ผมไม่หวังอะไรจากงานเขียนชิ้นนี้ นอกจากตีเเผ่ความน่าหัวร่อของวงการวิชาการที่ถูกหลอมให้เป็น"การเเบ่งชั้นชน" เราจะเห็นภาครัฐกำลังเชิดหน้าชูตากับวิทยาศาสตร์เเละเทคโนโลยี ซึ่งเป็นเหตุเป็นผลทีเดียวละ เพราะในปัจจุบัน เรากำลังเรียกหา4.0ที่จะต้องขับเคลื่อนด้วยองคาพยพทางปัญญาอย่างวิทยาศาสตร์เเละเทคโนโลยีอย่างไม่ต้องสงสัย

ตลกร้ายก็คือ? เราเก็บสังคมศาสตร์ไว้ที่ยอดเขาโอลิมปัสหรือไร จึงไม่ค่อยเห็นศาสตร์เหล่านี้ออกมาโลดเเล่นบนถนนวิชาการ ผมห่วงว่านานๆไปสังคมศาสตร์อาจจะเป็นอัลไซเมอร์ได้ถ้าหากไม่นำมาใช้งานบ้าง หรือว่าศาสตร์เหล่านี้จะไม่สมาทานความเป็นรัฐทุนนิยมกระมัง

เเต่ถึงกระนั้น ผมก็สรรเสริญความพยายามที่จะยกระดับสังคมศาสตร์นั่นเเหละ เเม้จะไม่ถึงเเก่นก็เถอะ ก็พอมีอันจะกินในเเวดวงวิชาการบ้างก็ดี ถึงขนาดมีการบัญญัตินิยามไว้อย่างอัศจรรย์พันโยชน์ ว่า สังคมศาสตร์ คือ ศาสตร์อ่อน(soft sciences) วิทยาศาสตร์ คือ ศาสตร์เเข็ง (hard sciences) เท่านี้ ก็ชัดเจนไม่ต้องหมุนเสาเเล้วละ

เราอยากเห็นการพัฒนาที่อิงอยู่บนฐานของวัตถุวิสัย นั่นก็คือ เราอยากเห็น ตึกระฟ้า ถนนหนทาง มากกว่า พลเมืองที่ตื่นรู้ หรือสังคมอุดมปัญญาเป็นเเน่ เพราะอย่างเเรกเป็นรูปธรรม(concrete)จับต้องได้ สอดรับกับความเป็นนักวัตถุนิยม(materialist)ของประชาไทย ในขณะที่อย่างหลังมีความเป็นนามธรรม(abstract)เกินกว่าจะเข้าใจเเละหยั่งถึงในทรรศนะของชนส่วนใหญ่

เพราะฉะนั้น เมื่อเราเรียกหาความเป็นรูปธรรม วิทยาศาสตร์ก็กลายเป็นสินค้าติดตลาดหรืออาจจะล้นตลาด ผลิตค่านิยม "เรียนวิศวะ"ให้ขจรขจายไปทั่วเขตคาม ในขณะที่สังคมศาสตร์กำลังอยู่ในสถาวะที่ดำเนินไปอย่างไม่หวือหวา เเต่ทว่าถูกมองเมิน เพราะมิอาจจะตอบสนองความต้องการในเชิงวัตถุได้ดีกว่าวิทยาศาสตร์

เเต่อย่างว่าเเหละ มีการเปรียบเปรยว่าสังคมศาสตร์คือวิทยาศาสตร์เเขนงหนึ่ง ขอร้องเหอะ ปลอบใจไปก็เท่านั้น 

เพราะปฏิบัติไม่เท่ากันอยู่ดี