ห้องเรียนจิตปัญญากับเด็กอาชีวะ

การเรียนการสอนในยุคปัจจุบันได้ถูกพัฒนาจากการเรียนการสอนเมื่อก่อนนั้น ที่เน้นการจดและท่องจำตั้งแต่อนุบาลจนถึงมัธยมตอนตอนการศึกษาของไทยในการศึกษาขั้นพื้นฐาน แบ่งได้ 2 ส่วน คือ สายสามัญ และสายอาชีพ โดยนักเรียนและผู้ปกครองของไทยในปัจจุบัน เริ่มสนใจและเข้ามาศึกษา ในสายอาชีพ กันมากขึ้น การเรียนในอาชีวะจะเน้นให้เกิด ทักษะ หรือ P แต่ก็จะต้องประกอบกันทั้ง 3 ส่วน คือด้านความรู้ความเข้าใจ(K) ทักษะในการทำงาน(P) และเจตคติที่ดีและรักในวิชาชีพ(A)

          ในการจัดการห้องเรียนของอาชีวะจะเน้นขิงสมมรรถนะแต่ถ้าแต่ถ้าผู้สอนจัดการเรียนโดยใช้จิตตปัญญาศึกษาจะสามารถทำได้หรือไม่ แนนวคิดจิตปัญญาศึกษาเชื่อว่าเป็นกระบวนการเรียนรู้ภายในอย่างใคร่ครวญเป็นการศึกษาที่มุ่งพัฒนาความคิดจากข้างในให้เกิดตระหนักรู้และเกิดปัญญาโดยทำได้ 3 ลักษณะ คือ

  • การฟังอย่างลึกซึ้ง Deep Listening
  • การน้อมสู่ใจอย่างใคร่ครวญ Contemplation
  • การเฝ้ามองตามที่เป็นจริง Meditation ทำให้เกิดความเชื่อมโยงจากภายในสู่ภายนอกการเข้าใจตอนเองเข้าถึงความจริงและเปลี่ยนมุมมองเพื่อเปิดกว้างยอมรับตามความหลากหลาย

หนทางแห่งจิตภายใน นำสู่วิธีปฏิบัติ (Conduct) เช่น การรับฟังอย่างลึกซึ้ง (Deep Listening) เพื่อนรับฟัง การตั้งคำถามเพื่อสืบค้น การสื่อสารอย่างสันติ (NVC) สุนทรียสนทนา (Dialogue) การมีสังฆะ  การดำรงอยู่ร่วม การส่งมอบสิ่งดีงาม ความสุข จิตอาสา กิจกรรมพลังกลุ่ม จิตตศิลป์ การนำพาจิตใจสู่ความสงบ โยคะ ดนตรี ฯลฯ

วิธีการปฏิบัตินำสู่ ผลลัพธ์ (Outcome) คือ การเปลี่ยนแปลงจากภายใน (Transformation)

นอกจากคำว่า จิตตปัญญาศึกษา (Contemplative Education) ยังมีคำเรียกอื่นๆ ที่มีความหมายไปในแนวทางเดียวกัน เช่นคำว่า การศึกษาเพื่อจิตสำนึกใหม่ (Education for a New Consciousness), การศึกษาที่มีหัวใจความเป็นมนุษย์ (Humanized Educare) และ การเรียนรู้เพื่อการเปลี่ยนแปลงขั้นพื้นฐาน (Transformative Learning)

แก่นแห่งจิตตปัญญา

เรียกรวมๆ ว่า MINDS คือ กระบวนการเรียนรู้และการปฏิบัติ ประกอบด้วย การมีสติ (M : Mindfulness) การสืบค้นกระบวนการเรียนรู้ที่เหมาะสมกับตน (I : Investigation) การน้อมมาปฏิบัติอย่างต่อเนื่องจริงจัง (N : Natural effort) การเบิกบานผ่อนคลาย (D : Delightful Relaxation) การมีจิตตั้งมั่น และ เป็นกลาง (S : Sustained Equanimity) สอดคล้องกับหลักธรรมโพชฌงค์ 7 ในพระพุทธศาสนา

 กระพี้แห่งจิตตปัญญา

คือ ส่วนที่สนับสนุนหล่อเลี้ยงจิตตปัญญาศึกษา ลำเลียงแร่ธาตุ และ น้ำมาเลี้ยงลำต้นให้ดำรงอยู่ ได้แก่ สังฆะ การให้คุณค่าต่อการสร้างชุมชนแห่งการเรียนรู้ (Community of Practice) ร่วมกัน และ วัฒนธรรม (Culture) การให้คุณค่าแก่รากฐานทางภูมิปัญญาที่หลากหลาย ในสังคมหนึ่งๆ อาจมีหลายวัฒนธรรมซ้อนทับกันอยู่ และ ในแต่ละวัฒนธรรม อาจมีสังฆะของชุมชนแห่งการเรียนรู้ หลายสังฆะอยู่ในนั้น

เปลือกแห่งจิตตปัญญา

คือ รูปแบบกิจกรรม และ วิธีการเรียนรู้ที่สามารถสังเกตได้ ครอบคลุมเครื่องมือ และ การปฏิบัติในรูปแบบต่างๆ ของจิตตปัญญาศึกษา การพัฒนาให้เกิดสภาวะที่ได้ดำรงอยู่กับปัจจุบันขณะ สามารถหลุดพ้นจากการยึดติดในตัวตนที่คับแคบเป็นอิสระ พ้นจากความกดดัน ความทุกข์ ครูผู้สอนมีบทบาทสำคัญในการนำพาศิษย์เรียนรู้โดยหยั่งให้ถึงราก การนำเอาการฝึกปฏิบัติมาใช้ควรให้ความสำคัญกับการลงมือกระทำ ฝึกปฏิบัติอย่างต่อเนื่อง และ เชื่อมโยงถึงคุณค่าสูงสูด (จิตเล็ก สู่ จิตใหญ่ หรือ อภิจิต) เลือกวิถีปฏิบัติที่เหมาะสม สอดคล้องกับตนเอง

การฝึกปฏิบัติ ตั้งอยู่บนรากฐานของการสื่อสารและเชื่อมโยง (Communion and Connection) และ การตื่นรู้ (Awareness) แบ่งออกเป็น 7 ประเภท ตาม แผนภาพ The Tree of Contemplative Practices ได้แก่

1.การฝึกผ่านการสงบนิ่ง (Stillness Practices) เช่น การเจริญสติ

2.การฝึกผ่านกิจกรรมริเริ่มรังสรรค์ (Generative Practices, Co-creation) เช่น การเจริญเมตตา

3.การฝึกผ่านกระบวนการเชิงสร้างสรรค์ (Creation Process Practices) เช่น ศิลปะ ดนตรี การจดบันทึก

4.การฝึกผ่านกิจกรรมทางสังคม (Activist Practices) เช่น กิจกรรมจิตอาสา

5.การฝึกผ่านกระบวนการสานสัมพันธ์ (Relational Practices) เช่น การฟังอย่างลึกซึ้ง

6.การฝึกผ่านการเคลื่อนไหว (Movement Practices) เช่น การเดินสมาธิ โยคะ

7.การฝึกผ่านพลังพิธีกรรมศักดิ์สิทธิ์ (Ritual/Cyclical Practices)

          เด็กอาชีวะในปัจจุบันแตกต่างจากเมื่อก่อนโดยสิ้นเชิงแต่ยังอาจจะมองเห็นภาพเดิมๆในเรื่องของการทะเลาะวิวาท เกเร ไม่เข้าเรียน หากนำแนวคิดจิตตปัญญาศึกษามาใช้ควบคู่กับกิจกรรมในห้องเรียน เพื่อให้เกิดสมาธิก่อนเข้าชั้นเรียน หรือแม้แต่ขณะเรียนก็สามารถใช้แนวคิดจิตตปัญญาศึกษาเพื่อสอดแทรกในขณะสอนได้เพื่อให้เกิดการเรียนรู้จากภายใน เพื่อเกิดประโยชน์สูงสุด เด็กจะได้รับกระบวนการเรียนรู้ ด้านความรู้ความเข้าใจ(K) ทักษะในการทำงาน(P) และเจตคติที่ดีและรักในวิชาชีพ(A) ที่มีแนวคิดจิตตปัญญาศึกษากับเด็กอาชีวศึกษา สู่สังคมได้อย่างมีประสิทธิภาพ