GotoKnow
  • เข้าระบบ
  • สมัครสมาชิก
  • แผงจัดการ
  • ออกจากระบบ
GotoKnow

การบริหารการสื่อสารในภาวะวิกฤติ

กลยุทธการบริหารความขัดแย้ง
บทที่ 3 กลยุทธการบริหารความขัดแย้ง ( Strategic Conflict Management ) กลยุทธการบริหารความขัดแย้ง

ความขัดแย้งมีปรากฏการณ์หลายรูปแบบ ทั้งที่เป็นการให้สวัสดิการภายในประเทศ เช่น ระหว่างเด็กกับสถานรับเลี้ยงเด็ก การใช้ประโยชน์ของการจัดการความขัดแย้ง เป็นวิธีการบริหารจัดการภาวะวิกฤตที่ดี อิทธิพลของการประชาสัมพันธ์ สามารถช่วยแก้ไขภาวะวิกฤติได้ บางครั้งความขัดแย้ง อันเกิดจากการชุมนุมประท้วง บางครั้งบางองค์กรสามารถที่จะจัดการกับภาวะนั้นได้

                                 เวลาที่ล่วงผ่านไป ( Time elapsing )

Issue Management 

การบริหารประเด็น
Risk Communication การสื่อสารความเสี่ยง
Crisis Management การบริหารสถานการณ์วิกฤติ
Reputation Management การบริหารชื่อเสียงขององค์กร
Image Restoration การสร้างภาพลักษณ์ใหม่อีกครั้ง
Environmental Scanning การค้นหาสภาพแวดล้อมขององค์กร
Crisis Plan การวางแผนเพื่อตั้งรับกับสถานการณ์วิกฤติ
The Cycle Resumes for a Given Issue แผนภาพที่ 3.1 วงจรการแก้ไขสถานการณ์วิกฤต
Ongoing Unless Crisis Occurs การดำเนินงานแม้ว่าจะยังไม่เกิดสถานการณ์วิกฤตในองค์กร
Crisis Communications การสื่อสารในสภาวะวิกฤติ
Conflict Resolution การแก้ไขสถานการณ์ความขัดแย้ง
Conflict Positioning การวางตำแหน่งความขัดแย้ง
 

Proactive Phase              Strategic Phase                 Reactive Phase           Recovery Phase

  

                                   

                     

           

           

            กลยุทธในแต่ละช่วงเวลา การจัดประเด็นหลายเป็นจุดที่น่าสนใจในการจัดการและการบริหาร

            ช่วงระยะเวลาของการเปลี่ยนแปลง (Proactive Phase) เป็นการริเริ่มให้เกิดกิจกรรมใหม่ๆ ก่อนที่มันจะเกิดเหตุการณ์นั้นเอง โดยมีขั้นตอนดังนี้ คือ ขั้นแรก การสำรวจสภาพแวดล้อม ( Environmental scanning ) โดยอาศัยวิธีการอ่าน การฟัง และการดู สถานการณ์ความเป็นไปในปัจจุบันที่องค์กรให้ความสนใจ

            ขั้นที่สอง การบริหารประเด็น ( Issue management ) เกิดขึ้นเมื่อองค์กรทำการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมบางอย่างภายในองค์กร หรือวางแผนในการสร้างกลยุทธต่างเพื่อให้เกิดเรื่องราวใหม่ๆ ในสังคม ในระยะของการริเริ่มกิจกรรมนั้น ต้องคอยติดตามความขัดแย้งที่ปรากฏผ่านสื่อต่างๆ หรือที่มองเห็นได้ชัดเจนนั้น จนกลายเป็นต่างฝ่ายต่างต้องทำการบริหารประเด็น ( Issue management ) หรือพยายามสร้างประเด็นหรือนำเสนอประเด็นใหม่ๆ ให้เกิดขึ้นในสังคม เหมือนกับการตัดเก็บข่าวสารของพวกนักประชาสัมพันธ์ ที่ส่งให้กับผู้บริหารในแต่ละวันนั้นเอง

            ขั้นที่สาม คือ การวางแผนการเกิดภาวะวิกฤติ ( Crisis plan ) ซึ่งนับเป็นขั้นตอนแรกของการจัดการเรื่องเลวร้าย ย่ำแย่ที่สุดขององค์กร           ระยะการวางกลยุทธ ( Strategic Phase )

            เป็นระยะเวลาของภาพความขัดแย้งปรากฏชัดเจนขึ้น ซึ่งจำเป็นจะต้องมีนักประชาสัมพันธ์มือฉมังมาช่วยคลี่คลายสถานการณ์และรักษาสถานการณ์ให้คงที่ หรือดีขึ้น สิ่งที่ถูกนำมาใช้ในการจัด  กลยุทธในครั้งนี้ คือ การบริหารความเสี่ยงทางด้านการสื่อสาร ( Risk communication ) เป็นการพยายามที่จะรักษาวิธีการสื่อสารท่ามกลางความเสี่ยงที่เกิดขึ้นทั้งในระดับบุคคลและระดับองค์กร ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการถูกข่มขู่ ปัญหาสุขภาพ และการทำลายสิ่งแวดล้อม แน่นอนเรื่องราวเหล่านี้ย่อมจะเกิดขึ้น จากการที่เรามีความขัดแย้งกับคู่แข่ง หรือองค์กรใดๆ ดังนั้นเราต้องป้องกันด้วยการป้องกันไม่ให้เกิดข่าวลือในทางลบ เพื่อจะได้ไม่นำไปสู่เหตุการณ์ที่เลวร้ายในอนาคต 

            กลยุทธต่อมาคือ การจัดวางตำแหน่งความขัดแย้ง ( Conflict positioning ) เป็นกลยุทธที่สำคัญขององค์กรที่จะทำให้ทราบจุดยืนของตนเองในทางสังคมว่าเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นนั้นเป็นเรื่องของการถูกฟ้องร้องในชั้นศาล การคว่ำบาตร การออกกฏหมายที่ต่อต้านฝ่ายปรปักษ์ การเลือกตั้ง หรือเหตุการณ์ใดๆ ก็ตามที่คล้ายคลึงกันควรที่จะต้องทำการสำรวจประชามติ เพื่อให้กลายเป็นแนวทางในการบริหารภาวะวิกฤติต่อไป

          ระยะการรับผลการเปลี่ยนแปลง ( Reactive Phase ) เป็นการเข้าสู่ช่วงเวลาของการยอมรับผลของการเปลี่ยนแปลงทั้งหมดอันอาจจะเกิดขึ้นกับองค์กรได้ทั้งด้านบวกและด้านลบ

          ระยะฟื้นตัว ( Recovery phase ) เป็นระยะเวลาที่องค์กรต้องการการเปลี่ยนแปลงและการลุกขึ้นยืนอีกครั้ง ขั้นตอนนี้ต้องอาศัยการบริหารชื่อเสียงขององค์กร ( Reputation management ) เช่นเดียวกับการกู้ภาพลักษณ์ให้คืนมาดีเช่นเดิม ซึ่งกรณีที่เกิดขึ้นกับยาแก้ปวด ไทลินอล ของบริษัทจอห์นสัน แอน จอห์นสัน ในบทที่ 2 ( หน้า 50)

การสร้างทีมงานเพื่อแก้ไขสถานการณ์ในภาวะวิกฤต ( Crisis Management Team or CMT ) (Sandra K. Clawson, 2004)

ภาพที่ 3.2 แผนภูมิการจัดสร้างทีมงานบริหารจัดการในภาวะวิกฤติ ( Tom Curtin, 2005 p.p. 97 )

หัวหน้าทีมบริหารจัดการภาวะวิกฤติ (Crisis Management Team Leader)

   

           

เลขานุการ (Secretary)

ผู้บริหารระดับสูง (CEO)
ทีมดูแลสื่อมวลชน (Press room Team)
ทีมดูแลนักการเมือง (Political Liaison Team)
ทีมขาย และผู้จัดการศูนย์รับเรื่องร้องทุกข์ลูกค้า (Call center/Sales manager team)
ทีมจัดสรรทรัพยากรบุคคล (Human resource team)
ปฏิบัติการ (Operations)
สื่อ (Media )
การเมือง (Political)
ลูกค้า / ซัพพลายเออร์ (Customer/ Suppliers)
การสื่อสารในองค์กร (Internal communication)
นักกฎหมาย (Legal)
Officers
Sailors
         
ทีมบริหารการจัดการภาวะวิกฤตนี้จะมีประโยชน์ในการระบุได้ว่าควรจะระบุวิธีปฏิบัติในแต่ละสถานการณ์อย่างไร สมาชิกในทีมควรจะต้องเป็นผู้เข้าใจสถานการณ์ทั้งหมด และควรจะเป็นผู้บริหารระดับสูง เช่น CEO หัวหน้าฝ่ายประชาสัมพันธ์ รองประธาน ผู้บริหารระดับอาวุโสของแต่ละแผนกที่จะนำไปสู่การแก้ไขสถานการณ์วิกฤตให้เบาบางลงได้ เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย นักกฏหมายประจำองค์กร และผู้ที่เป็นพยาน เป็นผู้รู้เห็นเหตุการณ์ทั้งหมด

            ต้นฉบับของการจัดการทีมงานจะต้องมีหมายเลขโทรศัพท์มือถือ หรือหมายเลขที่จำเป็นสามารถติดต่อได้ในกรณีที่เร่งด่วน โดยที่จะต้องไม่บอกว่าต้องการพบใครเป็นกรณีพิเศษ นอกจากนี้ต้องระบุหน้าที่ความรับผิดชอบของแต่ละบุคคลให้ทราบ ดังตัวอย่างแบบฟอร์ม ข้างล่างนี้

ตัวอย่างที่หนึ่ง   

ชื่อ ................................................ หมายเลขโทรศัพท์ที่บ้าน..........................

หมายเลขโทรศัพท์ที่ทำงาน............................................................................ หมายเลขโทรศัพท์เคลื่อนที่...........................................................................  
     

            ในกรณีของทีมประชาสัมพันธ์ในภาวะวิกฤต หรือฝ่ายการสื่อสารขององค์กร จะต้องมีการเตรียมทีมให้พร้อมในเรื่องของการให้ข้อมูล ที่มีประโยชน์ต่อความต้องการของผู้ที่เข้ามาขอข้อมูล โดยการสร้างประโยคที่มีส่วนประกอบ โครงสร้างดังนี้ คือ

ทางบริษัทจะขอรับทราบข้อร้องเรียนในเบื้องต้นก่อน และจะทำการเก็บรวบรวมข้อมูล เมื่อพร้อมแล้วจะแจ้งให้ทราบ หรืออาจจะมีการแถลงข่าว ก่อน 4 โมงเย็นของวันนี้ กรุณาฝากชื่อ และหมายเลขโทรกลับเพื่อให้ทางทีมงานแจ้งกลับได้เมื่อทราบคำตอบ

            สิ่งแรกที่ควรรับผิดชอบในการสื่อสารเพื่อการจัดการภาวะวิกฤต ควรจะต้องมีการวางตำแหน่งที่เหมาะสม หรือการวางที่อยู่ที่สามารถติดต่อได้อย่างทันที คือ สิ่งที่ต้องคิดถึงอย่างไร เป็นเรื่องที่อาจจะเกิดการผิดพลาดเสมอเมื่อการยอมรับในระดับที่สูงขึ้น และมีความเป็นไปได้ที่จะสร้างความน่าเชื่อถือและความมั่นใจให้กับองค์กรทั้งภายใน และภายนอกต่อผู้รับสาร ซึ่งเป็นเรื่องที่ยากและท้าทาย กลุ่มผู้บริหารระดับอาวุโส ในการจัดการ โดยเฉพาะเมื่อเรื่องนั้นเกี่ยวข้องกับทางด้านกฏหมาย อย่างไรก็ตามหากมีการทำการบ้านมาอย่างดี คุณจะได้รับคำแนะนำที่ดีต้อการวางแผนการอย่างลดต้นทุนค่าใช้จ่าย หลายกรณีศึกษาทางด้านการประชาสัมพันธ์มักจะเกี่ยวข้องกับทางด้านกฏหมาย และการบริหารจัดการที่สูงขึ้นซึ่งจะไม่ไปค้นที่จุดเริ่มต้นของสาเหตุ

            เป้าหมายหลักและสำคัญที่สุดคือการวางเป้าหมายไว้ที่การบูรณาการและการสร้างชื่อเสียงให้กับบริษัท

            ต้องไม่พูดโกหก            ต้องไม่พูดเป็นการปฏิเสธ และต้องไม่ปกปิดว่าตัวเองมีส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์อย่างไร การจัดวางตำแหน่งขององค์กรและการบริหารจัดการในภาวะวิกฤต             การตัดสินใจวางตำแหน่งสิ่งสำคัญต้องคำนึงถึงบทบาทขององค์กรและวางตัวเองตามสถานการณ์ ว่าตัวเราเข้าไปเกี่ยวข้องกับวิกฤตได้อย่างไร ในสายตาของคนนอก และเพิกเฉยต่อสถานการณ์ที่จะทำให้องค์กรแย่มากขึ้นไปอีก             ตัวอย่างของการจัดวางตำแหน่ง โดยพิจารณาจากประเภทขอบข่ายความรับผิดชอบดังนี้ 1.       ดูตำแหน่งของการบริหารทรัพยากรบุคคลว่ามีความผิดปกติหรือไม่ ( Human error) 2.       ตรวจสอบระบบงานธุรการว่ามีความผิดปกติหรือไม่ (Clerical error) 3.       มีกระบวนการดำเนินงานที่ไม่ได้รับการรับรองอย่างถูกต้องในทางอำนาจอย่างไร (Unauthorized procedures) 4.       มีคำแนะนำที่มีการไตร่ตรองมาก่อนอย่างไร (Inadequate supervision) 5.       มีการควบคุมคุณภาพภายในอย่างไร ( Inadequate quality control ) 6.       ระวังอย่าให้มีการให้ข้อมูลที่ผิดพลาดของข้อมูลที่เป็นความลับ (Misuse of confidential information)

7.       ความผิดพลาดในการตัดสินใจ (Errors of judgment)

8.       การดำเนินงานที่ไม่มีมาตรฐาน ( Inadequate standard operating procedures)

            การตัดสินใจนั้นการวางตำแหน่งต้องคำนึงถึงความสำคัญของการจัดลำดับเหตุการณ์ เช่น กฏหมาย การเงิน การประชาสัมพันธ์ ผลกระทบต่อฝ่ายบริหาร และผลกระทบในการดำเนินงาน

จำไว้ว่า คนในองค์กรเริ่มต้นได้ยินอย่างไร และสุดท้ายได้ยินอย่างไร           การจัดวางตำแหน่งของผู้แทนในการพูดขององค์กร             เรื่องที่เฉพาะของการสร้างสรรค์ตัวแทนองค์กร ด้วยการสร้างข้อความที่เป็นทางการ และคำตอบที่พร้อมจะให้กับสื่อมวลชนในช่วงเกิดภาวะวิกฤตนั้น             การสำรองข้อมูลของการสร้างสรรค์ตัวแทนองค์กรที่จะสามารถจำแนกเพื่อเพิ่มเติมคนอื่นในกรณีที่ตัวแทนคนแรกไม่สามารถมาได้             ในทำนองเดียวกันผู้แทนองค์กรคนแรก และคนสำรองต้องมีความเชี่ยวชาญและชำนาญในการให้คำแนะนำ ซึ่งฐานข้อมูลนั้นควรจะรวบรวมสถานะทางการเงิน วิศวกรรม ผู้นำชุมชน หรือทุกคนที่เกี่ยวข้องต่อการแก้ไขสถานการณ์วิกฤตขององค์กร   นอกจากนี้ควรจะมีทักษะในการสื่อสารผ่านโทรทัศน์ และการให้ข้อมูลกับผู้สื่อข่าวได้ ผู้แทนองค์กรต้องเป็นบุคคลที่ไม่ควรจะไม่พูดจาไร้สาระ  มีความศรัทธาต่อบทบาทของนักข่าว มีความรู้ในเรื่องของการบริหารจัดการองค์กร และรู้จักที่จะจัดการสถานการณ์วิกฤติขององค์กรให้เกิดความน่าเชื่อถือต่อนักข่าวได้อย่างดี สร้างความมั่นใจให้กับผู้ฟังได้  มีความสามารถพิเศษในการจูงใจกลุ่มผู้ฟังได้อย่างดี ดูแล้วมีบุคลิกภาพที่จริงใจ พูดจาตรงประเด็น และมีความน่าเชื่อถือ สามารถเข้าถึงสื่อและสามารถสื่อสารภายในองค์กรระหว่างบุคคลได้ นอกจากนี้ยังสามารถจัดการเอื้ออำนวยความสะดวกให้กับสื่อในการสัมภาษณ์สามารถควบคุมอารมณ์ได้อย่างดี             ในทำนองเดียวกันการกำหนดตัวบุคคลให้ทำหน้าที่เป็นตัวแทนในการและสำรองข้อมูล มีความมุ่งหมายเพื่อให้เกิดเป็นพรรคพวกเดียวกันในสถานการณ์วิกฤต ไม่ว่าจะเป็นตำรวจ แผนกดับเพลิง เจ้าหน้าที่สาธารณสุข  เป็นต้น คนเหล่านี้สามารถเป็นตัวแทนขององค์กรในการให้ข้อมูลกับผู้สื่อข่าวได้ มันเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่งในการกำหนดอัตลักษณ์ ที่เป็นลักษณะเฉพาะทางบุคคลเท่าที่เป็นไปได้ และสามารถติดต่อกับสื่อ ประสานระหว่างตัวบุคคลได้ และนอกจากนี้ยังสามารถประสานระหว่างองค์กร และตามความสนใจเมื่อไรเท่าที่จะเป็นไปได้

           

  นโยบายทางสื่อสารและการดำเนินงาน

            เลือกสถานที่ในการสื่อสารที่อยู่ตรงกลางที่สุด ควรจะมีการจัดตั้งสถานที่ทำงานของศูนย์สื่อสารในภาวะวิกฤต ตัวแทนองค์กร และศูนย์ปฏิบัติการเร่งด่วนเพื่อให้มั่นใจได้ว่าสามารถตัดสินใจเพื่อให้เกิดการตัดสินใจในระหว่างภาวะวิกฤตได้อย่างดี

            อย่าเปลี่ยนกฎเกณฑ์ใดๆ โดยเฉพาะในสถานการณ์ที่สื่อเองเป็นผู้กำหนด ซึ่งกระบวนการนี้สื่อเป็นผู้ตัดสินใจเองในการจัดเตรียมประเด็นต่างๆ และหาคำตอบของทิศทางวิกฤติ ถ้ามีการจัดเตรียมเนื้อหาที่เกี่ยวข้องตรงกับความต้องการทางด้านความปลอดภัยจากสารพิษ ควรจะทำการให้คำแนะนำถึงระดับบน ทุกความเปลี่ยนแปลงของสื่อในการจัดการกับวิกฤตการณ์ต่างๆ กันของผู้สื่อข่าว นั่นคือ ต้องไม่พยายามแสดงให้เห็นว่าคุณกำลังปิดบังอะไรอยู่             ผู้สื่อข่าวต้องพูดคุยกับเจ้าหน้าที่ในโรงเรียน คณะหรือนักเรียนที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตการณ์ มันเป็นสิ่งที่ดีที่สุดในการเป็นตัวแทนสัมภาษณ์ระดับต้นๆ เป็นผู้สำรองข้อมูลให้กับผู้แทน หรือผู้เชี่ยวชาญทางด้านเทคโนโลยี ควบคุมกระบวนการสัมภาษณ์ คือ บริหารกุญแจสำคัญของวิกฤติการณ์             อย่างไรก็ตาม จงจำไว้ว่าผู้สื่อข่าวมีสิทธิที่จะตั้งประเด็นคำถามกับทุกคน ที่เขาต้องการจะถาม และถ้าเขาไม่สามารถได้คำตอบที่ดีจากคุณได้เขาก็จะหาทางไปถามกับคนอื่นต่อเพื่อจะนำไปทำเป็นสกู๊กข่าวต่อไป นักข่าวส่วนใหญ่ต้องการยืนอยู่คนละมุมกับองค์กรที่กำลังประสบปัญหาภาวะวิกฤติ อาจจะเป็นไปได้ในบางทีที่เขาจะเข้าข้างคุณหากว่าเรื่องนั้นเป็นประเด็นที่เขาต้องการ แน่นอนว่าเขาต้องพิจารณาอย่างละเอียดรอบคอบ โดยส่วนใหญ่แล้วสื่อจะปฏิบัติต่อทุกคนอย่างเท่าเทียมกัน   อะไรก็ตามที่ให้กับใครก็ตาม เช่นการเข้าถึงพื้นที่ประสบภาวะวิกฤต ควรจะนำส่งต่อไปยังสื่อมวลชนทุกประเภท             การฝึกปฏิบัติในการตอบประเด็นคำถามที่เข้มข้น

            สถานการณ์วิกฤติจะยากต่อการจัดการเมื่อเผชิญหน้ากับสื่อมวลชน ดังนั้นการฝึกตอบคำถามในประเด็นที่เข้มข้นจึงเป็นสิ่งที่ผู้แทนองค์กรจะต้องหันตอบคำถามเพื่อให้ถึงเวลาในการสัมภาษณ์กับสื่อมวลชนนั้นจะเป็นไปอย่างราบรื่น

            เป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่งในการที่ผู้แทนองค์กร ผู้ให้คำแนะนำ จะต้องใช้เวลาส่วนใหญ่ในการฝึกตอบประเด็นและสามารถตอบคำถามในเรื่องที่ลำบากต่อการให้ข้อมูล ถ้าเป็นไปได้ การฝึกซ้อมในประเด็นเดิมๆ ควรจะสรุปส่งไปให้สื่อมวลชนทั้งหมด และนำเข้าเป็นประเด็นในการแถลงข่าว นอกจากนี้ยังจะต้องทำการฝึกตอบคำถามในประเด็นหรือเรื่องราวใหม่ๆ ที่อาจจะเกี่ยวข้องตามมาก็ได้             มันเป็นสิ่งที่ดีมากกว่าการจะขึ้นไปเผชิญหน้าท่ามกลางความประหลาดใจ ในการสร้างคำถามเชิงลึก ของสื่อมวลชน ต้องระมัดระวัง และเตรียมการอย่างดี

            นักสื่อสารองค์กรและนักประชาสัมพันธ์จะต้องจัดเตรียมประเด็นคำถามและคำตอบเพื่อใช้สำหรับการฝึกตอบในแต่ละครั้ง คำถามและคำตอบนั้นควรจะเป็นที่รู้กันในองค์กรเท่านั้นไม่ควรนำออกเผยแพร่ไปนอกองค์กร       ไม่ควรอาสาที่จะให้ข้อมูลถ้าองค์กรนั้นไม่ได้เตรียมที่จะตอบมาก่อน

จำไว้ว่าไม่ควรพูดนอกเหนือจากที่เตรียมมาก่อนหน้า เมื่อเกิดเหตุการณ์ เราควรจะพูดความจริงหรือไม่ ? (Should we tell the truth?)

            มีกรอบในการพิจารณาทางด้านจิตวิทยา คือ หน้าต่างโจฮารี่ ( The Johary Windows ) หลังจากที่โจและแฮรี่ ( Joe and Harry ) สองนักประดิษฐ์ ได้ทำการทดลองด้วยการสร้างโมเดลหน้าต่าง และใช้ชื่อของทั้งสองมาเป็นชื่อจึงกลายเป็นปรากฏการณ์ที่คุ้นเคยอย่างดี ดังคำอธิบาย

ภาพที่ 3.3 หน้าต่างโจฮารี่ The Johary Window Model (Ian I. Mitrof, 2000 p.p. 64 -65) คนอื่นๆ ( Another Person ) รู้ ( Known )                ไม่รู้ ( Unknown )

รู้ (Known)

1. บริเวณอิสระ

ตัวเอง (Yourself)

(สาธารณะ)

2. บริเวณที่มืด                      ( จุดบอด )

ไม่รู้ ( Unknown )

3. บริเวณซ่อนเร้น    ( ความลับ )

4. บริเวณที่ไม่มีใครรู้      ( ลึกลับ )

       

สาธารณะ

ความลับ

จุดบอด

ลึกลับ

เมื่อมีการเปิดเผยตัวเอง หากมีการเปิดเผยช่อง 1 ให้กว้างขึ้น ช่อง 3 ก็เล็กลง

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย 

หมายเลขบันทึก: 64685
เขียน:
แก้ไข:
ความเห็น: 1
อ่าน:
สัญญาอนุญาต: สงวนสิทธิ์ทุกประการ

ความเห็น (1)

ขอทราบชื่อวิทยากรที่เกี่ยวกับการสื่อสารความเสี่ยงค่ะ กำลังจะทำโครงการการตอบโต้ภาวะฉุกเฉินทางสาธารณสุข