที่มีความสุข    ยิ่งในสังคมยุค VUCA คนเรายิ่งต้องการทักษะนี้ 

ในการประชุม ผมได้เรียนรู้จาก ศ. ดร. ตีรณ พงศ์มฆพัฒน์ ซึ่งเป็นกรรมการท่านหนึ่ง ว่า ไทยเราดำเนินการระบบประเมินคุณภาพแบบอังกฤษ คือใช้ KPI  เพราะอังกฤษสร้างขึ้นประเมินระบบราชการ    ส่วนอเมริกาเน้นระบบธุรกิจเอกชน ใช้วิธีการที่ง่ายและยืดหยุ่นกว่ามาก คือใช้ inspector เป็นผู้ประเมิน เน้นประเมิน OKR – Operations & Key Results    คือระบบอังกฤษเน้นประเมินละเอียด   ระบบอเมริกันเน้นประเมินแบบโฟกัสจุดสำคัญ   

ผมได้เรียนรู้ว่า มีขบวนการส่งเสริมความสุขในที่ทำงาน และมีการใช้ happinometer วัดความสุขของคนทำงาน   และมีหน่วยงานจำนวนหนึ่งที่พนักงานมีระดับความสุขสูง () น่าชื่นชมมาก   พัฒนาการด้านใน (จิตตปัญญา) เป็นปัจจัยหนึ่งของความสุขในที่ทำงาน                

วิจารณ์ พานิช

๕ ก.ย. ๖๑


 

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน KMI Thailand

คำสำคัญ (Tags)#มหาวิทยาลัยมหิดล#จิตตปัญญาศึกษา#จิตตปัญญา#mu#ศูนย์จิตตปัญญาศึกษา#611011

หมายเลขบันทึก: 655247, เขียน: 10 Oct 2018 @ 21:05 (), สัญญาอนุญาต: ครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง, ดอกไม้: 3, อ่าน: คลิก


ความเห็น (0)