เอ่ยถึงโรงเรียนวัดสวนส้ม ตำบลสำโรงใต้ เชื่อว่าหลายคนแม้นึกไม่ออกว่าหน้าตาโรงเรียนนี้จะเป็นเช่นไรก็ตาม แต่คงพอเดาได้ เพราะตำบลสำโรงใต้คือถิ่นท้องที่เต็มไปด้วยโรงงานอุตสาหกรรมจักรกลหนักและเคมีฟอกย้อมของจังหวัดสมุทรปราการ ใช่แล้ว โรงเรียนวัดสวนส้มคือโรงเรียนเล็กๆ ในย่านปู่เจ้าสมิงพราย ในพื้นที่ตำบลสำโรงใต้ ซึ่งจัดเป็นพื้นที่ซึ่งมีโรงงานแออัดที่สุดของจังหวัด ดังนั้น จึงพออนุมานได้ว่าชุมชนในย่านนี้ จะต้องมีสมาชิกส่วนใหญ่ทำงานโรงงานอุตสาหกรรม และมีรายได้จำกัด<p>โรงเรียนวัดสวนส้ม จึงแตกต่างกว่าโรงเรียนอื่นๆ เพราะไม่อาจเลือกนักเรียนได้มากนัก ทั้งโรงเรียนก็ยังมีข้อจำกัดของโรงเรียนอยู่มาก ส่วนใหญ่นักเรียนก็คือสมาชิกของชุมชน ซึ่งพ่อและแม่ทำงานโรงงานวันละหลายชั่วโมง นักเรียนเก่งๆที่เป็นดาวเด่นด้านการศึกษาจึงไม่ต้องพูดถึง นอกจากนั้น ยังมีนักเรียนจำนวนมาก มาจากครอบครัวที่ต้องโยกย้ายระหว่างปีเพราะพ่อหรือแม่ต้องโยกย้ายถิ่นที่อยู่เพราะเปลี่ยนงาน หรือเปลี่ยนโรงงาน </p><p>นอกจากนี้ นักเรียนเหล่านี้จึงมีภาวะทุพโภชนาการเพราะครอบครัวส่วนใหญ่ในชุมชนล้วนเป็นครอบครัวค่อนข้างยากจน เด็กนักเรียนจึงตัวเล็ก ไม่ใคร่ได้กินอาหารเช้า หากจะได้กินก็เป็นอาหารสำเร็จ เป็นกับข้าวถุงพลาสติกที่ซื้อตามตลาดริมทางตามอย่างพ่อและแม่ ซึ่งอาหารเหล่านี้ส่วนใหญ่จึงเป็นอาหารประเภทปิ้ง ย่าง ทอด ทั้งใส่สี ปรุงรสจัดและไมใคร่ใส่ใจเรื่องคุณภาพเพราะต้องขายในราคาถูก อีกทั้งนักเรียนผู้มาเรียนก็มักจะง่วงเหงาหาวนอน เพลียง่าย บางคนอ้วนก็เหนือยง่าย บางคนอยากลดความอ้วนก็ทำผิดวิธี นอกจากนี้ ผู้ปกครองส่วนใหญ่มีความรู้น้อย และมีเวลาให้ครอบครัวจำกัดเพราะต้องทำงานในโรงงาน ครูเป็นเหมือนพ่อแม่ที่สอง และโรงเรียนจึงบ้านที่สองของลูกหลานหลายของครอบครัว อีกสถานะหนึ่ง </p><p>เป็นเรื่องเล่ากันเป็นเรื่องขำๆ ว่า ครอบครัวใดก็ตามที่ลูกหลานได้เข้าเรียนที่นี้ เหมือนถูกหวย เพราะลูกหลานจะมีโอกาสได้กิน ได้เรียน ได้นอนดีกว่าอยู่ที่บ้านเสียอีก แต่ทว่าสำหรับครูและโรงเรียนแล้ว เรื่องเล่าขำๆ นี้กลับเป็นเรื่องขมๆ เพราะโรงเรียนไม่เพียงมีภาระในการสอนให้รู้หนังสือ ให้อ่านเป็นเขียนเป็นเท่านั้น แต่ครูยังต้องรับงานดูแลเรื่องอาหารการกิน สุขภาพและชีวิตความเป็นอยู่ประจำวันพ่วงเพิ่มอีกด้วย ไม่เช่นนั้นแล้ว เด็กๆ ที่มีปัญหาเรื่องกินอยู่ ก็จะมีปัญหาเรื่องสุขภาพและเกิดปัญหาการเรียนไม่สัมฤทธิ์ผล ตามมาเป็นลูกโซ่ เรื่องขมๆ นี้ไม่ขมแล้ว แต่กลายเป็นขมปี๋ เชียวแหละ </p><p>เมื่อผู้อำนวยการรับทำโครงการ “อย่าปล่อยให้เด็กอ้วน ลดกินหวาน มัน เค็มและอาหารทอด” เป็นกิจกรรมนำร่องของโรงเรียน ด้วยหวังว่า โครงการนี้น่าจะส่งเสริมเรื่องการกินอย่างถูกต้อง และช่วยลดภาวะทุโภชนาการในเด็กนักเรียนได้บ้าง จึงมอบหน้าที่สำคัญนี้แก่ครูโภชนาการ ครูโภชนาการผู้นี้เล่าให้ฟังว่า เมื่อทราบหน้าที่แล้ว ก็หนักใจ เพราะตนเองทำกิจกรรมแบบโครงการเช่นนี้ไม่เป็นแม้แต่น้อย เพราะความรู้เต็มสมองของตนเองก็คือ โภชนาการ ยิ่งเรื่องการทำสื่อผลิตสื่อตามข้อกำหนดของโครงการด้วยนั้น ยิ่งแล้วใหญ่ ไม่ประสาแม้แต่นิดหนึ่ง แล้วจะรอดได้หรือ ? </p><p>แต่ ผอ. ก็ให้กำลังใจและสนับสนุน ด้วยการตั้งคณะทำงานขึ้นชุดหนึ่งมาช่วยคิด ช่วยทำ จัดทำ “แผนงาน” ขึ้น จากนั้นงานแรกจึงเกิดขึ้น เริ่มต้นจากความคิดแรกของครูคือ คนจะเปลี่ยนแปลงได้ ต้อง “รู้” ก่อน จึงได้เชิญวิทยากร จากโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล ตำบลสำโรงใต้ มาช่วยให้ความรู้แก่ คณะครูผู้จะทำโครงการนี้ และให้ความรู้แก่นักเรียนที่จะร่วมโครงการ พร้อมกับเชิญผู้ปกครองของนักเรียนกลุ่มนี้มาร่วมฟังด้วย การเชิญผู้ปกครองมาร่วมด้วยนี้นับเป็นเรื่องเหนือความคาดหมาย แต่เพราะครู รู้จากประสบการณ์ในการสอนว่า หากโรงเรียนจะทำงานอะไรสักอย่างหนึ่งแล้ว ถ้าผู้ปกครองไม่รู้ก็ยากที่จะสำเร็จ เพราะเด็กอยู่บ้านมากกว่าอยู่โรงเรียน ดังนั้น งานใดก็ตามถ้าบ้านหรือครอบครัวรับรู้และร่วมทำด้วย งานนั้นก็จะสำเร็จมากกว่าครึ่ง </p><p>เมื่อ “เติมความรู้” ให้แก่กลุ่มผู้เกี่ยวข้องแล้ว ก้าวที่สอง ก็คือทำสื่อเกี่ยวกับความรู้นี้ ครูได้ริเริ่มให้ เด็กและผู้ปกครองที่บ้าน ช่วยกันเอาความรู้ที่ได้จากการอบรมนี้ ไปทำ “หนังสือเขียนเอง” คือเขียนเองและทำเป็นเล่มง่าย ๆ ด้วยมือของตน โดยขอให้ช่วยกันระหว่างพ่อ แม่และนักเรียน จะเขียนแบบไหนก็ได้ จะมีรูปแปะติดหรือไม่ก็ตามใจชอบขอแต่ให้เขียนขึ้นมาด้วยตัวของตัวเอง ไม่คัดลอกของใครมาและช่วยกันระหว่างสมาชิกในครอบครัว และให้ชื่อกิจกรรมนี้ว่า “อ่านปรับ-ขยับเปลี่ยน” โดยครูใช้กลยุทธ์ว่า จะเอาหนังสือนี้มาประกวดกัน หนังสือของใครดี น่าสนใจ อ่านสนุกและเป็นที่นิยม ก็จะมอบรางวัลเป็นเงินจำนวนหนึ่ง เพื่อนำไปซื้อเครื่องแบบนักเรียนมอบให้ครอบครัวเจ้าของหนังสือที่ได้รับคำชื่นชม แม้รางวัลจะไม่มากนักแต่ก็ทำให้ “หนังสือเขียนเอง” นี้เป็นกิจกรรมที่นักเรียนและครอบครัว ร่วมกันทำอย่างสนุกสนาน </p><p>หนังสือที่แต่งเอง เมื่อเสร็จแล้วก็นำมาอ่านกัน อ่านแล้วก็สนุกเพราะเป็นเรื่องสุขภาพใกล้ๆ ตัว เรื่องอาหารการกินที่พบเห็นประจำวัน อ่านไปพลางก็ออกกำลังไปด้วย มีหนังสือเล่มหนึ่งเขียนบนกระดาษติดบนยางยืด ปกติหนังสือจะพับเล่มไว้อย่างดี แต่หากต้องการจะอ่าน ก็จะต้องยืดหนังสือออก แต่เมื่อยืดหนังสือแล้วยางที่ถูกดึงก็จะรั้งให้หนังสือกลับมาปิดเหมือนเดิม ดังนั้น ถ้าจะอ่านหนังสือให้จบ ก็จะต้องดึง ค้างไว้อย่างนั้นชั่วครู่ ความสนุกก็เกิดขึ้นตรงนี้เอง เพราะบางคนดึงแล้วรั้งไว้ไม่อยู่ สู้แรงยางไม่ได้ หนังสือก็เด้งปิดกลับคืน จะอ่านก็ต้องดึงให้หนังสือกางออก ค้างไว้ ยิ่งค้างยิ่งเมื่อย แรงตกเมื่อไร ยางก็จะรั้งกลับ หนังสือก็ปิดอีก ยื้อกันไปเย้อกันมา เปิดๆ ปิดๆ อย่างนี้อยู่เป็นนาน กว่าจะอ่านจบเล่ม ทุกคนที่ได้อ่านก็จะหัวเราะกับท่าที งกๆเงินๆ จะอ้าแขน หุบแขน หัวร่อกันครื้นเครง กลายเป็นเกมประลองกันอีกชั้นว่าใครจะอ่านได้จบก่อนกัน ใครกางแขนอ่านหนังสือได้นานกว่ากัน เป็นต้น (ต่อมาภายหลังจึงทราบว่า เทคนิคการดึงหนังสือให้กางออก และรั้งให้หนังสือปิดนี้ ช่วยให้เกิดการออกกำลังแขน ได้อย่างวิเศษ) </p><p>มีหนังสือบางเล่ม เขียนติดต่อกันยาวๆ จนสามารถใช้วัดรอบพุงได้เลยก็มี ใครพุงใหญ่ (อ้วน) ก็มีเรื่องให้อ่านมาก </p><p>หลังจากทำหนังสือนี้ ผลปรากฏว่านักเรียนและครอบครัวกลุ่มเป้าหมายตอบรับดีเกินคาดคิด ผู้ปกครองและนักเรียนช่วยกันทำกิจกรรมนี้อย่างดี พ่อแม่ที่แม้จะมีงานในโรงงานหนัก ก็ยังปลีกเวลามาช่วยลูกเขียนนิทานทำมือนี้ จริงอยู่ในตอนแรกบางครอบครัวอาจมาเพราะรางวัลเล็กๆ นั้น แต่เมื่อมาร่วมแล้ว พ่อแม่หลายคนก็บอกได้ว่า มันดี ดีเพราะได้ช่วยลูกทำการบ้าน ดีเพราะได้ร่วมกิจกรรมกับโรงเรียน บางครอบครัวแม่สละเวลามาร่วมกิจกรรมที่บ้านแล้ว ยังมาร่วมกิจกรรมที่โรงเรียนติดต่อกันในระยะต่อมา อีกด้วย </p><p>จาก “อานปรับ-ขยับเปลี่ยน” ครูก็เริ่มกิจกรรมที่๒ ด้วยการให้นักเรียนและครอบครัว ช่วยกันออกแบบ “เมนูสุขภาพ” ครอบครัวละ ๑ เมนู พร้อมกับเขียนบอกวิธีปรุงอาหารตามเมนูนั้น ถ่ายรูปด้วยมือถือด้วยนะ เรียกว่าคิดสูตรอาหารสุขภาพฉบับครอบครัว ใครได้แล้วก็ส่งผ่าน line หรือ Face book ของโรงเรียน โดยมีรางวัลครั้งนี้ เป็นเมล็ดพันธ์ผัก ผู้ที่ได้รับรางวัลต้องให้คำมั่นว่าจะนำกลับไปปลุกที่บ้าน เมื่อมันโตพอจะกินได้ ก็จะต้องนำผักนี้กลับมาปรุงอาหารที่โรงเรียน อีกครั้ง คราวนี้ครูและโรงเรียน ก็ได้เมนูอาหารสุขภาพประจำครอบครัวแบบง่าย ๆ เพิ่มเติมอีกหลายเมนู </p><p>ครูและคณะทำงานของโรงเรียนจึงได้คิดต่อ อยากทำให้ทุกๆ คนได้รู้จักเมนูของผู้อื่นๆ บ้าง และได้ลิ้มลองรสชาติ ได้เห็นการปรุงอาหารเมนูสุขภาพต่างเหล่านี้จริงๆ อีกทั้ง เดิมโรงเรียนก็จัดกิจกรรมอาหารกลางวัน “Thai School Lunch” ให้นักเรียนเป็นประจำอยู่แล้ว หากผู้ปกครองได้รู้และสนใจนำเมนูเหล่านี้ไปทำกินที่บ้าน น่าจะเป็นประโยขน์ จึงได้คิดกิจกรรม “วันประกวดเมนูอาหาร” ขึ้น โดยผู้ปกครองและโรงเรียน มาร่วมกันออกร้านอาหาร มาปรุงอาหารและจัดแสดงอาหารเมนูสุขภาพของตน และประกวดกัน ผลปรากฏว่ามีผู้ปกครองมาร่วมกิจกรรมมากมาย ทำให้ครูและพ่อแม่ ได้เมนูอาหารที่จะปรุงให้ลูกกินได้มาก นักเรียนก็ได้ลิ้มรสอาหารสุขภาพที่อร่อย และน่ากิน ปรุงได้จริงๆ กลายเป็นเมนูแนะนำอีกหลายจาน </p>
พลังของวัฒนธรรมพื้นบ้าน...เพื่อการเปลี่ยนแปลง อย่าปล่อยให้เด็กอ้วน
1 คนชอบ
ความเห็น
ยังไม่มีความเห็น
บทความในวันเดียวกัน
อาจารย์โทนี่ · 29 พ.ค. 2561
อุษา อินทรณรงค์ · 29 พ.ค. 2561
สุรีทิพย์ สินปรุ · 28 พ.ค. 2561
อ.กล้วย วิชาจีบ · 28 พ.ค. 2561
ยศศักดิ์ มงคลปัญญาเลิศ · 28 พ.ค. 2561
