นวสีถิกาปัพพะ คือ การพิจารณาซากศพในสภาพต่างๆ เช่น ข้อกำหนดด้วยป่าช้า ๙ ก็ดี หรือ อสุภกัมมัฎฐาน ทั้ง ๑๐ อย่าง ก็ดี ย่อมได้ผลทำนองเดียวกันกับกายคตาสติ หรือ ปฏิกูลมนสิการปัพะ เช่นกัน ทั้งหมดนี้เป็นธรรมปฏิบัติ ขั้นสมถกัมมัฎฐาน

          การพิจารณาดุส่วนต่าง ๆของร่างกายที่ยังเป็นๆ อยู่นี้ก็ดี หรือการพิจารณาซากศพ ในสภาพต่างๆ ก็ดี หากพิจารณาต่อไป เห็นแจ้งด้วยปัญญาตามธรรมชาติที่เป็นจริงว่า ทุกส่วนต่าง ๆขงอร่างกายล้วนแปรปรวน เปลี่ยนแปลงไป ผมที่เคยดกดำ เมื่อนานไปก็หงอกร่วง ฟันที่เคยแข็งแรงก็โยกคลอน ต้องถอนหรือหักไป นื้อหนังที่เคยเต่งตึงตั้งแต่ยังเป้นหนุ่มเป็นสาว พอมีอายุต่อๆ ก็กลับหย่อนยาน กำลังวังชาก็ถดถอย อายตนะภายในทังสิ้น ได้แก่ ตา หู จมูก ลิ้น กายและใจ (เห็น จำ คิด รู้) ก็เสื่อมไปตามกาลเวลา มีทั้งความเกิดขึ้นใหม่แล้วก็เสื่อมไป (อุปฺปาทวยธมฺมิโ) ตามธรรมดาของสังขาร เสมอกันหมด คือ มี "สามัญญลักณะ" ว่าเป็นของไม่เที่ยง (อนิจฺจํ) เป็นทุกข์ (ทุกฺข์) เพราะปแรปรวนไป (วิปฺริณามธมฺมโต) ไม่คงทนอยู่ได้นาน ไม่อยู่ในอำนาจ (อวสวตฺตนตฺเถน) ของใครๆ ว่า "ธรรมทั้งหลาย จงอย่าแก่ (มาชีรนฺตํ) จงอย่ากาย (มา มียนฺตุ)" ไม่เป็นของใคร คือไม่มีใครเป็นเจ้าของ (อสฮสามิกา) ที่แท้จริง ลงท้ายต้องเสื่อมสลาย (วโย ปญฺญายติ) หมดสภาพเดิมของมันไปหมดเป็นมัตธรรม คือต้องตายไปหมดด้วยกันทั้งสิ้น มิใช่เป็นตัวตนที่แท้จริงของใคร (อนตฺตา) 

          เมื่อพระโยคาวจรพิจารณาเห็นธรรม คือทั้งความเกิดขึ้นทั้งความเสื่อมไปในกายบ้างอยู่ (สมุทยวยธมฺมานุปสฺสี วา กายสุมี  วิหรติ) คือ เห็นสังขารร่างกายตามธรรมชาติที่เป็นจริง ด้วยปัญญา (วิปัสสนาปัญญา) ว่า ไม่เทียง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา ย่อมเกิดความเบื่อหน่ายในทุกข์ข้อนี้เป็นหนทางแห่งความหมดจด (วิสทุธิ) 

         ตามพระพุทธดำรัสที่ตรัสไว้ว่า

         "สพฺเพ สงฺขารา ทุกฺชาติ      ยทา ปญฺญาย ปสุสฺติ     ยถ นิพฺพินฺทติ ทุกฺเข      เอส มคฺโค วิสุทฺธิยา

         สพฺเพ ธมฺมา อนตฺตาติ       ยทา ปญฺญาย ปสฺสติ     อถ นิพฺพินฺทติ ทุกฺเข      เอส มคฺโค วิสุทฺธิยา."

         และตรัสว่า "นิพฺพินฺทํ วิรชฺชติ" เมื่อเกิดความเบื่อหนาย ย่อมสิ้นกำหนัด "วิราคา วิมุจฺจติ เพราะสิ้นกำหนัด ย่อมหลุดพ้น"

         นี่เป็นขั้นอนุปัสสนา เป็นพื้นฐานให้เจริญถึงโลกุตรวิปัสสนา คือ เห็นแจ้งแทงตลอดอรยสัจ ๔ ด้วยญาณ ๓ คือ สัจจญาณ กิจจญาณ และกตญาณ มีอาการ ๑๒ ให้ถึงมรรค ผล นิพพาน ต่อไป

        สำหรับท่านที่ถึงธรรมกายแล้ว เมื่อบเพ็ยกายานุปัสสนาสติปัฎฐานแล้ว ทุกครั้ง พึงเจิรญฌานสมาบัติ พิจารณาอริยสัจ ๔ แล้ว ธรรมกายพิสดารกายออกมาฌานสมาบัติ ทำนิโรธ ผ่านศุนย์กลางกำเนิดธาตุธรรมเดิม อันเป็นที่ต้งของธาตุธรรม เห็น จำ คิด รู้ คือ "ใจ" ของทุกกายสุดกายหบาบกายละเอียด อันเป็นที่ต้งของกิเลส อวิชชา ตัณหา อุปาทาน เพื่อดับสมุทัย คือ ปหานอกุศลจิตของกายในภพ ๓ คำนาณธรรมอรหัตในอรหัตๆๆ เป็นทับทวี จากกายสุดหยาบสุดละเอียด เถา ชุด ชั้น ตอน ภาค พืด จนเป็นแต่ธรรมกายอรหัตในอรหัตๆๆ เป็นพืดในพืด ขึ้นมา ไม่ขาดสาย จนสุดละเอียดปล่อยอุปาทานในเบญจขันธ์ และปล่อยความยินดีในฌานสมาัติเสียได้ ปล่อยขาดหมดพร้อมกัน ธรรมกายที่หยาบตกศูนย์ ธรรมกายที่สุดละเอียดจะไปปรากฎในอายตนะนิพพาน

        ในข้อธรรมกายที่สุดละเอียดนั้น เข้ากลางของกลางพระนิพพาน คือ ธรรมกายตรัสรู้ของพระพุทธเจ้าที่เห็นประทับอยู่บนรัตนลัลลังก์ ได้พระนิพพานเป็นอารมณื 

        ถ้าจักรพรรดิ (ภาคผุ้เลี้ยง-เหมือนพระทรงเครื่อง) ที่สถิตอยู่ตรงกลางพระนิพพาน ก็ซ้อนหยุดนิ่ แน่น เข้ากลางของกลางจักรพรรดิ ่อญาณทัสสนะ (คือ เห็น จำ คิด รู้ ของพระนิพพาน ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางเท่าหน้าตักและความสูงของพระนิพพาน ) ต่อแว่น ต่อกล้อง (เป็นดวงใสมีซ้อนอยุ่ตรงกลางของกลางแก้วมณี ตรงศุน์กลางัรกพรรดิอีกที่หนึ่ง) เข้าไปในสุดรู้ สุดญาณของพระพุทธเจ้าและจักรพรรดิ ฟังรู้ที่ตรัสรู้ในนิโรธ และคำนวณรุ้ที่ตรัสรุ้ในนิโรธของพระพุทธเจ้าต่อๆ ไปเป็นทับทวี นับอสงไขยอายุธาตุอายุบารมีไม่ถ้วน

       จนถึงพระพุทธเจ้าต้นธาตุต้นธรรมในนิพพานเป็นต้น ก็ซ้อนหยุดนิ่ง แน่น กลาง ของกลางพระพุทธเจ้าต้นธาตุต้นธรรม ต้นในต้นๆๆๆ เข้าไปจนสุดละเอียด

       ท่านจะได้พระนิพพานเป็นอารมณ์ที่สุขุมลุ่มลึก ประมาณมิได้ และจะได้วิชชาที่ละเอียดพิสดารที่มีอานุภาพมาก ตามศักดิ์แห่งบารมีของแต่ละท่านไม่เท่ากัน อย่างที่ท่านได้เคยได้ยินได้ฟังมาก่อน

       แล้วท่านจะได้ที่พึงประเสริฐ และประจักษ์ในคุณค่าวิชชาธรรมกายของพระพุทธเจ้าด้วยตัวของท่านเอง.. "หลักและวิธีเจริญสมถและวิปัสสนาเบื้องต้น ถึง ธรรมกาย"