GotoKnow
  • เข้าระบบ
  • สมัครสมาชิก
  • แผงจัดการ
  • ออกจากระบบ
GotoKnow

กว่าจะรู้ว่า...รัก

บางครั้งเราก็มองข้ามสิ่งที่เราคุ้นเคยไป จนมาวันหนึ่งสิ่งนั้นหายไปไม่อาจเรียกกลับคืนมาได้ เราถึงรู้ว่าสิ่งนั้นมีค่ายิ่งกว่าสิ่งใดๆในโลกนี้

วันนี้เป็นวันเกิดของ "หมู" น้องชายคนเดียวของเรา...ลูกชายคนเดียวของครอบครัว

แม้ว่าเราจะเกิดห่างกันเพียงปีเดียว แต่กลับดูเหมือนว่าเราไม่ค่อยรู้จักกันมากนัก ส่วนหนึ่งอาจมาจากในตอนเด็กๆ พ่อและแม่ต้องทำงานเพื่อสร้างครอบครัว และอาจไม่มีเวลาเลี้ยงดูพวกเราซักเท่าไหร่นัก พวกเราจึงต้องไปอยู่กับปู่ย่าตายาย โดยเราไปอยู่กับปู่และย่า ในขณะที่หมูไปอยู่กับตาและยาย

จนเมื่อเติบใหญ่ถึงวัยต้องเข้าเรียน พวกเราถึงได้กลับมาอยู่ด้วยกัน แม้เป็นพี่น้องคลานตามกันมา แต่ก็มีอะไรหลายๆอย่างที่แตกต่างกัน ซึ่งบางครั้งก็ถูกนำมาหยิบยกเพื่อบลัฟกัน เช่น ในคืนวันหนึ่ง ระหว่างที่หมูกำลังปูที่นอนให้แม่ หมูก็จะบอกว่า "เคยปูที่นอนให้แม่บ้างหรือเปล่า" (ทั้งๆที่เราปูที่นอนให้แม่เกือบทุกวัน แต่วันนี้ถูกชิงไปก่อน) เป็นต้น

ความที่หมูเป็นคนร่าเริง มีอารมณ์ขัน ช่างพูด(ขี้บ่นเป็นบางครั้ง) หมูจึงเป็นที่รักของทุกคน จนบางครั้งเรายังแอบเรียกว่า "เทวดาประจำบ้าน" หรือ "คุณชายประจำบ้าน"  ซึ่งเป็นคำเรียกที่หมูรู้สึกภาคภูมิใจเป็นอันมาก

อย่างไรก็ตาม มีอย่างหนึ่งที่หมูหลีกเลี่ยงมาตลอด ก็คือ "การไปดูงานต่างประเทศ(ตามแต่บริษัทจะส่งไป)" และแล้วเหมือนสวรรค์กลั่นแกล้ง หมูต้องไปดูงานต่างประเทศ แม้จะไปในเวลาสั้นๆ(ประมาณ 1 อาทิตย์) แต่เรายังจำวันที่หมูเตรียมจัดกระเป๋าเดินทางได้ไม่รู้ลืม...ก็แหม! หมูพยายามจะเอาหมอนเน่า(หมอนใบเล็กๆที่ใช้มาตั้งแต่เด็กๆ)ยัดลงในกระเป๋าเดินทาง จนเราต้องบอกว่า ถ้าหากเอาหมอนไปด้วย สงสัยเขาจะไม่ให้เข้าประเทศแน่ๆ เพราะเขากลัวเอาขยะเป็นพิษไปทิ้งในประทศเขา

นอกจากนี้ ยังมีอีกสิ่งหนึ่งที่มักเคียงคู่ไปกับเส้นทางชีวิตของหมู นั่นก็คือ การเกิดอุบัติเหตุทางรถยนต์ (ซึ่งเกิดขึ้นบ่อยจนบางครั้งเราก็แอบคิดไม่ได้ว่า ทำไมถึงไม่เข็ดสักที เพราะถ้าเป็นเรา หากเจออุบัติเหตุอย่างที่หมูเจอ เราคงขยาดกับการขับรถไปนานหรือไม่ก็ไม่ขับรถอีกเลย) หรืออาจกล่าวได้ว่า อุบัติเหตุกับหมูจึงกลายเป็นความคุ้นชิน ในขณะที่เรากลับรู้สึกกังวลทุกครั้งหากได้ยินเสียงโทรศัพท์ดังในเวลาดึกๆ

จนกระทั่งคืนวันที่ 18 พฤศจิกายน 2548 ซึ่งเป็นวันที่หมูรับปากกับแม่ว่าจะรีบกลับบ้านเพื่อตื่นไปส่งแม่ที่สนามบินในตอนเช้าวันรุ่งขึ้น ในคืนนั้น เรารู้สึกไม่พอใจหมูเล็กน้อยเพราะดึกมากแล้วยังมาไม่ถึงบ้านและไม่มีการติดต่อกลับมา จนกระทั่งเวลาเที่ยงคืน เสียงโทรศัพท์แผดก้องขึ้นมา พร้อมๆกับคำพูดว่า

"หมูได้รับอุบัติเหตุ เสียชีวิต"

เหมือนฟ้าถล่มลงตรงหน้า..

เราไม่เคยรู้เลยว่า รักน้องชายคนนี้ขนาดไหนจนวันสุดท้ายที่หมูจากไป

 

 ไม่มีอีกแล้วเสียงหัวเราะ เสียงพูดคุยของเทวดาประจำบ้าน...

ไม่มีอีกแล้ว...

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย 

หมายเลขบันทึก: 65194
เขียน:
แก้ไข:
ความเห็น: 5
อ่าน:
สัญญาอนุญาต: สงวนสิทธิ์ทุกประการ

ความเห็น (5)

  • สวัสดีครับท่านป้าทั้งสองที่รักยิ่ง
  • ขอแสดงความเสียใจอย่างยิ่งครับ ผมเองก็เคยได้รับความรู้สึกอย่างนี้เช่นกัน กับปู่ของผมเองครับ ปู่ของผมที่รักผมมาก แต่ตอนที่ท่านเสียผมเองกลับทำตัวไม่ดีต่อท่าน กว่าจะมารู้ว่ารักก็เสียท่านไปแล้วครับ ท่านรักผมถึงขนาดที่รอจนกว่าผมจะกลับบ้านและท่านก็ขาดใจไปข้าง ๆ ผม ซึ่งผมเองนั้นไม่รู้เลยว่าท่านขาดใจไปข้าง ๆ มารู้อีกทีก็ตอนเช้าที่ตื่นขึ้นมาแล้วพบกับปู่ที่จากผมไปเสียแล้ว ถ้าย้อนเวลากลับมาได้คืนนั้นผมคงจะคุยกับปู่และทำอะไรให้ปู่ได้มากกว่านี้ คำพูดสุดท้ายที่คุยกับปู่ยังคงก้องอยู่ในหูผมตลอดมาครับ
  • ป้าทั้งสองดูแลสุขภาพด้วยนะครับ
  • รักและคิดถึงเสมอครับ
  • 1 ปี ผ่านไปช่างไวจริง ๆ
  • จากบันทึกทำให้คิดได้ว่าหากเรารู้สึกดี ๆ กับใครคงต้องรีบบอกเพื่อที่จะได้ไม่สายเกินไปนะ

สวัสดีจ๊ะ...หลานจอห์น

  • ทุกวันนี้ moomi เองก็รู้สะท้อนใจทุกครั้งเมื่อเรียกน้องทานข้าวในยามที่เขาไม่อยู่แล้ว
  • อย่างไรก็ตาม แม้จากกันแต่หมูก็ยังอยู่ในใจของmoomiเสมอ
  • ดูแลสุขภาพเช่นกันนะ...หลานจอห์น
  • ป้าทั้งสองคนยังรักและเป็นห่วงอยู่เสมอ

                       

  • หนึ่งปีผ่านไปเร็วจริงๆค่ะ และเป็นหนึ่งปีที่ยังคงมีภาพน้องวนเวียนอยู่ในความทรงจำ
  • การจากไปของหมู ทำให้ moomi ได้คิดว่า ชีวิตเรานี้น้อยนัก หากเรารู้สึกดีๆกับใครก็ควรบอกให้เขารู้ แม้ว่าอาจจะขัดเขินบ้าง แต่ยังดีกว่ามานั่งเสียใจภายหลังว่า ทำไมเราไม่ทำแบบนี้ตั้งแต่แรก 
แม้กายจะไม่อยู่ให้มองเห็น แต่เราก็สัมผัสเขาได้ด้วยใจ เขาคงอยู่ในใจเราตลอดไป