สนับสนุนให้เด็กทานผัก


            “ผัก ผลไม้ดี ลดโรค ช่างมีประโยชน์ต่อเรา ช่วยลดเบาหวานที่น่าเศร้า ทำให้ให้พวกเราแข็งแรง จากอ้วนอวบก็ลดลง ทำให้ทรวดทรงสวยงาม ทุกคนกินกล้วยก่อนกลับบ้าน เพื่อไม่ให้ทานขนมกรุบกรอบ และน้ำอัดลมที่เด็กชอบ และน้ำอัดลมที่เด็กชอบ คิดให้รอบคอบก่อนจะทาน เพราะเราถูกสอนให้รู้จักเลือก บริโภคของที่ดีมีประโยชน์”

            “จากเสียงตามสายของเรา ที่ช่วยบอกเล่าสรรพคุณ ผลไม้ น้ำสมุนไพร นอกจากนี้มีอีกมากมาย ปลูกผักขายปลอดสารพิษ ใช้ปุ๋ยหมัก ปุ๋ยคอก เราจะไม่ใช้สารเคมี รอบโรงเรียนมีแต่ผัก เพราะคุณครูท่านรักนักเรียน”

            นี่คือกลอนลิเก บทคำร้องที่น้องๆ จากโรงเรียนวัดโพธิ์เก้าต้น อ.เมือง จ.ลพบุรี เรียงร้อยขึ้นในกิจกรรม “ลิเกอนามัย” ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการรณรงค์ส่งเสริมให้นักเรียนทานอาหารดีมีประโยชน์ ภายใต้โครงการ “ส่งเสริมการบริโภคและผลไม้เพื่อสุขภาพในโรงเรียน”

            นายชัยณลิตย์ พรมมี ผู้อำนวยการโรงเรียนวัดโพธิ์เก้าต้น กล่าวถึงการดำเนินโครงการว่า เนื่องจากทางโรงเรียนประสบปัญหาเด็กอ้วนลงพุงเยอะ ซึ่งน้ำหนักเกินกว่าเกณฑ์มากถึงร้อยละ 60 เพราะไม่ทานผักและผลไม้เลย กินแต่ขนมกรุบกรุบ น้ำอัดลม เราพยายามจัดเมนูผักให้ทาน ก็ไม่เห็นคุณค่า เขี่ยผักทิ้ง กินแต่หมู ไก่ เป็นปัญหามาตลอด ทำอย่างไรก็ไม่ได้ผลที่จะให้เด็กหันมากินผักและผลไม้

            กระทั่งทราบว่าสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) มีโครงการสนับสนุนให้เด็กทานผักจึงสนใจเข้าร่วม เพราะเป็นโครงการที่ดีและมีประโยชน์ ตลอดจนมีกระบวนการที่น่าสนใจ จึงได้ตั้งคณะทำงานขึ้นมาพร้อมทั้งแกนนำเยาวชนขับเคลื่อนโครงการ

            เมื่อในรั้วโรงเรียนเต็มไปด้วยสาเหตุที่ทำให้เด็กอ้วน ก็ต้องเอาออกไป โดยกำหนดเป็นนโยบายที่ทุกคนต้องทำ

            ผอ.โรงเรียนวัดโพธิ์เก้าต้น กล่าวว่า ปกติทางโรงเรียนอนุญาตให้กลุ่มผู้ปกครองเข้าเปิดร้านขายของได้ ซึ่งส่วนใหญ่ก็จะเป็นน้ำหวาน น้ำอัดลม ขนมกรุบกรอบ ตรงนี้เป็นผลเสียกับเด็กโดยตรง ทำให้เด็กติดหวาน ทุกคนดื่มไม่ต่ำกว่า 2 แก้วต่อวัน ไหนจะขนมกรุบกรอบอีก ดังนั้นเราจึงคิดว่าทำยังไงที่จะไม่ให้มีตรงนี้อีกต่อไป จึงเรียกประชุมผู้ปกครองมาชี้แจงถึงผลดีผลเสีย และขอความร่วมมือ โดยกำหนดเป็นนโยบายสำคัญของโรงเรียน ซึ่งก็ได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดี เพราะทุกคนเห็นถึงความสำคัญสุขภาพของลูกหลาน  โดยเราจะสรรหาผลไม้ น้ำสมุนไพรหวานน้อย มาจำหน่ายในราคาถูก ให้เด็กได้กินทดแทน


            ขณะเดียวกันส่งเสริมให้เด็กๆ ได้ใช้พื้นที่หลังโรงเรียนทำแปลงผักปลอดสารเล็กๆ น้อยๆ เพื่อนำเอามาทำเป็นอาหารกลางวัน บางส่วนก็จะซื้อจากผู้ปกครองที่นำมาขาย ซึ่งเมนูแต่ละวันจะต้องมีผักเป็นส่วนประกอบ และมีความหลากหลายของวัตถุดิบ โดยอ้างอิงจากโปรแกรม Thai School lunch

            “และก่อนกลับบ้านเด็กทุกคนจะ อิ่มก่อนเลิก คือต้องรับประทานกล้วยและนมก่อนกลับ เขาจะได้ท้องอิ่มไม่ต้องไปแวะซื้ออะไรกินอีก” ผอ.โรงเรียนวัดโพธิ์เก้าต้น กล่าว

            การจะให้ประสบความสำเร็จต้องทำอย่างจริงจัง รุกรณรงค์ทุกทาง เด็กก็จะค่อยๆ ซึมซับและยอมรับในที่สุด

            นางปราณี ก้องทอง ครู ร.ร.วัดโพธิ์เก้าต้น  ผู้รับผิดชอบโครงการ กล่าวถึงกระบวนการส่งเสริมให้เด็กๆ ทานผักและผลไม้ ว่า ได้นำเอาผักและผลไม้ไปสอดแทรกในกลุ่มสาระการเรียนรู้ โดยครูทุกคนจะต้องเอาไปเอาบูรณาการกับการเรียนการสอน ทั้งคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ ศิลปะ อังกฤษ ฯ ขณะเดียวกันยังมีการจัดเสียงตามสายโดยดีเจน้อยที่คอยให้ความรู้ ประโยชน์ของผักและผลไม้ในมุมต่างๆ กับเพื่อนๆ ในตอนเที่ยงของทุกวัน

            หลังจากเริ่มดำเนินโครงการมาจนถึงปัจจุบัน เด็กมีพฤติกรรมทานผักและผลไม้มากขึ้น ไม่เขี่ยทิ้งเหมือนเมื่อก่อน ทุกคนรู้คุณค่าของอาหารที่มีประโยชน์ ไม่กินขนมกรุบกรอบ น้ำหวาน น้ำอัดลมเหมือนเดิม และที่น่าดีใจ คือ เขายังกลับไปบ้านชวนพ่อแม่ พี่น้อง กินผักอีกด้วย ซึ่งครอบครัวถือเป็นส่วนสำคัญที่จะทำให้เด็กไม่ลืมหลังจากออกนอกรั้วโรงเรียนไปแล้ว

            ขณะที่ ด.ช.พันธกาญจน์ พรหมวันนา ชั้น ป.5 ซึ่งเคยมีน้ำหนัก 52 กก. แต่หลังจากหันมาทานผักและผลไม้ พร้อมกับปรับพฤติกรรมการกินแล้ว ปัจจุบันน้ำหนักลดลงเหลือเพียง 45 กก. โดยบอกว่า เมื่อก่อนกินแต่น้ำหวาน อย่างพวกน้ำอัดลมอย่างน้อยวันละ 2 ขวด ขนมกรุบกรอบอีกวันละ 3 ห่อ จึงทำให้อ้วน ตอนนี้หันมากินผักกินนมที่มีประโยชน์ บังคับตัวเองให้กินผัก จนสามารถกินผักได้ทุกชนิดจากที่ไม่เคยกินเลย  

          จากความร่วมมือร่วมใจของคณะครูและผู้ปกครองที่เล็งเห็นความสำคัญ ทำให้นโยบายการส่งเสริมการบริโภคผักและผลไม้สามารถขับเคลื่อนได้บรรลุผลอย่างที่ตั้งใจ ซึ่งผลที่ได้ไม่ใช่ใครที่ไหน นั่น คือ บุตรหลานได้มีสุขภาพร่างกายที่แข็งแรง เติบโตอย่างสมส่วนและสมวัย