เหตุผลสำคัญก้มีอยู่ว่า มนุษย์หรือสัตว์ทั้งหลายที่มีชีวิตนั้น นอกจากประกอบด้วยขันธ์ ๕ คือ รูป เวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณแล้ว ยังประกอบด้วยอายตนะและธาตุอีกด้วย
สำหรับอายตนะนั้นแบ่งเป็น ๒ ประเภทคือ อายตนะภายใน ๖ ได้แก่ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ สำหรับเป็นสื่อรับส่ิงที่จะก่อให้เกดอารมณ์จากภายนอก และภายตนะภายนอก ๖ ได้แก่ รูป เสียง กลิ่น รส สิ่งสัมผัสทางกาย และ ธัมมารมณ์ คือ เรื่องราวที่เกิดขึ้นกับใจ ซึ่งรวมเรียกว่า อายตนะ ๑๒
เมื่ออายตนุภายนอกกระทบเข้ากับอายตนะภายใน เป็นต้นว่า เมื่อรูปกระทบกาย หรือเกิดการสัมผัสทางกายขึ้นนั้น จิตจะปรุงแต่งอารมร์ภายนอกว่า น่ารัก น่าใคร่ น่ายินดีพอใจ หรือว่า ไม่น่า ไม่น่าใคร่ ไม่น่ายินดี พอใจ หรือเฉยๆ
ถ้าเป็นรูปที่ถูกอกถูกใจ น่ากำหนัดยินดี ก็จะเกิดความสุขใจไปด้วย เรียกว่า โสมนัสสเวทนา
แต่ถ้ารูปที่ได้สัมผัสนั้น ไม่ถุกใจ ไม่น่ากำหนัดยินดี หรือไม่น่าอพใจ ก็จะเกิดความไมสบายกาย เป็นทุกข์ เรียกว่า ทุขเวทนา และในขณะเดียวกัน ก็ไม่ชอบใจ หรอืรู้สึกรังเกียจ เป็นทุกข์ทางใจ เรียกว่า โทมนัสสเวทนา ดังนี้เป็นต้น
ถ้าปลอ่ยให้เจิตเคลิบเคลิ้ม เลื่อนลอยไปตามอารมณ์ที่เป็นสุขหรือเป็นทุกข์นันมากยิ่งขึ้นเพียงใด อาสวะ กิเลส ตัณหาในประเภทนั้น ยิ่งเกิดตัณหามาก ก็ยิ่งเกิดอุปาทานคือความยึดมั่นถือมั่นในเวทนาและอารมณ์ภายนอกที่มากระทบแล้วจิตปรุงแต่งนั้นมาก ก็ย่อมเป็นทางให้ปฏิบัติทั้งกาย วาจา และใจ ตามอำนาจของกิเลส ตัณหา อุปาทานมาก
เมื่อไดม่ได้สมปรารถนา หรือจำต้องพลัดพรากจากส่ิงที่ตนเองหวงแหน หรือทะยานอยากได้อยากมีหรืออยากเป็น หรือต้องประสบเข้ากับสิงที่ไม่น่ายินดีไ่ม่น่าพอใจ ก็ยิ่งเป็นทุกข์ใจ ทั้งๆ ที่สิ่งที่ก่อให้เกิดอารมณ์จากภายนอก หรือแม้แต่ตัวเราเองนั้นก็ล้วนแต่ไม่เที่ยง (อนิจฺจํ) เพราะต้องแปรปรวนไปตามเหตุ ตามปัจจัย และผลสุดท้ายก็หาได้มี่ิงใดจีรังยั่งยืให้ยึดถือได้ตลอดไปไม่ย่อมเกิดขึ้นแล้วก็เสื่อมสลายหมดจากสภาพเดิมของมันไป มิใช่ตัวตนที่แท้จริงของใคร (อนตฺตา) เป็นธรรมดา เพราะเหตุนั้นผุ้ใดยิ่งยึดถือมากก็ยิ่งเป็นทุกข์มากด้วยประการฉะนี้
นี่เองที่ความหลงผิด ไม่รู้ความเป็นจริงของธรรมชาติ จึงเป็นทุกข์
ทุกข์ ที่ว่านี้ เป็นทุกข์ฺแท้ๆ ที่จะต้องเกิดขึ้นอย่างแน่นอนแก่สัตว์ หรือมนุษย์ทั้งหบลายที่ยังมีความมือดคือความไม่รู้สัจจธรรม แล้วหลงเขาไปยึดมันถือมั่นในสิ่งที่ประกอบด้วยปัจจัยปรุงแต่ง ที่มีสามัญญลักษณะตามธรรมชาติ คือ เป็น อนิจจัง ทุกขัง และอนตตา ทุกข์ที่ว่านี้นี่แหละเป็น "ทุกขสัจจะ" คือเป็นทุกข์ที่จะต้องเกิดขึ้นแน่ๆ ไม่มีทางที่จะหลีกเลี่ยงได้เลย ตราบใดที่ยังไม่สิ้นจากเหตุของทุกข์ คือ อวิชชา ตัณหา อุปาทาน เหล่านี้เป็นต้น
ด้วยเหตุนี้ ผุ้มีปัญญา จึงพึงศึกษาให้เข้าใจในลักษณะหรือสภาพของเวทนาว่าเป้นอย่างไร เกิดมีขึ้นและดับไปอย่งไร โดยให้มีสติสัปชัญญะ พิจารณาเห็นเวทนาในเวทนา ทั้งภายในและภายนอกเนืองๆ อยู่ ก็จะเป็นธรรมเครื่องช่วยให้เกิดความสำรวมระวังในศีลและอินทรีย์ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในเวลาที่อายตนะภายนอกมากระทบเข้ากับอายตนะภายใน จังได้ไม่ปล่อยใจให้ปรุงแต่งอารมณ์ทั้งหลายเหล่านั้น และไม่ต้องตกเป็นทาสกิเลส ตัณหา อุปาทาน เหตุแห่งทุกข์ทั้งหลายอีกต่อไป
ปัญญาอันเห็นแจ้งในสภาวะของเวทนา ตามธรรมชาติทีเ่ป็นจริง ว่าเป็น อนิจจัง ทุกขัง และอนัตตา ดังนี้ ชื่อว่าเป็น วิปัสสนาปัญญา เป็นธรรมให้เิดความเบื่อหน่ายในทุกข์ เป็นทางแหงความหมดจด คือเมื่อเบื่อยหน่ายย่อมคลายกำหนัด เพระสิ้นกำหนัดจึงหลุดพ้น ถึงซึ่งความบริสุทธิ์ งบ และนิพพานได้ต่อไ
ปัญญาอันหยั่งรู้ลึกลงไปถึง ทุกขสัจจะ คือ ทุกข์ อันจะต้องเกิดขึ้นจริงๆ แน่ๆ เพราะกิเลส อวิชชา ตัณหา อุปาทาน เหตุแห่งทุกข์ คือ สมุทัยสัจจะ ทั้งหยั่งลงไปถึงสภาวะที่ทุกข์ดับเพราะเหตุดับ คือ นิโรธสัจจะ และหนทงปฏิบัติเพื่อความพ้นทุกข์ คือ มรรคสสัจจะ ดังนี้ เป็น โลกุตตรปัญญา ซึ่งย่อมเจริญตามกันมาจากวิปัสสนาปัญญานั้นเอง..."หลักและวิธีเจริญสมถะและวิปัสสนากัมมัฎฐาน ถึง ธรรมกาย"