วันนี้ผมอยากเขียนถึงคนที่อยู่เบื้องหลังเหตุการณ์สำคัญๆในทุกครั้งนั่นคือ “ฑูต” ท่านฑูตทั้งหลายในสามก๊กนั่นเอง ...ฑูตเป็นตัวเชื่อมโยงศัตรูคู่แค้น ทำมิตรให้เป็นศัตรู ทำศัตรูให้เป็นมิตร พลิกสถานการณ์ไปมา จากเสียเปรียบเป็นได้เปรียบ..ในมุมมองของผมนั้นฑูตมีหน้าที่หลักๆสองอย่างคือทำเรื่องเล็กให้เป็นเรื่องใหญ่และทำเรื่องใหญ่ให้เป็นเรื่องเล็ก
ผมชอบบทบาทการฑูตครั้งสำคัญมากๆ ตอนหนึ่ง ก็คือตอนที่เล่าปี่ไปรบแพ้ง่อก๊กสุมาอี้เลยกะยึดเสฉวนง่อก๊กเองก็กะจัดเต็มด้วยการยึดจ๊กก๊กซะ ..สถานะของจ๊กก๊กล่อแหลมมากๆ ส่อจะล่มสลายทีเดียว .. น่ากลัวมากลองจินตนาการนะครับทุกอย่างกำลังดีราชวงค์ฮั่นกลับมาแล้วแต่ฮ่องเต้เกิดพิสดารทำสงครามโง่ๆแล้วแพ้ประเทศสูญเสียกำลังทหารทรัพยากรกำลังใจไปมหาศาล .. บรรยากาศในราชสำนักพระเจ้าเล่าเสี้ยนคงประสาท กันสุดขีดขาดความนับถือหมดพลังกำลังใจความระแวงการกล่าวโทษกัน

Credit ภาพ: https://www.engineerindy.com/2...
ผมว่าขงเบ้งก็คงเจอหางเลขเยอะคิดง่ายๆสมมติยอดขายไม่ดีบริษัทคุณเลยจ้างที่ปรึกษาการขายมาแต่กลับเกิดขายไม่ได้ยิ่งกว่าเดิมคุณจะอยากไล่ที่ปรึกษาออกไหม
ครั้งนั้นระดับผู้นำคงสั่นคลอนกันไม่น้อยศึกทั้งภายในภายนอกความตึงเครียดสูงมาก ...ขงเบ้งก็คิดแผนว่ายังไงต้องหันไปรื้อฟื้นความสัมพันธ์กับซุนกวนเพื่อต้านสุมาอี้.. แต่จะทำยังไงโจทย์ยากมาก ..
ระหว่างถกเถียงในบรรยากาศที่ไม่ดีนักขงเบ้งเหลือบไปเห็นข้าราชการชั้นผู้น้อยชื่อเตงจี๋ทำหน้าตาปลอดโปร่งโล่งอกสบายใจขงเบ้งเลยมองเห็น “โอกาส” อะไรบางอย่างเลยจัดการเลื่อนขั้นให้เตงจี๋เป็นฑูตไปเจรจากับง่อก๊ก..
ซุนกวนรอท่าอยู่แล้วตั้งกองทหารรอพร้อมหม้อต้มน้ำที่สุมไฟจนน้ำเดือดที่กะจะจับฑูตจ๊กก๊กต้มน้ำเดือดจริงๆ
เป็นคนทั่วไปเห็นบรรยากาศอย่างนี้คงน่าสะพรึงกลัวไม่น้อย ..
แต่เตงจี๋กลับยิ้มและแซวซุนกวนว่า.. “ท่านใจแคบเหมือนท้องลูกไก่ตนเองเป็นถึงเจ้าแคว้นใหญ่ไฉนจึงกลัวคนเล็กๆเช่นเรา”
ซุนกวนเห็นดังนั้นก็คงขำๆเลยสั่งให้เลิกกองทหารและหันมาเลี้ยงดูปูเสื่อเต็มที่...
คุณสมบัติอันแรกของฑูตมาแล้วคือทำเรื่องใหญ่ให้เป็นเรื่องเล็กวิธีการคือการมีอารมณ์ดีเป็นมิตร..
คราวนี้มาทำเรื่องเล็กเป็นเรื่องใหญ่กัน .. เตงจี๋เลยบอกกับง่อก๊กว่าเราจะเป็นต้องร่วมมือกันต้านวุยก๊กเพราะถ้าง่อก็กไม่รวมมือจ๊กก๊กก็คงต้องร่วมมือกับวุยก๊ก.. ที่สุดไม่มีใครได้อะไรถูกวุยก๊กกินรวบอยู่ดีสู้มาร่วมมือกันดีกว่า
นี่ครับเรื่องที่ซุนกวนเห็นเป็นเรื่องเล็กเลยกลายเป็นเรื่องใหญ่ขึ้นมาทั้งสองก๊กกลับมาดีกัน.. แล้ววุยก๊กก็ต้องเงิบกลับไป .. เล่าเสี้ยนมีเวลาเสวยสุขไม่ถูกเอามาทำลูกชิ้นก่อนเวลาอันควร
นี่คือคุณสมบติของฑูตข้อที่สองทำเรื่องที่คนอื่นมองเห็นว่าเล็กให้เป็นเรื่องใหญ่เตงจี๋ทำได้ด้วยการชี้วาดภาพให้เห็นประโยชน์ ถ้าทำแล้วจะได้อะไรไม่ทำแล้วได้อะไร
ดูเหมือนเตงจี๋ฑูตคนนี้ทำอะไรที่คนอื่นไม่น่าทำได้ .. แสดงว่าฑูตคนนี้มีดี .. ดียังไงแสดงว่าสมองเขาเลิศกว่าคนอื่นๆ ..อย่างนี้ต้องมาผ่าสมองเตงจี๋ดูแล้ว ..
ผมนึกถึงทฤษฎีสมองสี่ส่วนครับอาจารย์ Caramen สอนว่าเรามีสมองหลักๆอยู่สี่ส่วนส่วนที่อยู่หน้าสุดคือ
Prefrontal Context สมองส่วนนี้ทำหน้าคิดสร้างสรรค์จินตนาการเป็นส่วนของเหตุผล
Neolimbic สมองนี้เกี่ยวข้องกับแรงจูงใจภายในแรงจูงใจภายนอก สังเกตไหม ถ้าคุณชบออะไร คุณจะทำแล้วสนุก คิดสร้างสรรค์ได้ ถ้าไม่ชอบก็ตรงข้าม ... ตรงนี้เหมือนกัน ถ้าคุณเลือกงานเพราะแรงจูงใจภายนอก เช่นเงิน ค่านิยมของคนรอบข้าง คุณอาจประสามไปทั้งชีวิต สมองส่วนหน้าไม่เปิด เพราะคุณจะทุกข์ตลอดเวลา
Paleolimbic เป็นสมองเกี่ยวกับการอยู่ร่วมเป็นกลุ่ม ลองไปอยู่กลุ่มคนคิดลบ วันๆ เอาแต่นินทา สมองคุณก็ไม่เปิด คิดไม่ออกอีก .. เพราะฉะนั้นต้องเลือกกลุ่ม
Reptilian Brain สมองสัตว์เลื้อยคลานเอาไว้ทำอะไรตามสัญชาตญาณเวลาเจอภัยคุกคามเวลาสมองนี้ทำงานถ้าเห็นได้เปรียบคุณจะฆ่าหรือทำลายทันทีถ้าสู้ไม่ได้ก็หนีหนีไม่ได้ก็แกล้งตาย สมองนี้เหมาะกับเวลาเราเจอภาวะฉุกเฉินเช่นไฟไหม้ หรือรถกำลังวิ่งจะมาชนเรา ..ใันจะช่วยคิดกลยุทธ์การเอาตัวรอดแบบหยาบๆ คิดซับซ้อนไม่ได้ เพราะช้าอาจตายก่อน ..สมองส่วนนี้ไม่เหมาะกับโลกยุคใหม่ เพราะเราไม่ได้ไปล่าสัตว์ หนีเสืออีกต่อไป ไม่ต้องใช้มาก ใช้ตอนหนีรถ กับไฟไหม้พอ..
Credit ภาพ: https://www.samkok911.com/2013...
สมองสี่ส่วนนี้ทำงานสลับกันไปมาต้องใช้อย่างเหมาะสมการใช้สมองผิดอาจทำให้เราหมดความเจริญก้าวหน้าในชีวิตเลยทำอะไรก็ผิดไปหมดเช่นถ้าสมองส่วนหน้า (Prefrontal Context) ไม่เคยเปิดเลยคุณจะทำอะไรไม่สำเร็จเพราะไม่สามารถคิดสร้างสรรค์คิดกลยุทธ์ได้ จินตนาการอะไรก็ไม่ได้
และแน่นอนครับถ้าคุณทำให้คนอื่นสามารถเปิดสมองส่วนหน้าใช้ความคิดสร้างสรรค์กลยทธ์ดีๆ ทำงานร่วมกับคุณได้คุณก็ไปไกลแต่ถ้าคุณไปกระตุ้นให้เขาใช้สมองสัตว์เลื้อยคลาน (Reptilian Brain) กับคุณคุณก็มีสิทธิตายได้
อาจารย์ Caremans บอกว่า ...สมองสี่ส่วนนี่มีอารมณ์เป็นสวิซท์ครับ .. อารมณ์เป็นตัวเปิดปิดสมองโดยเฉพาะส่วน Prefrontal Contaxt และ Reptilian Brain ...อาจารย์บอกว่า.. สมอง Prefrontal Context จะทำงานก็ต่อเมื่อมนุษย์อยู่ในภาวะอารมณ์ดีมีความสุขรู้สึกปลอดภัย . แต่ถ้ามนุษย์เผชิญกับอารมณ์ลบภัยคุกคามหรือรู้สึกไม่ปลอดภัยสมองส่วนหลัง (Retilian Brain) จะทำงานทันทีสมองส่วนนี้จะรีบประเมินสถานการณ์ถ้าเห็นอ่อนแอกว่าก็คุกคามหรือถ้าเห็นว่าแข็งแรงกว่ากว่าหนีถ้าสู้ไม่ได้แล้วหนีไม่ทันก็แกล้งตายยอมแพ้ไปเลย
อารมณ์จะเป็นทั้งประโยชน์และโทษมหันต์
ที่เป็นประโยชน์สุดๆก็เช่นท่านเซอร์ไอแซคนิวตั้นสามารถคิดทฤษฎีแรงโน้มถ่วงได้เพระไปนั่งอยู่ใต้ต้น Apple จากภาวะไม่กดดันผ่อนคลายมีความสุข..ปิ๊งแว๊บสมองส่วนหน้าทำงานทำให้เกิดไอเดียบรรเจิด ... ใครเรียนวิทยาศาสตร์สมัยเด็กๆจะได้เรียนเรื่องอาร์คิมิดีสค้นพบวิธีการช่างระหว่างการอาบน้ำ ..ผ่อนคลายสอง Prefrontal เปิดทันที ...เราเลยได้ยินคำว่ายูเรก้ายูเรก้า (Eureka) หรือข้าค้นพบแล้วมาตั้งแต่เด็ก ..
อารมณ์มีผลต่อการคิดค้นอะไรใหม่ๆ
อารมณ์สงบสบายๆปลอดภัยทำให้สมองส่วนหน้าของนักวิทยาศาสตร์ทำงาน เครียดๆทำอะไรไม่ได้ครับเคยฝ่ายบริหารบุคคลที่ทำงานองค์กรขนาดใหญ่มาก่อนดูแลคนหลายหมื่นผมถามว่า “พี่ครับตอนพี่ทำงานที่นั่นพี่เคยเห็นคนกำลังเครียดกดดันด่าว่าบริษัทหรือคนอื่นนี่คิดอะไรดีๆให้กับองค์กรได้ไหม” คำตอบคือ “ไม่เลยสักคน”
มาถึงการทำงานร่วมกัน..คุณเคยอยู่กับคนที่ยิ่งคุยด้วยยิ่ง Idea บรรเจิดเกิดโครงการตามกันมามากมายไหมในขณะที่คนบางกลุ่มบางทีก้น้ำท่วมปากพูดอะไรไม่ออกไม่อยากคิดหรือไม่บางทีก็หมั่นไส้อัดมันบ้างและคิดว่าอะไรจะดีขึ้นแต่ก็ไม่เคยดีขึ้นไหมครับ ..ผมว่าคุณเคย
ผมเองก็เคยครับเคยอยู่กับอาจารท่านหนึ่งอาจารย์รังสรรค์เป็นอดีตผู้บริหารมหาวิทยาลัยไปทำงานกับท่านที่ไรสมองเปิดเพราะท่านให้เกียรติชื่นชม..อ้าวภิญโญเจ้าพ่อ AI ไหนขอความเห็นหน่อยผมให้ความเห็นไปท่านก็ไปทำ ..เวลาทำงานอาจารย์จะไม่ว่าใครไม่ว่าร้ายใคร ผมสังเกตครับทุกคนปลอดภัยออกความคิดเห็นหลายคนเติบโตไปมากหลังจากได้ทำ Project กับอาจารย์ นี่ครับทีมที่ทำให้สมอง Prefrontal Context เปิดกับอีกทีมที่ผมอยู่ด้วยแล้วจะประสาทเพราะรู้เลยเถียงเผลอตัวเมื่อไหร่ตายทันทีวงนี้มีแต่คุยถึงความเก่งของตนเองแต่ไม่เคยให้เกียรติงานของเราก็ตัวใครตัวมันผมสู้ไม่ได้ผมก็ไม่ร่วมสังฆกรรมด้วยแกล้งตายดีกว่าที่สุดไม่มีใครโตไปไหนครับ Reptilian ทำงานตลอดผมไม่เคยพยายามสร้างผลงานอะไรให้กับผู้บริหารแบบหลังนี้ครับ
นี่ครับอารมณ์มีผลต่อองค์กร
มาถึงการขายเคยเจอคนขายหน้าตูดไม่เป็นมิตรไหมครับภรรยาผมไปซื้อเครื่องสำอางค์จากร้านในท้องถิ่นอุตส่าห์อยากอุดหนุนพอไปถามเรื่อง “มีตัวลองไหม” ..ประมาณอยาก Test สีพนักงานหันกลับมามองคุณหมอภรรยาผมที่แต่งตัวปอนๆว่า “คุณจะซื้อจริงๆหรือเปล่าล่ะ” .. ครับได้เรื่องสมองส่วนหน้าภรรยาผมปิดความโกรธอารมร์ลบพรุ่งปรี๊ดสมอง Reptilian ทำงาน.. ออกจากร้านไปที่ห้างโรบินสันที่พนักงานจะเริ่มต้นด้วยคำว่า “สวัสดีค่ะคุณผู้หญิง” .. เวลาซื้อก็จะกระตือรื้อร้นหาทางพยายามให้ลูกค้าได้ส่วนลด นี่ครับสมอง Prefrontal Context ภรรยาผมเปิดพยายามพาทางช่วยคนขายได้ขายของ .. เธอไม่เคยแคร์เรื่องราคาเลย
ลูกศิษย์ผมขายไข่เธออยู่กลางตลาด ..ลูกค้าเดินเข้ามาตลาดก็เห็นแผงไข่เรียงกันเป็นสิบขายเหมือนๆกัน .. ในขณะที่แม่ค้าคนอื่นอาจไม่สนใจลูกค้า ...เธอบอกเธอจะยื่นหน้าออกมา “ยิ้ม” ให้ลูกค้าจากระยะไกล ..ได้ผลครับลูกค้ามักเดินมาหาเธอก่อนใคร.. ยิ้มเปิดสมองส่วนหน้าของลูกค้า ..
นี่ครับอารมณ์มีผลต่อธุรกิจ
ลูกศิษย์นักธุรกิจผมมาบ่นเรื่องลูกสาวเคยเรียนคณิตศาสตร์เก่งมากอยู่ต่อมาเลิกเรียนสายวิทย์ไปเลย ก็ไม่รู้สาเหตุต่อมารู็ว่าคุณครูที่สอนถูกไล่ออกเพราะมีปัญหาทางอารมณ์ (เข้ารพ.จิตเวช) เลยย้อนกลับไปคุยกับลูกสาวปรากฏว่าเธอบ่นไม่ชอบครูคนนี้เพราะชอบด่าแรงๆ เรื่องนี้เกิดขึ้นซ้ำกับวิชาอื่นเช่นศิลปะดนตรีที่ครูก็เคยถูกให้ออกเพราะมีปัญหาทางอารมณ์ ...ต่อมาเลยไปปรึกษาครูลูกศิษย์ผมเปรยว่าลูกนอกจากตกเลขยังเป็นติ่งเกาหลีอีกไปกันใหญ่...คุณครูรีบถามติ่งเกาหลีเหรอจัดให้เลยจัดให้ไปเรียนพิเศษกับครูที่เป็นติ่งเกาหลีปรากฏไม่นาน “อาจารย์ครับลูกสาวกับครูกรี๊ดดาราเกาหลีเหมือนกันช่วงแรกไม่คุยเรื่องเลขเลยแต่ต่อมาลูกสาวก็ happy เรื่องคณิตศาสตร์มากขึ้นตอนนี้จากเกรดหนึ่งมาเกรดสามแล้ว”
นี่ไงครับสุดยอดครูเปิดสมองส่วนหน้าเด็กได้มีความสุขก่อนค่อยเรียน...
อารมณ์จึงมีผลต่อการศึกษาด้วย
เอาเป็นว่ามาถึงตรงนี้สรุปได้เลยครับว่าอารมณ์ดีมีผลต่อความสำเร็จในทุกแวดวงตั้งแต่เด็กจนถึงผู้ใหญ่
ถ้าคุณมีอารมณ์ดีคุณมีสิทธิ “โต”
ถ้าคุณอารมณ์ไม่ดีคุณมีสิทธิ “ตัน”
ถ้าคุณทำให้คนอื่นอารมณ์ดีๆชีวิตคุณอาจ “โต”
ถ้าคุณทำให้คนอื่นอารมณ์ไม่ดีคุณอาจ “ตาย”
มาที่เตงจี๋ราชฑูตยุคสามก๊กกัน ตอนสมัยก่อนที่ดูสามก๊กผมก็คิดว่าเป็นตอนตลกตอนหนึ่งเท่านั้นแต่พอดูไปดูมานี่ต้องบอกเลยว่ายิ่งใหญ่จริงๆ
ดูภาพนะครับ ..สงครามครั้งนั้นเต็มไปด้วยความสูญเสียความเกลียดชังพุ่งขึ้นสูงสุด อารมร์ลบสูงสุดถึงขึ้นตั้งกองทหารและมีกระทะทองแดงต้มน้ำ ..Retilian Brain ของฝั่งง่อก๊กทำงานเต็มพิกัดสมองนักทำลาย
แต่พอเจอเตงจี๋พูดเท่านั้น “ท่านใจแคบเหมือนท้องลูกไก่ตนเองเป็นถึงเจ้าแคว้นใหญ่ไฉนจึงกลัวคนเล็กๆเช่นเรา” ประโยคสุดยอดนี้เรียกว่าเครียดแค่ไหนก็โกรธไม่ลง ..กลายเป็นขำด้วยซ้ำ ..นี่แหละผมว่าเตงจี๋กระตุ้นให้ซุนกวนเกิดอารมณ์ดีขึ้นมาวูบหนึ่งอารมณ์สวิซท์จาก Retilian Brain มา Prefrontal ... เปลี่ยนจากการพยายามทำร้ายมาคิดมองหาความเป็นไปได้และก็เลยสั่งเลิกทหารแล้วจัดเลี้ยงและไอ้ตอนจัดเลี้ยงนี่แหละยิ่งอารมณ์ดี ...และทุกอย่างก็ตามมาถ้าตอนนั้นเตงจี๋เครียดกดดันไม่เกรียนอย่างที่เป็นผลคงตรงกันข้ามจริงๆ
อารมณ์ดีสมองดีจะทำให้ความคิดดีการกระทำดีก็จะดีผลก็จะดีตาม...
เห็นชัดมากๆ
สรุปอยากเปลี่ยนแปลงอะไรก็ตามตัวเราต้องอารมณ์ดีและทำให้คนรอบตัวลูกค้าหรือแม้กระทั่งศัตรูอารมณ์ดีไว้ก่อนอารมณ์ดีเปลี่ยนทุกอย่างครับ ..
เมื่อเช้าขนลุกเลย ขณะกำลังคิด Plot เขียนเรื่องนี้ เจอพระราชดำรัสของในหลวง ร 9 โดยบังเอิญ ท่านตรัสได้น่าสนใจมากๆ
นี่ไงครับ ชัดไหมครับ อธิบายได้ดีมากๆ ทรงพระอัจฉริยภาพมากๆ อธิบายได้จบเลย นี่คือการเปิดสมองส่วนหน้าชัดๆ "ทำงานได้ดี ก็ต้องมีความร่าเริง" สุดยอดไหมครับ
สุดท้ายผมขอขอบคุณบทเรียนล้ำค่าจากเตงจี๋ที่ส่งผ่านข้ามกาลเวลามาจากยุคสามก๊ก
สำหรับวันนี้พอเท่านี้เพียงเล่าให้ฟังลองเอาไปพิจารณาดูนะครับ
บทความโดยดร.ภิญโญรัตนาพันธุ์
Note: สมองส่วนอื่นๆ ผมจะพูดถึงโดยละเอียดในตอนอื่นๆ ที่มีเหตุการณ์สัมพันธ์กันต่อไปนะครับ วันนี้เน้นชัดๆ สองส่วน

