“ปลูกผักไว้กินเอง” คนทั่วไปอาจจะมองว่าง่าย แต่ทำได้ยาก เพราะการปลูกผักไม่ใช่เพียงแค่หยอดเมล็ดลงดินแล้วเฝ้ารอการเจริญเติบโตแล้วเก็บกินได้ และทุกวันนี้เราอาจจะเห็นโรงเรียนหลายๆ แห่ง จัดสรรที่สำหรับทำแปลงดินไว้ให้นักเรียนปลูกผักเองเพื่อให้ได้วัตถุดิบปลอดภัยนำมาทำเป็นอาหารกลางวัน ซึ่งนั่นเกิดขึ้นกับเด็กที่มีความปกติ แต่กับเด็กที่มีความพิการล่ะ คงไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะให้เด็กกลุ่มนี้ลุกขึ้นมาจับจอบ จับเสียม ขุดดินปลูกผักได้อย่างเด็กปกติ
แม้จะไม่คล่องแคล่ว แต่เด็กพิการก็สามารถปลูกผักได้ โดยเน้นผักที่ปลูกง่ายโตเร็ว แม้เป็นสิ่งเล็กๆ แต่ผลลัพธ์ชี้ชัดว่า เด็กมีพัฒนาการที่ดีขึ้นจากการลงมือทำ ซึ่งยืนยันได้จากความสำเร็จของบ้านคามิลเลียน เขตลาดกระบัง กรุงเทพฯ ที่ทำต่อเนื่องมาหลายปี
ดังนั้นการปลูกผักของเด็กบ้านคามิลเลียน ไม่ได้คาดหวังถึงผลผลิตที่จะเอาปรุงอาหาร แต่ “ผัก” คือเครื่องมือหนึ่งที่ช่วยให้เด็กๆ มีพัฒนาการ จนสามารถช่วยเหลือตัวเองได้
น.ส.กัลนิกา ไชยพูน ผู้ประสานงานและผู้รับปิดชอบโครงการกิจกรรมสวนบำบัด บ้านคามิลเลียน กล่าวว่า บ้านคามิลเลียน เป็นองค์กรสาธารณะประโยชน์สำหรับเด็กที่คอยช่วยเหลือและฟื้นฟูโดยเฉพาะเด็กพิการทั้งด้านร่างกายและสมอง ซึ่งกิจกรรมหนึ่งที่ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง คือ การใช้กระบวนการสวนบำบัดเข้าไปช่วยฟื้นฟูเด็กพิการ ซึ่งเห็นได้ชัดว่าเด็กมีพัฒนาการที่ดีขึ้นทั้งด้านร่างกาย สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ และด้านอารมณ์ที่มีความนิ่งมากขึ้น
ทางบ้านคามิลเลียนจึงอยากขยายกิจกรรมสวนบำบัดที่มีอยู่เดิม ด้วยการทำชวนเด็กๆ มาปลูกผักไว้รับประทาน ภายใต้โครงการ “ผักปลอดสาร อาหารปลอดภัย เด็กพิการบ้านคามิลเลียน ร่วมใจกินผัก ใส ใส ชีวิตปลอดภัยทุกวัน” ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ(สสส.)
ผักที่ให้เด็กๆ ปลูกก็จะเป็นผักที่ปลูกและดูแลง่าย ใช้พื้นที่เล็กๆ เช่น คะน้า ผักบุ้ง ถั่วฝักยาว หรือการเพาะต้นอ่อนทานตะวัน ซึ่งจะแบ่งหน้าที่เด็กมาช่วยกันทำตามความเหมาะสมของสมรรถภาพทางร่างกาย ช่วยกันดูแลหมั่นรดน้ำ พอผักโตก็เก็บไปทำเป็นเมนูอาหารให้รับประทาน
“เด็กก็จะรู้สึกภูมิใจที่ได้กินผักจากฝีมือที่ตัวเองปลูก ทั้งยังปลอดสารปลอดภัยต่อตัวเอง และยังช่วยให้เขาทานผักได้มากขึ้นด้วย ขณะเดียวกันยังได้แจกเมล็ดพันธุ์ผักไปให้ผู้ปกครองนำไปปลูกกับลูกที่บ้าน ซึ่งเราไม่หวังว่าผักที่นำไปปลูกต้องงอกงาม เพราะบางบ้านอาจะไม่พร้อมเรื่องสถานที่มากนัก แต่เราอยากให้พ่อแม่ลูกได้ใช้เวลาร่วมกันอันเป็นการส่งเสริมความสัมพันธ์ที่ในครอบครัวอีกทางหนึ่ง” น.ส.กัลนิกา กล่าว
นอกจากผลิตผลที่ได้แล้ว ผลระหว่างการทำกิจกรรม ถือเป็นสิ่งสำคัญมากยิ่งกว่า นั่นคือ พัฒนาการทางด้านร่างกายและอารมณ์
น.ส.สุกัญญา นวนวัน นักกายภาพบำบัด อธิบายว่า เพียงแค่เด็กๆ ได้หยิบได้จับดิน ได้จับต้นผัก เท่ากับได้ฝึกกล้ามเนื้อมัดเล็กไปในตัว เด็กบางคนมีปัญหาเรื่องของการเกร็งกล้ามเนื้อ บางคนยังมีเรื่องของอารมณ์เข้ามาแทรก ถ้านักกายภาพบำบัดคอยแต่ฟื้นฟูอยู่แต่ในห้องกายภาพ บำบัดตามโปรแกรมเดิมๆ เด็กก็เบื่อ และไม่ชอบ แต่ถ้าเปลี่ยนมาเข้าสวนปลูกผัก หาวิธีการมาช่วยฟื้นฟู เด็กจะรู้สึกสนุกที่จะเรียนรู้ เพราะรู้สึกเป็นอิสระ พอทำบ่อยๆ ก็จะค่อยๆ มีพัฒนาทางด้านกล้ามเนื้อดีขึ้น และอารมณ์ที่เย็นลง
“ตอนแรกเราอาจจะมองว่าปลูกผักแล้วจะต้องงอกงาม สวยและน่ากิน แต่เมื่อทำกิจกรรมแล้วความคิดเราก็เปลี่ยนไป เพราะผักที่เด็กๆ ปลูก ไม่ได้สวยงาม แต่ระหว่างทางต่างหากที่เด็กๆ ได้เรียนรู้และอยู่กับธรรมชาติเพื่อให้ธรรมชาติบำบัด แม้จะไม่แข็งแรงขึ้นมาทันที แต่มันเป็นเหมือนน้ำซึมบ่อทรายที่ค่อยเป็นค่อยไป” น.ส.สุกัญญา ย้ำผลลัพธ์ที่ได้
ด้าน น.ส.อารียา ใบบัว แม่น้องปกป้อง สมาชิกบ้านคามิลเลียน กล่าวว่า น้องอายุ 6 ขวบ มีความพิการทางด้านกล้ามเนื้ออ่อนแรงมาตั้งแต่อายุ 2 ขวบ หลังจากมาทำกิจกรรมปลูกผัก ก็ให้เวลากับลูกมากขึ้น ได้มีกิจกรรมทำร่วมกันอีกอย่าง ก็เห็นความเปลี่ยนแปลงว่าลูกสามารถช่วยเหลือตัวเองได้มากขึ้น หยิบจับของได้ อย่างเมื่อก่อนคออ่อน แต่เดี๋ยวนี้กล้ามเนื้อดีขึ้นก็ตั้งคอได้แล้ว แค่นี้ก็ถือว่าดีมากแล้ว

ความคาดหวังของคนที่ปลูกผักก็คงอยากให้งอกงามได้เก็บกิน แต่สำหรับ บ้านคามิลเลียน แล้ว ที่นี่เลือก “ปลูกผักไม่หวังกิน” เพราะผลผลิตงอกงามแท้จริงแล้ว นั่นคือ พัฒนาการทางด้านร่างกายและอารมณ์ที่งดงามเกินบรรยาย





