แม้ว่าชาวบ้านท่าขอนยาง มีลักษณะเป็นไทญ้อมีภาษาแตกต่างจากชาวอีสานทั่วไป แต่สภาพสังคมในปัจจุบัน ความเข้มข้นทางภาษาก็ได้ลดน้อยลงไป คนรุ่นใหม่น้อยรายที่จะสามารถพูดภาษาไทญ้อ แบบดั้งเดิมได้ ส่วนมากใช้ภาษาอีสานในการสื่อสารทั่วไปกับชุมชนของตนเอง และชุมชนอื่นๆ แต่สิ่งหนึ่งที่ชาวไทญ้อ และอีสานมีร่วมกัน คือ ความเชื่อที่มีลักษณะผสมผสาน

ภาษาและวัฒนธรรมของชาวไทญ้อ

 <h2>2.1 วิถีชีวิต</h2><p>                   ลักษณะนิสัยใจคอของไทญ้อส่วนมากที่สุด คือ ซื่อสัตย์  สุจริต  รักสงบ  มีความสามัคคีมั่นไม่ว่าจะมีอะไร เช่น การทำบุญ  การปลูกบ้าน  ทำนาจะว่านหรือวานกัน  (นาว่านคือ การลงแขก  ทำนา  ทำงาน) </p><h3>     2.1.1 ความเชื่อ</h3><p>                     แม้ว่าชาวบ้านท่าขอนยาง    มีลักษณะเป็นไทญ้อมีภาษาแตกต่างจากชาวอีสานทั่วไป แต่สภาพสังคมในปัจจุบัน  ความเข้มข้นทางภาษาก็ได้ลดน้อยลงไป คนรุ่นใหม่น้อยรายที่จะสามารถพูดภาษาไทญ้อ แบบดั้งเดิมได้ ส่วนมากใช้ภาษาอีสานในการสื่อสารทั่วไปกับชุมชนของตนเอง และชุมชนอื่นๆ แต่สิ่งหนึ่งที่ชาวไทญ้อ และอีสานมีร่วมกัน คือ ความเชื่อที่มีลักษณะผสมผสาน           พิธีกรรมส่วนมาก มาจากอิทธิพลของศาสนาพุทธ แต่ก็มีคติความเชื่อเรื่องผีสางเทวดา รวมถึง พิธีพราหมณ์ผสมผสานอยู่ด้วยกันอย่างลงตัว เราจะพบสถานีอนามัยบ้านท่าขอนยางมีศาลเก่าอยู่ ถัดไปทางทิศตะวันออกจะเป็นหลักเมืองเก่า แต่ก็ไม่ค่อยได้รับความสนใจจากคนรุ่นใหม่ในหมู่บ้าน เท่าใดนักประเพณีของชาวไทญ้อ </p><h3>      2.1.2 ประเพณี</h3><p>                    พระยาอนุมานราชธน (2514 : 37) ได้ให้ความหมายของคำว่าประเพณีไว้ว่า ประเพณี คือ ความประพฤติที่ชนหมู่หนึ่งอยู่ในที่แห่งหนึ่งถือเป็นแบบแผนกันมาอย่างเดียวกัน และสืบต่อกันมานาน ถ้าใครในหมู่ประพฤติออกนอกแบบก็ผิดประเพณี หรือผิดจารีตประเพณี           โดยสรุป ประเพณี คือ ความประพฤติที่สืบต่อกันมาจนเป็นที่ยอมรับของคนส่วนใหญ่ในหมู่คณะ เป็นนิสัยสังคม ซึ่ง เกิดขึ้นจากการที่ต้องเอาอย่างบุคคลอื่น ๆ ที่อยู่รอบ ๆ ตน หากจะกล่าวถึงประเพณีไทยก็หมายถึง นิสัยสังคม ของคนไทยซึ่งได้รับมรดกตกทอดมาแต่ดั้งเดิมและมองเห็นได้ในทุกภาคของไทย ประเพณี เป็นเรื่องของความประพฤติของกลุ่มชน ยึดถือเป็นแบบแผนสืบต่อกันมานาน ถ้าใครประพฤตินอก แบบ ถือเป็นการผิดประเพณี เป็นการแสดงถึงเอกลักษณ์ของชาติอีกอย่างหนึ่ง โดยเนื้อหาสาระแล้ว ประเพณี กับวัฒนธรรมเป็นสิ่งที่กลุ่มชนในสังคมร่วมกันสร้างขึ้น แต่ประเพณีเป็นวัฒนธรรมที่มีเงื่อนไขที่ค่อนข้าง ชัดเจน กล่าวคือเป็นสิ่งที่สังคมสร้างขึ้นเป็นมรดก คนรุ่นหลังจะต้องรับไว้ และปรับปรุงแก้ไขให้ดียิ่ง ๆ ขึ้นไป รวมทั้งมีการเผยแพร่แก่คนในสังคมอื่น ๆ ด้วย            ประเพณีที่เกี่ยวข้องชาวบ้านท่าขอนยาง  มีลักษณะคล้ายกันกับวัฒนธรรมประเพณี  ของชาวอีสานเป็นอย่างยิ่ง  ดังรายละเอียดต่อไปนี้ </p><p>                      1). ประเพณีการเกิด           ความเชื่อเกี่ยวกับผู้หญิงที่กำลังท้อง คือ ผู้หญิงท้องห้ามทำบาป ไม่ตกปลา ไม่ฆ่าสัตว์  ห้ามเตรียมของใช้ของลูกไว้ก่อน เช่น ผ้าอ้อม ที่นอน หมอน ถ้าจะเตรียมเย็นที่นอนและหมอนไว้ต้องไม่เย็บปิดปากที่นอน หรือปากหมอน เมื่อคลอดแล้วจึงจะเย็บปิดปากหมอนปากที่นอนได้           ห้ามข้ามขอนไม้ใหญ่  ไม่ไปเยี่ยมคนไข้หนัก </p><p>          ไม่ไปงานศพ ถ้าจะไปงานศพต้องหาเข็มกลัด กลัดผ้าถุงด้านในตรงท้อง เพื่อป้องกันสิ่งที่ไม่ดีไม่ให้เกิดในท้อง </p><p>          ไม่ไปดูคนอื่นคลอดลูก เพราะมีความเชื่อว่าจะยันกันทำให้คลอดยาก </p><p>          ไม่ให้อาบน้ำกลางคืน เพราะกลัวจะเกิดแฝดน้ำ </p><p>          เวลากินข้าวต้องรีบอิ่มก่อนคนอื่นถึงแม้จะยังไม่อิ่ม แล้วจึงกลับไปกินต่อที่หลังได้เพราะมีความเชื่อว่าอิ่มก่อนจะทำให้คลอดง่าย </p><p>          มีความเชื่อว่าผู้หญิงที่มีท้องถ้าได้ลอดท้องช้างจะทำให้คลอดง่าย </p><p>          มีความเชื่อว่าถ้าได้กินน้ำในรอยเท้าช้างก็จะทำให้คลอดง่าย ซึ่งสมัยก่อนถ้ามีคนเข้าป่าแล้วพบรอยเท้าช้างมีน้ำขังอยู่จะตักน้ำในรอยเท้านั้นใส่กระบอกกลับบ้านให้คนที่มีท้องได้ดื่มกิน </p><p>          เมื่อเกิดจันทรคราสหรือสุริยคราสจะต้องปลุกลูกในท้องให้รู้ตัวด้วยโดยเอามือตบท้องเบาๆ และบอกให้ลูกรู้ว่าเกิดคราส “เกิดจันทรคราสแล้วลูกเอ๊ย อยู่เย็นเป็นสุข สนุกสบายนะ ลูกนะ เกิดมาก็ขอให้มาค้ำมาคูณกันเน้อ” </p><p>          เมื่อเกิดจันทรคราสบางคนเอาน้ำลูบท้องเพื่อให้คลอดง่าย </p><p>          ไม่ให้กินอาหารรสจัด เช่น เผ็ดจัด เปรี้ยวจัด และไม่ให้กินอาหารพร่าเพรื่อ </p><p>          ไม่ให้นั่ง ยืน คาบันไดหรือคาประตู </p><p>          ห้ามกินกล้วยแฝด กลัวว่าจะมีลูกแฝด ทำให้คลอดยาก </p><p>          การเตรียมการคลอด หญิงมีท้องเมื่อท้องแก่นั้นผู้เป็นสามีต้องทำงานบ้านที่หนักแทนภรรยา เช่น หาบน้ำ ตำข้าว และต้องเตรียมตัดฟืนไว้เพื่อใช้ในการอยู่ไฟ ซึ่งส่วนมากจะใช้ไม้แสมสาร ไม้สะแก หาปลาไว้ทำปลาแห้งเพื่อเป็นอาหารสำหรับคนอยู่ไฟ และหายาประเภทว่านไพลเตรียมไว้ให้ภรรยาด้วย </p><p>           การคลอด เมื่อท้องแก่และเริ่มปวดท้องจะไปตามหมอตำแยมาทำคลอด เริ่มด้วยหมอตำแยจะทำพิธีไหว้ผีบ้านผีเรือนก่อน โดยจัดขนมต้ม ข้าวเหนียวนึ่ง กล้วย ดอกไม้ ธูป เทียน และเงิน จัดใส่พานเพื่อไหว้ “ปู่ ย่า ตา ยาย ทางพ่อก็ดี ให้มาช่วยให้คลอดง่ายให้มาปกปักรักษาให้คลอดง่าย” การเตรียมตัวคลอดจะนิยมให้คนท้องนั่งหันหน้าไปทางทิศเหนือ หรือทิศตะวันออก และให้นั่งพิงครกหรือพิงหลังสามีเอาเท้ายันฝาไว้ เมื่อเด็กคลอดออกมาแล้วผู้เป็นสามีหรือคนในบ้านจะรีบติดไฟต้มน้ำร้อนเพื่อเตรียมอาบน้ำเด็กต่อไป ถ้าการคลอดมีอาการผิดปกติก็จะใช้วิธีหาหมอพื้นบ้านมาเสกมาเป่า หรือทำน้ำมนต์ให้ดื่มเป็นการสะเดาะเคราะห์ </p><p>          เมื่อเด็กตกฟากแล้วจะเอาด้ายมัดสะดือ 3 เปลาะ ใช้ขมิ้นรองมือ วางสายสะดือบนขมิ้นใช้ผิวไม้รวกตัดออก 2 เปลาะ ใช้รังหมาร่าเผาไฟให้ละเอียดนำไปพอกสะดือเพื่อให้สะดือแห้งและต้องระมัดระวังไม่ให้สะดือเปียกน้ำ ส่วนรกจะนำใส่หม้อตาลหรือกะละมังนำเกลือใส่เพื่อไม่ให้เน่า หลังจากนั้นผู้เป็นสามีหรือแม่ใหญ่จะเป็นผู้นำรกไปฝังไว้ที่ใต้บันได เพราะมีความเชื่อว่าเมื่อเด็กเติมโตขึ้นจะได้เป็นคนรักบ้านเป็นห่วงบ้าน จะไปที่ใดก็ตามจะต้องกลับบ้านเสมอ เมื่อฝังรกใต้บันไดแล้วจะสุมไฟไว้เหนือหลุมที่ฝังรกเพื่อป้องกันสัตว์ไปขุดคุ้ย ส่วนผู้เป็นแม่เมื่อคลอดและรกออกแล้วหมอตำแยจะให้กินยาสมุนไพรคือน้ำมะขามเปียกใส่เกลือ </p><p>          หลังจากนั้นจะนำเด็กไปอาบน้ำอุ่น ทาขมิ้นดินสอพอง วางแด็กนอนในกระด้ง ถ้าเป็นผู้ชายจะนิยมจัดหาสมุดดินสอวางในกระด้ง ถ้าเป็นลูกสาวจะหาด้าย เข็ม วางในกระด้ง แล้วหมอตำแยจะทำพิธีทิ้งกระด้ง  (ร่อนกระด้ง) และพูดว่า “ 3 วันเป็นลูกผี 4 วันเป็นลูกคน ลูกใครหลานใครก็มารับไปเด้อ ” ว่าดังนี้ 3 ครั้งจะมีคนมารับกระด้งไป คนที่มารับกระด้งนี้จะต้องเป็นคนเลี้ยงลูกง่าย เป็นคนดีมีศีลธรรม </p><p>          เมื่อรับกระด้งมาแล้วจะกล่าวว่า “ลูกฉันเอง ฉันจะผูกเอามิ่งเอาขวัญลูก” เมื่อรับไปแล้ววางกระด้งลงทำพิธีเรียกขวัญ ผูกข้อมือรับเป็นลูก เป็นหลาน “ขวัญเอ๋ยมาเฮอะมาลูกมาแม่จะผูกเป็นลูกเป็นเต้า อยู่เย็นเป็นสุขสนุกสบาย ความเจ็บก็ไม่ได้ความไข้ก็ไม่มี ตั้งแต่วันนี้ไปให้เลี้ยงง่าย” </p><p>          การอยู่ไฟ การอยู่ไฟหรือภาษาพื้นบ้านชาวไทยเบิ้งเรียกว่า “อยู่กรรม” จะเป็นการอยู่ไฟฟืนโดยท่อนล่างจะนุ่งเดี่ยว ท่อนบนจะเอาผ้าชุบน้ำไปโปะหน้าอกไว้ นอนขางไฟ (ย่างไฟ) นอนเหยียดแขนเหยียดขาบนแคร่ซึ่งส่วนมากจะเป็นไม้กระดานแผ่นเดียว การนอนอยู่ไฟจะไม่ให้งอแขนงอขาและห้ามไม่ให้ออกนอนบริเวณที่อยู่ไฟ เมื่อแข็งแรงดีแล้วจะลุกขึ้นเดินได้บ้าง ผู้ที่ไปเยี่ยมเยียนห้ามทักถามเรื่องร้อน เช่น “ร้อนไหม” อาหารสำหรับผู้อยู่ไฟคือให้กินข้าวกับเกลือ คือ กัดก้อนเกลือกินกับข้าวสวยแล้วดื่มน้ำร้อนตามเข้าไป จะทำให้รู้สึกว่าข้าวนั้นหวาน หรือกินข้าวกับปลาช่อนแห้ง น้ำที่ใช้ดื่มจะต้องดื่มน้ำร้อน ไม่ให้ดื่มน้ำเย็น ไม่ให้กินของเย็น เช่น แตงโม ฟัก อาหารบางชนิดเป็นอาหารต้องห้าม ได้แก่ผักประเภทมีมือ เช่น ตำลึง ปลาประเภทที่มีเงี่ยง เช่น ปลาดุก ปลาแขยง เมื่อออกจากไฟแล้วจึงจะกินหมู ไก่ และแกงเลียง เพราะกลัวแสลง </p><p>  </p><p>             2) ประเพณีการแต่งงาน </p><p>                เมื่อหนุ่มสาวคู่ใดที่รักใคร่ชอบ พอถึง ขั้นตกลงปลงใจที่จะเป็นสามีภรรยากันแล้ว ฝ่ายชายก็จะให้บิดามารดาของตนดำเนินการให้ได้แต่งงานกับหญิงคนรัก ดังนี้ “ไปเจาะ” คือการส่งผู้ใหญ่ไปทาบทาม “โอมสาว” คือการ ทำพิธีสู่ขอ “แฮกเสื่อแฮกหมอน” คือการเตรียมการ ได้แก่ การจัดเตรียมเครื่องนอน ประกอบด้วยฟูก หมอน ผ้าห่ม เสื่อ และมุ้ง ซึ่งเป็นหน้าที่ของฝ่ายหญิง ในการนี้ต้องเชิญผู้เฒ่า ผู้แก่ที่ชาวบ้านยอมรับว่าเป็น ผัวค้ำเมียคูณ มาทำพิธีตัดเย็บให้ชาวญ้อเรียกว่า แฮกเสื่อแฮกหมอน “เล่าดอง” คือบอกเล่าวันแต่งงาน “มื้อกินดอง” คือพิธีวันแต่งงาน</p><p>               3) ประเพณีสิบสองเดือน (ฮีตสิบสอง) </p><p>                    (1) เดือนเจียง  (เดือนอ้าย)  มีการประกอบพิธีบุญเข้ากรรม ซึ่งเป็นเดือนที่พระสงฆ์เข้ากรรม (ปริวาสกรรม) เพื่อให้พระสงฆ์ผู้กระทำผิด ได้สารภาพต่อหน้าคณะสงฆ์ เป็นการฝึกจิตสำนึกถึงความบกพร่องของตน และมุ่งประพฤติตนให้ถูกต้องตามพระธรรมวินัยต่อไป ชาวบ้านก็จะมีการทำบุญเลี้ยงผีต่างๆ           </p><p>                   (2)  เดือนยี่  ในฤดูหลังการเก็บเกี่ยว ชาวบ้านจะทำบุญคูณข้าวหรือบุญคูณลาน โดยนิมนต์พระสวดมนต์เย็น เพื่อเป็นมงคลแก่ข้าวเปลือก รุ่งเช้าเมื่อพระฉันเช้าแล้วจะมีการทำพิธีสู่ขวัญข้าว นอกจากนี้ชาวบ้านจะเตรียมเก็บสะสมฟืนไว้หุงต้มที่บ้าน           </p><p>                  (3) เดือนสาม  ในมื้อเพ็ง หรือวันเพ็ญเดือนสาม จะมีการทำบุญข้าวจี่และบุญมาฆบูชา การทำบุญข้าวจี่จะเริ่มตอนเช้า โดยใช้ข้าวเหนียวปั้นใส่น้ำอ้อยนำไปจี่บนไฟอ่อนแล้วชุบด้วยไข่ เมื่อสุกแล้วนำไป ถวายพระ           </p><p>                  (4) เดือนสี่   ทำบุญพระเวสฟังเทศน์มหาชาติ ในงานบุญนี้มักจะมีผู้นำของมาถวายพระ ซึ่งเรียกว่า “กัณฑ์หลอน” หรือถ้าจะถวายเจาะจงเฉพาะพระนักเทศน์ที่ตนนิมนต์มาก็จะเรียกว่า “กัณฑ์จอบ” เพราะต้องแอบซุ่มดูให้แน่เสียก่อนว่าใช่พระรูปที่จะถวายเฉพาะเจาะจงหรือไม่   </p><p>                  (5) เดือนห้า   ประเพณีตรุษสงกรานต์ หรือบุญสรงน้ำ หรือบุญเดือนห้า ซึ่งมีขึ้นในวันขึ้น 15 ค่ำ เดือนห้า และถือเป็นเดือนสำคัญ เพราะเป็นเดือนเริ่มต้นปีใหม่ไทย การสรงน้ำจะมีทั้งการรดน้ำพระพุทธรูป พระสงฆ์ และผู้หลักผู้ใหญ่ ด้วยน้ำอบน้ำหอมเพื่อขอขมาและขอพร ตลอดจนมีการทำบุญถวายทาน           </p><p>                 (6) เดือนหก   ประเพณีบุญบั้งไฟและบุญวันวิสาขบูชา การทำบุญบั้งไฟเป็นการขอฝน พร้อมกับงานบวชนาค ซึ่งการทำบุญเดือนหกถือเป็นงานสำคัญก่อนการทำนา หมู่บ้านใกล้เคียงจะนำเอาบั้งไฟมาจุดประชันขันแข่งกัน หมู่บ้านที่รับเป็นเจ้าภาพจะจัดอาหาร เหล้ายามาเลี้ยง เมื่อถึงเวลาก็จะตั้งขบวนแห่บั้งไฟและรำเซิ้งออกไป ณ ลานที่จุดบั้งไฟ ด้วยความสนุกสนาน คำเซิ้งและการแสดงประกอบจะออกไปในเรื่องเพศ แต่จะไม่คิดเป็นเรื่องหยาบคายแต่อย่างใด ซึ่งประเพณีบุญบั้งไฟจะจัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ทุกปีที่จังหวัดยโสธร ส่วนการทำบุญวิสาขบูชานั้น จะมีการทำบุญเลี้ยงพระ ฟังเทศน์ ช่วงเย็นมีการเวียนเทียนเช่นเดียวกับภาคอื่นๆ           </p><p>                 (7)  เดือนเจ็ด ทำบุญซำฮะ (ล้าง) หรือบุญบูชาบรรพบุรุษ มีการเซ่นสรวงหลักเมือง หลักบ้าน ปู่ตา ผีตาแฮก ผีเมือง เป็นการทำบุญเพื่อระลึกถึงผู้มีพระคุณ           </p><p>                 (8)  เดือนแปด  ทำบุญเข้าพรรษาซึ่งเป็นประเพณีทางพุทธศาสนาโดยตรง ลักษณะการจัดงานจึงคล้ายกับทางภาคอื่นๆ ของประเทศไทย เช่น มีการทำบุญตักบาตร ถวายภัตตาหารแด่พระภิกษุสงฆ์สามเณร มีการฟังธรรมเทศนาตอนบ่าย ชาวบ้านหล่อเทียนใหญ่ถวายเป็นพุทธบูชาและเก็บไว้ตลอดพรรษา การนำไปถวายวัดจะมีขบวนแห่ฟ้อนรำเพื่อให้เกิดความคึกคักสนุกสนาน ประเพณีแห่เทียนพรรษาที่ยิ่งใหญ่ที่สุดต้องเป็นที่จังหวัดอุบลราชธานี            </p><p>                 (9)  เดือนเก้า  ประเพณีทำบุญข้าวประดับดิน เป็นการทำบุญเพื่ออุทิศแก่ญาติผู้ล่วงลับ เพื่อบูชาผีบรรพบุรุษและผีไร้ญาติ โดยชาวบ้านจะทำการจัดอาหาร ประกอบด้วยข้าว ของหวาน หมากพลู บุหรี่ ห่อด้วยใบตองกล้วย ร้อยเป็นพวง เตรียมไว้ถวายพระช่วงเลี้ยงเพล บางพื้นที่อาจจะนำห่อข้าวน้อย เหล้า บุหรี่ แล้วนำไปวางหรือแขวนไว้ตามต้นไม้ และกล่าว เชิญวิญญาณของบรรพบุรุษและญาติมิตรที่ล่วงลับไปมารับส่วนกุศลในครั้งนี้ ต่อมาใช้วิธีการกรวดน้ำหลังการถวายภัตตาหารพระสงฆ์แทน การทำบุญข้าวประดับดิน นิยมทำกันในวันแรม 14 ค่ำ เดือนเก้า หรือที่เรียกว่า บุญเดือนเก้า          </p><p>               (10)  เดือนสิบ ประเพณีทำบุญข้าวสากหรือข้าวสลาก (สลากภัตร) ตรงกับวันเพ็ญ เดือนสิบ ผู้ถวายจะเขียนชื่อของตนลงในภาชนะที่ใส่ของทาน และเขียนชื่อลงในบาตร ภิกษุสามเณรรูปใดจับได้ สลากของใคร ผู้นั้นจะเข้าไปถวายของ เมื่อพระฉันเสร็จแล้วจะมีการฟังเทศน์ เพื่อเป็นการอุทิศให้แก่ผู้ตาย           </p><p>               (11)  เดือนสิบเอ็ด ประเพณีทำบุญออกพรรษา ในวันขึ้น 15 ค่ำ เดือนสิบเอ็ด พระสงฆ์จะแสดงอาบัติ ทำการปวารณา คือ การเปิดโอกาสให้ว่ากล่าวตักเตือนกันได้ ต่อมาเจ้าอาวาสหรือพระผู้ใหญ่จะให้โอวาทเตือนพระสงฆ์ ให้ปฏิบัติตนอย่างผู้ทรงศีล พอตกกลางคืนจะมีการจุดประทีป โคมไฟ นำไปแขวนไว้ตามต้นไม้ในวัดหรือตามริมรั้ววัด จึงเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า บุญจุดประทีป ในจังหวัดมหาสารคามจะมีประเพณีการไหลเหลือไฟ ซึ่งตกแต่งด้วยตะเกียงน้ำมันก๊าดเป็นรูปต่างๆ สวยงามกลางลำน้ำชี ที่วัดเจริญผล บ้านท่าขอนยาง           </p><p>                (12)  เดือนสิบสอง เป็นเดือนส่งท้ายปีเก่า ซึ่งจะมีการทำบุญกองกฐิน โดยเริ่มตั้งแต่วันแรม หนึ่งค่ำ เดือนสิบเอ็ดถึงกลางเดือนสิบสอง แต่ชาวอีสานในสมัยก่อนนิยมเริ่มทำบุญทอดกฐินกันตั้งแต่ข้างขึ้นเดือนสิบสอง จึงมักจะเรียกบุญกฐินว่า บุญเดือนสิบสอง สำหรับประชาชนที่อาศัยอยู่ตามริมฝั่งแม่น้ำใหญ่ เช่น แม่น้ำโขง แม่น้ำชี และแม่น้ำมูล จะมีการจัดส่วงเฮือ (แข่งเรือ) เพื่อระลึกถึง อุสุพญานาค บางแห่งจะมีการทำบุญดอกฝ้ายเพื่อใช้ทอเป็นผ้าห่มกันหนาวถวายพระเณร มีการจุดพลุตะไล และบางแห่งจะมีการทำบุญโกนจุกลูกสาว ซึ่งนิยมทำกันมากในสมัยก่อน </p><p>                ประเพณีทั้งสิบสองเดือน ชาวไทญ้อได้สืบสานวัฒนธรรมไทยตั้งแต่มาตั้งถิ่นฐานอยู่บ้านท่าขอนยาง ซึ่งเป็นการอนุรักษ์ประเพณีเอาไว้และถือว่าเป็นหน้าที่ของทุกคนที่จะต้องร่วมมือกันอย่างจริงจัง ตั้งแต่เดือนอ้ายจนถึงเดือนสิบสอง ใครที่ไม่ไปช่วยงานบุญก็จะถูกสังคมตั้งข้อรังเกียจ และไม่คบค้าสมาคมด้วย การร่วมประชุมทำบุญเป็นประจำทำให้ชาวอีสานมีความสนิทสนมรักใคร่และสามัคคีกัน ทั้งภายในหมู่บ้านของตนและในหมู่บ้านใกล้เคียงในอำเภอกันทรวิชัย จังหวัดมหาสารคามอีกด้วย </p><h3>2.1.3 พิธีกรรม</h3><p>          (1)  พิธีสืบชะตาบ้าน           ประเพณีสืบชะตาบ้าน บ้านเรือนนั้นมีความสำคัญสำหรับครอบครัว เพราะมีบ้านมีเรือนเป็นสิ่งที่บุคคลจะอาศัยอยู่ จะบันดาลความสุขหรือความทุกข์ให้กับคนในครอบครัว เพราะฉะนั้นภายในหมู่บ้านจึงมี “หอ” เป็นเรือนไม้เล็ก ๆ ปลูกอยู่ระหว่างทางแยก สำหรับเป็นที่อยู่ของเสื้อบ้าน การสืบชะตาบ้านนั้นมักนิยมทำกันก่อนวันเข้าพรรษา คือ ก่อนจะถึงวันสืบชะตา จะมีการประดับประดา “หอ” ให้สวยงามด้วยต้นกล้วย      ใช้เป็นซุ้มประตูมีช่อตุงปักอยู่รอบๆ หอและสายสิญจน์โยง และมีการสังเวยหอด้วยอาหารคาวหวาน ดอกไม้ ธูปเทียน หมากพลู เมี่ยง บุหรี่ พิธีสืบชะตาบ้านจะเริ่มจากการทำบุญตักบาตร และจะสวดชัยมงคลคาถา ประพรมน้ำพระพุทธมนต์ให้แก่ชาวบ้านที่ไปร่วมพิธีเอาความเป็นสิริมงคล ต่อจากนั้นมักมีการสวดขับไล่เสนียดจัญไรไปจากหมู่บ้าน เพื่อนำความร่มเย็นมาสู่คนในหมู่บ้าน </p><h3>2.1.4 การแต่งกาย</h3><p>        การแต่งกายชุดรำไทญ้อ</p><p>             ชาย  สวมเสื้อคอพวงมาลัยสีเขียวสด  ใช้สไบไหมสีน้ำเงินพับครึ่งกลาง พาดไหล่  ซ้ายและขวา  ปล่อยชายสองข้างไปด้านหลังให้ชายเท่ากัน นุ่งผ้าโจงกระเบนสีน้ำเงินเข้ม ใช้สไบไหมสีแดงคาดเอว ปล่อยชายข้างซ้ายด้านหน้า เครื่องประดับสร้อยเงิน ห้อยพระ  ใบหูทัดดอก ดาวเรืองด้านซ้าย           </p><p>            หญิง  สวมเสื้อแขนกระบอกสีชมพู (สีบานเย็น) คอกลมขลิบดำ หรือน้ำเงินเข้ม นุ่งผ้าถุงไหมสีน้ำเงินมีเชิง  (ตีนจก)  เข็มขัดลายชิดคาดเอว ใช้สไบไหมสีน้ำเงินพาดไหล่ด้านซ้ายแบบเฉียงปล่อยชายยาวทั้งด้านหน้าและด้านหลังให้ชายเท่ากัน เครื่องประดับสร้อยคอ ตุ้มหู สร้อยข้อมือเครื่องเงิน ผมเกล้ามวยประดับดอกไม้สด หรือดอกไม้ประดิษฐ์</p><h3>2.1.5  อาหาร</h3><p>              ชาวญ้อรับประทานข้าวเหนียวเป็นหลัก และรับประทานข้าวเจ้าในบางโอกาส ไม่นิยมรับประทานอาหารสุกๆ ดิบๆ เหมือนชาวไทยลาว อาหารพื้น เมืองที่มีรับประทานเฉพาะในหมู่ไทญ้อ ทำจากปลากราย เรียกว่า “หมกเจาะ” ส่วนอาหารประเภทอื่นก็เหมือนกับชาวไทยลาวทั่วไปส่วนการรักษาพยาบาลของไทญ้อนั้นมีทั้งรักษาด้วยแผนปัจจุบันและแผนโบราณ สำหรับแผนโบราณนั้นก็จะมีการรักษาด้วยยาสมุนไพร และการรักษาด้วยเวทย์มนต์คาถา  โดยมีหมอธรรมเป็นผู้รักษา ในกรณีที่มีการเจ็บป่วยหาสาเหตุไม่พบหรือที่เชื่อว่าเป็นการกระทำของภูตผีวิญญาณ หรือที่เรียกว่า “ ผีเข้าเจ้าสูน ” อาจจะเป็นผีพระภูมิเจ้าที่ ผีเชื้อ หรือผีบรรพบุรุษ  ผีเข้าสิง เสียขวัญ และถูกผีปอบเข้าสิง ในกรณีที่ผีปอบเข้าสิงยิ่งเป็นอันตรายต่อคนป่วยอย่างยิ่ง ถ้าเรียกหมอธรรมมารักษาไม่ทัน ผีปอบอาจจะกินคนป่วย จน ตาย ผู้ที่เป็นหมอธรรมจะต้องมีสายสิญจน์ แส้หวาย (ปะกำ)     แล้วถามชื่อผีปอบว่า ชื่อ อะไร มาจากไหน หมอธรรมจะ ใช้แส้ปะกำโบย แล้วใช้สายสิญจน์มัดผู้ป่วยเอาไว้ แล้วสอนสัมทับอีกว่าต่อไปจะไม่มาทำผู้อื่นอีกโดยให้กินน้ำสาบานแล้วขอขมากับหมอธรรม โดยใช้ ลิ้นเลียปลายเท้า แล้วสัญญาว่าจะไม่กลับมาทำร้ายผู้ป่วยอีก </p><h2>2.2 ภาษา</h2><h3>          2.2.1 ภาษาชาวไทญ้อ   </h3><p>               ภาษาชาวไทญ้อจัดอยู่ในกลุ่มตระกูลภาษาไท-กระได ชาวไทญ้อมีภาษาพูดโดยพื้นฐานเสียงแตกต่างไปจากภาษาไทยลาว (ภาษาไทยอีสาน) ตรงที่ฐานเสียงอักษรสูง และเสียงจัตวา จะเน้นหนักในลำคอ น้ำเสียงสูง อ่อนหวาน ฐานเสียงสระ เอือ ใอ ในภาษาไทยลาวจะตรงกับฐานเสียงสระ เอีย และ เออ ตามลำดับ เช่น เฮือ เป็น เฮีย ให้ เป็น เห้อ ประโยคว่า อยู่ทาง ได เป็น อยู่ทางเลอ เจ้าสิไปไส เป็น เจ้านะไปกะเลอ (อีสานไกด์, 2560)           สำหรับภาษาของชาวไทญ้อ  มีลักษณะของคำบางคำเท่านั้น  ที่แตกต่างจากภาษาลาวหรือภาษาไทอีสาน  แต่ลักษณะที่แตกต่างอย่างเห็นได้ชัดคือสำเนียงของชาวไทญ้อ  เมื่อเปรียบเทียบกับภาษาอีสาน  เมื่อนำมาเปรียบเทียบกัน  ในด้านคำศัพท์ภาษาไทญ้อมีคำที่น่าสนใจดังนี้ </p><table> <tbody>

ภาษาพูด

คำอ่าน

ความหมาย

กิด

กิด

สั้น,น้อย

กะโป๊

กะ-โป๊

กะลา

กะบวน

กะ-บวน

ดี, เข้าเท่า

กะปอม

กะ-ปอม

กิ้งก่า

กะเปา

กะ-เปา

กระเป๋า

กะดัดกะด้อ

กะ-ดัด-กะ-ด้อ

เกินไป

เกิบ

เกิบ

รองเท้า

ก้องแขน

ก้อง-แขน

กำไลมือ

กะเทิน

กะ-เทิน

ครึ่งๆ , กลางๆ

กะแดะ

กะ-แดะ

แรด-ดัดจริต

เก้อ

เก้อ

ใกล้

กะผลึกโพด

กะ-ผะ-ลึก-โพด

เกินไป

กั้งคันฮ่ม

กั้ง-คัน-ฮ่ม

กางร่ม

กล้วยเหิ่ม

กล้วย-เหิ่ม

กล้วยห่าม

กับแก๊

กับ-แก๊

ตุ๊กแก

กะหน่อง

กะ-หน่อง

ส้นเท้า

ก่วย

ก่วย

ปัด, แกว่งไกว

เกิบตีนยอง

เกิบตีนยอง

รองเท้าส้นสูง

กองเลง

กอง-เลง

กลองสองหน้าที่ใช้ในงานประเพณีให้เกิดความสนุก

กะปาง

กะ-ปาง

รางอาหารสัตว์

แม่นเต๋อ

แม่นตะเล๋อ

อะไร,อะไรเหรอ

</tbody> </table><p class="text-center">ตารางที่  1  ตารางตัวอย่างคำศัพท์ชาวไทญ้อ (บ้านจอมยุทธ, 2560) </p><h3>2.2.2 เสียงวรรณยุกต์ภาษาไทญ้อ</h3><p>             ในภาษาไทญ้อมีหน่วยเสียงวรรณยุกต์ 9 เสียง ศศิธร อ่อนเหลา (2553 : 58-62 ) สรุปปรากฏการณ์ ของหน่วยเสียงวรรณยุกต์ในคำพยางค์เป็น คำพยางค์ตายและลักษณะทางสัทศาสตร์ โดยใช้ภาพประกอบที่ 9 แสดงระบบเสียงวรรณยุกต์ซึ่งดัดแปลงมาจากกล่องเสียง วรรณยุกต์ </p><table> <tbody>

A

B

C

DL

DS

ว.1

ว.3

ว.5

ว.7

ว.9

ว.2

ว.4

ว.6

ว.8

</tbody> </table><p>                             ภาพที่ 1 แสดงการแตกตัวของเสียงวรรณยุกต์ภาษาญ้อ  (อ่อนเหลา, 2553)           </p><p>                   ภาษาญ้อมีหน่วยเสียงวรรณยุกต์  9  เสียง  อธิบายลักษณะทางสัทศาสตร์ได้ดังนี้           </p><p>                    ว.1  หมายถึง เสียงวรรณยุกต์กลางค่อนข้างต่ำ – ระดับ – ขึ้น  เป็นเสียงที่มีจุดเริ่มต้นที่ระดับเสียงกลางค่อนข้างต่ำคงที่ไปจนถึงกลางของพยางค์จึงสูงขึ้นไปถึงระหว่างระดับกลางกับระดับกลางค่อนข้างสูงและคงที่จนสิ้นสุดพยางค์เสียงวรรณยุกต์นี้ปรากฏในคำพยางค์เป็นในช่อง A123            </p><p>                     ว.2  หมายถึง  เสียงวรรณยุกต์กลาง – ขึ้น  เป็นเสียงที่มีจุดเริ่มต้นที่ระดับเสียงกลางและเลื่อนขึ้นไประดับกลางค่อนข้างสูงเมื่อสิ้นสุดเสียงพยางค์เสียงวรรณยุกต์นี้  ปรากฏในคำพยางค์เป็นในช่อง A4           </p><p>                     ว.3  หมายถึง  เสียงวรรณยุกต์กลาง – ตก เป็นเสียงที่มีจุดเริ่มต้นที่ระดับกลาง  เลื่อนระดับกลางค่อนข้างไปทางต่ำจนสิ้นสุดพยางค์ เสียงวรรณยุกต์นี้ปรากฏในคำพยางค์เป็นช่อง B4           </p><p>                      ว.4  หมายถึง  เสียงวรรณยุกต์กลางค่อนข้างต่ำ – ระดับ  เป็นเสียงที่มีจุดเริ่มต้นที่ระดับกลางค่อนข้างต่ำ  ระดับเสียงคงที่ไปจนสิ้นสุดพยางค์  เสียงวรรณยุกต์นี้ปรากฏในคำพยางค์เป็นในช่อง B3           </p><p>                     ว.5  หมายถึง  เสียงวรรณยุกต์กลางค่อนข้างต่ำ – เลื่อนขึ้น  เป็นเสียงที่มีจุดเริ่มต้นที่ระหว่างระดับกลางค่อนข้างต่ำกับระดับกลาง  และเลื่อนขึ้นไปถึงระดับกลางเมื่อสิ้นสุดพยางค์  เสียงวรรณยุกต์นี้ปรากฏในคำพยางค์เป็นในช่อง C123 </p><p>                     ว.6  หมายถึง  เสียงวรรณยุกต์กลางค่อนข้างต่ำ – ขึ้น  เป็นเสียงที่มีจุดเริ่มต้นระดับกลางค่อนข้างต่ำ เลื่อนขึ้นไปจนถึงระดับกลางและช่วงท้ายพยางค์เลื่อนขั้น ไปที่ระดับกลางค่อนข้างสูงจนสิ้นสุดพยางค์ ปรากฏในคำพยางค์เป็นในช่อง C4           </p><p>                    ว.7 หมายถึง เสียงวรรณยุกต์กลาง- ตก เป็นเสียงที่มีจุดเริ่มต้นที่ระดับ กลาง ค่อยเลื่อนลงไประดับกลางค่อนข้างตํ่าไประหว่างเสียงกลางค่อนข้างตํ่ากับ ระดับกลางจนสิ้นสุดพยางค์ เสียงวรรณยุกต์นี้ปรากฏในคำพยางค์ตายสระเสียงยาว ในช่อง DL123           </p><p>                    ว.8 หมายถึง เสียงวรรณยุกต์กลางค่อนข้างตํ่า-ขึ้น เป็นเสียงที่มีจุดเริ่ม ต้นที่ระดับกลางค่อนข้างตํ่า เลื่อนขึ้นจนถึงระดับกลางในช่วงกลางพยางค์ และ ตกไประดับกลางค่อนข้างสูงในช่างท้ายพยางค์แล้วขึ้นไปที่ระดับกลางค่อนข้างสูงจน สิ้นสุดพยางค์ เสียงวรรณยุกต์นี้ปรากฏในคำพยางค์ตายสระเสียงยาวในช่อง DL4           </p><p>                     ว.9 หมายถึง เสียงวรรณยุกต์กลาง-ระดับ เป็นเสียงที่มีจุดเริ่มต้นที่ระดับ กลางระดับคงที่ ในช่วงท้ายพยางค์เลื่อนขึ้นระดับกลางเล็กน้อยเมื่อสิ้นสุดพยางค์ เสียงวรรณยุกต์นี้ปรากฏในคำพยางค์ตายสระเสียงสั้นในช่อง DS1234 </p><table> <tbody>

A

B

C

DL

DS

ว.1

ว.3

ว.5

ว.5

ว.7

ว.2

ว.4

ว.6

ว.6

</tbody> </table><p class="text-center">ภาพประกอบที่ 2 แสดงการแตกตัวของเสียงวรรณยุกต์ภาษาย้อ (ศศิธร อ่อนเหลา, 2553) </p><p>          ภาษาญ้อ มีการรวมเสียงวรรณยุกต์ในพยางค์เป็นและพยางค์ตาย มี/ใ/ใ-การ รวมเสียงวรรณยุกต์5กับเสียงวรรณยุกต์ 7 กล่าวคือมีการรวมเสียงวรรณยุกต์ใน ช่อง C123=DL123 และมีการรวมเสียงของวรรณยุกต์ 6 กับวรรณยุกต์ 8 กล่าว คือมีการรวมเสียงวรรณยุกต์ในช่อง C4=DL4 ดังนั้นเมื่อมีการรวมเสียงวรรณยุกต์ ดังกล่าว หน่วยเสียงวรรณยุกต์ภาษาญ้อ จึงมี7 หน่วยเสียง ดังปรากฏในภาพ ประกอบที่ 10           อาจกล่าวได้ว่าภาษาไทญ้อ  จัดเป็นภาษาย่อยหรือภาษาถิ่นย่อยของภาษาตระกูลไท – ลาว หรือกลุ่มตระกูลภาษาไท-กระได  เช่นเดียวกันกับภาษาไทลื้อ  ภาษาผู้ไท  ภาษาไทเขิน  ภาษาไทคำตี่  เป็นต้น  ฉะนั้นผู้คนในกลุ่มชาติพันธุ์ไทย – ลาว โดยทั่ว ๆ ไป จึงสามารถฟังภาษาไทญ้อได้เข้าใจพอสมควร </p><h3>2.2.3 ลักษณะสำคัญของภาษาไทญ้อ  บ้านท่าขอนยาง  อำเภอกันทรวิชัย  จังหวัดมหาสารคาม</h3><p>สมชาย ลำดวน (2538 : 24 - 26)  กล่าวว่า  ภาษาไทญ้อที่บ้านท่าขอนยาง   มีภาษาที่แตกต่างไปจากไทญ้อบริเวณอื่น ๆ อยู่บ้าง เช่น</p><p></p><p>                 ไทกลาง :  ทำอะไร
</p><p>                ไทยอีสาน : เฮ็ดหยัง
</p><p>                ย้อถิ่นอื่น : เฮ็ดปิสัง
</p><p>                ย้อท่าขอนยาง : เฮ็ดปิเตอ 
</p><p>คำถามต่าง ๆ คือ ใคร, ผู้ใด, ไปไหน, ทำไม, เมื่อไหร่ ชาวญ้อท่าขอนยาง  จะออกสำเนียงเป็นสระเออ  ทั้งสิ้น  คือ            </p><p>               ไทยกลาง : ไปไหน            
</p><p>               ไทยอีสาน : ไปไส            
</p><p>               ญ้อ : ไปสิเลอ, ไปกะเลอ            
</p><p>               ไทยกลาง  : มาทำไม            
</p><p>               ไทยอีสาน  : มาหยัง            
</p><p>               ญ้อ   : มาเมอเตอ, มาเผอ            
</p><p>               ไทยกลาง   :  ใครนั่งอยู่ที่นั่น            
</p><p>               ไทยอีสาน   : ไผนั่งยุฮั่น            
</p><p>                ญ้อ  :  ผู้เลอนั่งยุฮั่น            
</p><p>              ไทยกลาง  :  เมื่อไหร่จะกลับบ้าน            
</p><p>               ไทยอีสาน :  มื้อได๋สิเมือบ้าน            
</p><p>               ญ้อ  :  ปานเลอสิเมือบ้าน    </p><p>                           ลักษณะเด่นของภาษาไทญ้ออีกอย่างหนึ่ง    คือ แยกเสียงของสระไอ (ไม้มลาย) กับสระใอ (ไม้ม้วน)  ให้แตกต่างกันอย่างชัดเจน  คือ สระไอ จะออกเสียง อัย  แต่คำใช้ไม้ม้วน 20 คำ  จะออกเสียงเป็น  เออ (อา + อือ) ดังตัวอย่าง</p><p></p><table> <tbody>

ไทยกลาง

ไทยอีสาน

ไทญ้อ

หมายเหตุ

หัวใจ

หัวใจ

หัวเจอ

สระใอ

ลูกสะใภ้

ลูกใภ้

ลุกเผ้อ

 

ทิศใต้

ทิศใต้

ทิศเต้อ

 

ใหม่

ใหม่

เหม่อ

 

ใหญ่

ใหญ่

เหย่อ

 

ให้

ให้

เห้อ

 

ใคร, ผู้ใด

ไผ, ผู้ใด๋

เผอ, ผู้เลอ

 

ไป

ไป

ไป

สระไอ

ได้

ได้

ได้

 

ไหว้

ไหว้

ไหว้

 

ฉัน

ข่อย,ข้าน้อย

ข่อย,ข้าน้อย

สระอื่น ๆ

คุณ , เธอ

เจ้า

เจ้า

 

เขา,ท่าน

เพิ่น

เพิ่น

 

รดน้ำ

ฮดน้ำ

ฮดน้ำ

 

มีด, พร้า,อีโต้

มีด,พร้า,มีดโต้

พร้ากะโมง

 

ฟัน

แข่ว

แข่ว

 

เกิน

กาย

กาย

 

</tbody> </table><p class="text-center">ตารางที่ 3 เปรียบเทียบคำศัพท์ภาษาไทยกลาง  ภาษาไทยอีสาน  จาก ภาษาไทญ้อ (สมชาย ลำดวน, 2538) </p><h1>วิดีทัศน์ชาวไทญ้อ บ้านท่าขอนยาง อ.กันทรวิชัย จ.มหาสารคาม</h1><div class="video-container"><iframe width="500" height="281" src="//www.youtube.com/embed/QbEyZZ7fvo4" frameborder="0" allowfullscreen=""></iframe></div><p>
</p><table> <tbody>

เอกสารอ้างอิง

บ้านจอมยุทธ. (7 พฤศจิกายน 2560). ชนพื้นเมืองดั้งเดิม จังหวัดนครพนม. เข้าถึงได้จาก www.baanjomyut.com: https://www.baanjomyut.com/lib...

พระยาอนุมานราชธน. (2514). วัฒนธรรมและประเพณีต่างๆของไทย. พระนคร: คลังวิทยา.

ศศิธร อ่อนเหลา. (2553). การจัดกลุ่มภาษาไทในลุ่มน้ำพาว เมืองคำเกิด แขวงบอลิคำไซ สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว โดยใช้เกณฑ์การเปลี่ยนแปลงร่วมกันของเสียงวรรณยุกต์. วารสารสังคมลุ่มน้ำโขง, 58 - 60.

สมชาย ลำดวน. (2538). รายงานการวิจัย เรื่องวิถีครอบครัว และกลุ่มชาติพันธุ์ไทญ้อ บ้านท่าขอนยาง อำเภอกันทรวิชัย จังหวัดมหาสารคาม. มหาสารคาม: มหาวิทยาลัยมหาสารคาม.

อีสานไกด์. (7 พฤศจิกายน 2560). มารู้จักกับชาติพันธุ์ ชนเผ่าไทย้อ. เข้าถึงได้จาก http://www.isangate.com: http://www.isangate.com/isan/p...

 

 

</tbody> </table><p> </p>