ความรู้สึกของผม..เกี่ยวกับการบริหารจัดการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการ และ สพฐ.ก่อนหน้านี้และ ณ เวลานี้ ยังคงเหมือนเดิม ผมมีเหตุผลของผม ที่อาจไม่เหมือนใคร
ผมมองว่า..ผู้บริหารระดับสูง ไม่ได้ใช้หลักการทรงงานของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร
นับวันยิ่งชัดเจน สังเกตจากนโยบาย ที่ให้เขตพื้นที่ดำเนินการ แล้วสั่งการให้ครูทำ..ล้วนห่างไกลจาก..คำพ่อสอน..
โดยเฉพาะ..เรื่อง “คูปองครู” ที่กำลังประชาสัมพันธ์กันอยู่ทุกวัน เพื่อให้ครูสมัครเข้าอบรมตามหลักสูตรต่างๆ โดยรัฐจ่ายให้ไม่เกิน ๑ หมื่นบาทต่อครู ๑ คน
เท่าที่ผมรู้..ใช้เงินหลายร้อยล้าน ทั้งๆที่โครงการนี้ เมื่อปีที่แล้ว ยังไม่ได้สรุปผลเลยว่าประสบผลสำเร็จอย่างไร?
บทเรียนครั้งก่อน มีครูบาดเจ็บล้มตายจากการเดินทางไปอบรมข้ามจังหวัด ไปยังหน่วยอบรมที่ไกลๆ และการไปอบรมนั้นๆ ก็ไม่ตรงตามความต้องการเท่าที่ควร
ปีงบประมาณนี้ มีหลักสูตรให้เลือกมากขึ้น ครูที่อยู่ทั่วทุกภูมิภาค ทั้งโรงเรียนเล็กโรงเรียนใหญ่ วุ่นวายกันมาตั้งแต่เปิดเทอม เพื่อจะเข้าเน็ตไปจองหลักสูตร จากนั้นก็ทำเรื่องยืมเงินเขตพื้นที่...
ผมไม่เคยมั่นใจเลยว่า..หลักสูตรที่ครูเลือกไปอบรมสัมมนา เพื่อพัฒนาตนเองนั้น..จะถูกใจครูทุกคน คือ ตรงกับปัญหาในการจัดการเรียนการสอน อบรมแล้วจะได้นำกลับมาใช้..
เพราะเป้าหมายของโครงการนี้ เมื่อพัฒนาครูแล้ว ก็หวังว่าผลสัมฤทธิ์ต่อคุณภาพผู้เรียนน่าจะดีขึ้น..ลงทุนกันขนาดนี้..ไม่หวังผลเลิศหรู ก็คงไม่ใช่แล้ว ภาษีของประชาชนทั้งนั้น
อาจมีครูบางคน..หวังเข้าอบรมให้มันจบๆไป เลือกเอาที่ใกล้บ้าน ไม่ตรงกับความถนัดและความสนใจ..ที่สำคัญก็คือ..ครูต้องทิ้งห้องเรียนอีกแล้ว
บางหลักสูตร..จัดอบรมในวันธรรมดา บางหลักสูตรจัดอบรมในวันหยุด แต่ครูอยู่ไกล ก็ต้องออกจากโรงเรียนตั้งแต่วันศุกร์.
ย้อนไป..เมื่อเปิดเทอม จนถึงวันนี้ ครูแทบจะไม่มีสมาธิในการสอน ต้องวนไปวนมากับเรื่องข่าวสารการอบรม..”คูปองครู” ที่ผมมองว่าเป็นเรื่องห่างไกลห้องเรียนเหลือเกิน
เรื่องแบบนี้..พ่อเคยสอนไว้..ให้ศึกษาข้อมูลอย่างเป็นระบบ ครูยุคนี้จบปริญญาโท มีความรู้ด้านเทคโนโลยี มีกูเกิล..มีเว๊บไซต์ ให้สืบค้นอยู่แล้ว จะต้องไปลงทุนอะไรตั้งมากมาย
ทำไมไม่แก้ปัญหาที่จุดเล็ก..ปัญหาที่แท้ของครู ณ วันนี้ น่าจะอยู่ที่ไม่เตรียมการสอนมากกว่า และครูไม่ใช้สื่อ ไม่มีเครื่องมือวัดผลและไม่สอนตามตัวชี้วัด
ครูอาจจะไม่ต้องติดตำราก็ได้ แต่บริหารจัดการตามหลักสูตรสถานศึกษา ศธ.และสพฐ.ก็น่าจะคิดนโยบายที่ประหยัด เรียบง่าย และได้ประโยชน์สูงสุด.. ตลอดจน..ทำให้ง่าย..ทุกวันนี้เรื่องคูปองครู..มิใช่เรื่องง่ายนะครับ..และน่าจะได้ไม่เท่าเสียแน่นอน
และทุกวันนี้..ครูยังเข้าไม่ถึงนวัตกรรม อันเนื่องมาจากครูทุ่มเทใจและเวลา ให้กับนโยบายที่เร่งด่วน จนครูเองก็ลืมนึกถึงสื่อใกล้ตัว
สพฐ.เองก็ขาดการประชาสัมพันธ์ และอาจหลงลืมไปแล้วว่า..ได้เคยทำเรื่องดีๆไว้ให้ครูตั้งมากมาย ลงทุนหลายสิบล้าน แต่พอเดินหน้าไปเรื่อยๆ ก็หันกลับไม่ได้เสียแล้ว
ตลอด ๒ สัปดาห์ที่ผ่านมา ผมศึกษาวิธีใช้นวัตกรรม “ห้องเรียนคุณภาพ DLIT” ซึ่งก่อนหน้านี้ คุณครูบุบผา ล้วนเล็ก หรือพี่มะเดื่อ วิทยากรของ สพฐ.ก็เคยแนะนำมานานแล้ว..
ผมบอกพี่มะเดื่อว่า..จะจริงจังกับเรื่องนี้..ในปีการศึกษา ๒๕๖๑ ซึ่งผมก็เข้าไปจับต้องแล้ว และเห็นคุณค่าอย่างแท้จริง โดยนำความรู้และประสบการณ์ที่ได้มาใช้จัดการเรียนการสอน..
ในเว็บไซต์ ห้องเรียนคุณภาพ DLIT มีครูเก่งๆมากมาย ในทุกสาระวิชาและทุกชั้น..มีแผนการเรียนรู้ สื่อ ใบงานและแบบทดสอบที่หลากหลาย
ครูที่ไม่ถนัดในการสอนเรื่องใด เข้าไปศึกษาได้ทันทีหรือจะเปิดเป็นวีดีทัศน์ช่วยสอนแทนครูก็ยังได้ สามารถใช้ควบคู่กับ DLTV ได้เลย..
บางกิจกรรม นำเข้าสู่กระบวนการสอนแบบ BBL ที่ผมชอบมากก็คือ.ทุกเนื้อหาและทุกเรื่องราว วัดและประเมินผล ตามตัวชี้วัดของหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐานทั้งสิ้น
ผมจึงบอกท่านผู้อ่านและท่านผู้ปกครอง..ในตอนต้นของบทความนี้ว่า..กระทรวงศึกษาธิการและสพฐ. ทำงานเดินหน้าแบบใช้งบประมาณมากมายมหาศาล
ห่างไกลโรงเรียนและห้องเรียนไปทุกที..เป็นนโยบายที่น่าจะทำให้ เด็กอ่านไม่ออกเขียนไม่ได้มากขึ้น..จนถึงทำให้ครูขาดความสุขในการทำงาน..มิใช่น้อย
หลายคนอาจไม่เห็นด้วย..ถ้าไม่เข้าไปดู DLIT..เรื่องนี้ สพฐ.ทำมา ๒ – ๓ ปีแล้ว แต่ก็แปลก..ที่ยังสนับสนุนให้ครูไปอบรมอะไรไม่รู้ ที่ไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาของชาติ และไม่ช่วยให้เด็กเป็นคนเก่งและคนดีได้เลย
ชยันต์ เพชรศรีจันทร์
๑๘ มิถุนายน ๒๕๖๑
ขออนุญาตนำไปแบ่งปันในไลน์และเฟสบุ๊คนะครับ
https://www.facebook.com/photo...
ด้วยความยินดีครับอาจารย์
การบริหารจัดการสื่อและใช้สื่ออย่างมีคุณภาพ
ย่อมเกิดผลดีต่อการเรียนการสอนอย่างยิ่ง
เป็นกำลังใจให้นะจ๊ะท่าน ผอ.คนเก่ง