วันนี้ข้าขอแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับออเจ้า เรื่อง"กระบวนการสร้างปัญญาตามหลักคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตามวิถีทางแห่งไตรสิกขา"  จากประสบการณ์และปัญญาอันน้อยนิดของข้า ผิดถูกเช่นไรขอออเจ้าโปรดอภัยให้ข้าด้วยเถิด...
      กระบวนการสร้างปัญญาตามหลักพุทธศาสนา มี 3 ขั้นตอนด้วยกัน คือ สุตมยปัญญา เป็นปัญญาที่เกิดจากการได้อ่าน  ได้ฟังจากคนอื่นบอกเล่ามา  จินตามยปัญญา เป็นปัญญาที่เกิดจากการพินิจพิจารณาจากปัญญาประเภทที่ 1 อย่างแยบคาย ว่าสมควรเชื่อถือได้หรือไม่ สามารถนำปฏิบัติให้เกิดประโยชน์ได้หรือไม่  จนกระทั่งยอมรับศรัทธา   และ   ภาวนามยปัญญา เป็นปัญญาที่เกิดจากการปฏิบัติจนรู้แจ้งเห็นจริงด้วยตนเอง   จะเห็นว่าที่เราเรียนรู้หลักคำสอนกันอยู่ในปัจจุบันไน่าจะได้เพียงขั้นที่ 1 (สุตตมยปัญญา)กันเป็นส่วนใหญ่
         หากเรายอมรับในหลักธรรมคำสอนของสมเด็จพระสัมมาพระพุทธเจ้าที่ทรงตรัสรู้ชอบด้วยพระองค์เอง ว่าเป็นหลักวิทยาศาสตร์ อันเป็นหลักสากล  ที่เรียกว่าอริยสัจ 4  ตามที่เราสวดมนต์เป็นภาษาบาลีกันอยู่ทุกเมื่อเชื่อวันว่า “สวากขาโต  ภะคะวะตาธัมโม(พระธรรม เป็นสิ่งที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ดีแล้ว) สันทิฏฐิโก(เป็นสิ่งที่ผู้ศึกษาและปฏิบัติพึงเห็นได้ด้วยตนเอง)  อะกาลิโก(เป็นสิ่งที่ปฏิบัติได้ และให้ผลได้ไม่จำกัดกาล)   เอหิปัสสิโก(เป็นสิ่งที่ควรกล่าวกับผู้อื่นว่า  ท่านจงมาดูเถิด)  โอปะนะยิโก(เป็นสิ่งที่ควรน้อมเข้ามาใส่ตัว)  ปัจจัตตัง เวทิตัพโพ วิญญูหิติ(เป็นสิ่งที่ผู้รู้ก็รู้ได้เฉพาะตน)...”
        ดังนั้นการเรียนรู้เรื่องหลักธรรมคำสอนจึงต้องเชื่อมโยงให้เกิดปัญญาทั้ง สุตตมยปัญญา  จินตามยปัญญา และภาวนามยปัญญา ที่มีความต่อเนื่องเกี่ยวพันกันด้วย  โดยเฉพาะขั้น จินตามยปัญญา ควรได้ใช้ปัญญาคิดวิเคราะห์และสังเคราะห์ให้เกิดความเข้าใจอย่างชัดเจน
       เริ่มตั้งแต่การทำความเข้าใจเรื่องอริยสัจ 4   ก็ควรนำความรู้จากข้อมูลที่ได้อ่าน ได้ฟังจากแหล่งเรียนรู้ต่างๆ(สุตตมยปัญญา) มาวิเคราะห์ สังเคราะห์ เชื่อมโยงให้เกิดความเข้าใจอย่างแท้จริง
        


        เราสามารถวิเคราะห์เชื่อมโยงกับกระบวนการเชิงระบบ หรือกระบวนการทางวิทยาศาสตร์  ให้เห็นภาพและตัวอย่างที่ชัดเจน  เริ่มจากความหมายของทุกข์ในแง่มุมต่างๆ  เทียบกับกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ก็คือปัญหาที่เกิดจากความไม่สมดุลระหว่างสภาพที่เป็นอยู่กับสภาพที่ต้องการ  รวมทั้งเชื่อมโยงสู่การอธิบายขันธ์ 5(รูป  เวทนา  สัญญา  สังขาร  วิญญาณ) ด้วย  เพื่อให้เกิดความเข้าใจเรื่องนี้อย่างชัดเจน เราอาจศึกษาหรือทบทวนกรณีตัวอย่างที่พบจริง ให้เห็นเป็นรูปธรรมก็ได้              
              สมุทัย หรือเหตุแห่งทุกข์ เทียบกับกระบวนการเชิงระบบก็คือการวิเคราะห์สาเหตุของปัญหา  ให้เห็นต้นตอที่แท้จริงของทุกข์ที่มาจาก กิเลส(ความโลภ  ความโกรธ  ความหลง) และตัณหา(ความทะยานอยาก)  ซึ่งท่านพุทธทาส บอกว่า ต้นตอจริงๆก็คือ ตัวอวิชชา (ขาดปัญญา) นั่นเอง   การทำให้เกิดความกระจ่างในเรื่องนี้  เราอาจตั้งคำถามในใจ เช่น “ทำไมเด็กเกิดมาจึงต้องร้องไห้”  โดยวิเคราะห์ในทางการแพทย์ แล้วโยงไปสู่ “อยากได้อากาศหายใจ”  พอโตขึ้นมาก็อยากได้โน่นอยากได้นี่ก่อกิเลสและตัณหาพอกพูนขึ้นเรื่อยๆ เป็นต้น  ข้าขอเล่านิทานย่อๆสัก 2 เรื่องอาจทำให้เข้าใจเรื่องสมุทัยได้ชัดเจนมากขึ้น คือ
         เรื่องแรก   วิธีดักจับลิงของชาวสวนที่มาทำลายพืชผล  เขาจะนำกะลามะพร้าวมาเจาะรู  ขูดเนื้อมะพร้าวหรือใส่ถั่วที่ลิงชอบไว้ในกะลา   เจ้าลิงพอได้กลิ่นของที่ชอบก็วิ่งมา  ล้วงมือเข้าไปในลูกมะพร้าว  กำของโปรดของมันไว้แน่น  แต่พอมันจะดึงมือออกมา  มันกลับดึงออกมาไม่ได้  นั่งรอจนชาวสวนมาจับตัวไป   มนุษย์เรามากมายหัวเราะเยาะลิงว่า โง่จริงๆ  ถ้าอยากให้มือหลุดออกไป  ก็แค่ปล่อยถั่วที่มันกำไว้แน่นเท่านั้น            เรื่องที่ 2 มีชายหนุ่มคนหนึ่ง  ขับรถเบนซ์สปอร์ตคันใหม่  ฉวัดเฉวียนไปบนถนนด้วยความเร็วสูง  ทันใดนั้นรถของเขาเกิดเสียหลักพุ่งเข้าชนเกาะกลางถนนอย่างแรง ตัวของเขาหลุดกระเด็นออกมานอกรถ  ทันทีที่เขาฟื้นคืนสติ  แล้วหันไปพบซากรถที่พังยับเยิน  เขาก็ร้องครวญครางว่า  “ เบนซ์สปอร์ตของฉัน  เบนซ์สปอร์ตของฉัน”  คุณลุงขายผลไม้ข้างถนนก็รีบตะโกนบอกเขาว่า  “ คุณ…มัวร้องไห้เสียดายรถอยู่ได้ยังไง  ดูโน่นสิ  แขนของคุณกระเด็นไปอยู่ฟากโน้นแน่ะ ”   ทันทีที่เขาหันไปเห็นแขนของตนเองที่ฉีกขาดยับเยิน  เขาก็ร้องเสียงดังโหยหวนว่า  “ โธ่…นาฬิกาโรเล็กซ์ของฉัน  โรเล็กซ์ของฉัน…
           เมื่อรู้สาเหตุของปัญหาที่แน่ชัดแล้ว  ก็จะต้องแก้ที่สาเหตุของปัญหาเพื่อให้ทุกข์หมดไป ก็คือ นิโรธ(การดับทุกข์)  แต่จะทำอย่างไรให้ทุกข์ดับไป  ก็ต้องใช้มรรค 8(ทางดับทุกข์)  คราวนี้ถึงตอนสำคัญที่จะต้องเชื่อมโยงให้เห็นวิธีปฏิบัติให้เป็นรูปธรรม และสอดคล้องกับประสบการณ์เดิม วิธีที่อยากแนะนำก็คือการวิเคราะห์มรรค 8 แต่ละข้อ จัดกลุ่มให้สอดคล้องกับหลักไตรสิกขา (ศีล  สมาธิ  ปัญญา) ให้เห็นจริงว่าตนเองได้ปฏิบัติตามอริยมรรคอย่างครบถ้วน ในวิถีชีวิตจริงทุกอิริยาบท
           <p></p>    
         จะเห็นได้ว่า หลักอริยมรรคทั้ง 8 ข้อ เชื่อมโยงกับหลักไตรสิกขาได้อย่างเหมาะเจาะ  และเป็นลำดับขั้นตอน ซึ่งต้องทำความเข้าใจในมรรคแต่ละข้อให้กระจ่างก่อน  ผมจะไม่อธิบายความหมายของมรรคแต่ละข้อในที่นี้  แต่จะเสนอแนะว่า  การนำไปสู่การเรียนรู้ตามอริยมรรคทั้ง 8 ข้อ  เราสามารถใช้หลักไตรสิกขา  อธิบายให้เห็นความสอดคล้องกันของวิธีปฏิบัติที่จะทำให้พ้นทุกข์  ว่า  ลำดับแรกต้องรักษาศีลให้บริสุทธิ์อย่างน้อย 5 ข้อให้ได้ซึ่งถือเป็นพื้นฐานที่สำคัญที่สุดในการสร้างสมาธิและก่อให้เกิดปัญญา   ซึ่งทั้งศีล สมาธิ  และปัญญา จะเกี่ยวข้องสัมพันธ์กัน             ผมคงไม่แนะนำวิธีสอนหรือฝึกสมาธิ และสร้างปัญญาในที่นี้ตรงๆ  เพราะแต่ละท่านคงมีอุบายในการเรียนรู้ด้วยตนเอง  โดยต้องลงมือฝึกปฏิบัติด้วยตนเอง  ดังที่ว่า ปัจจัตตัง เวทิตัพโพ วิญญูหิติ(เป็นสิ่งที่ผู้รู้ก็รู้ได้เฉพาะตน) และต้องเข้าใจพื้นฐานของคำว่า กรรมฐาน และ วิปัสสนามาก่อน  รวมทั้งการต่อยอดสุตตมยปัญญา และ จินตามยปัญญา สู่การสร้างปัญญาชั้นสูงหรือภาวนามยปัญญา ซึ่งเป็นทางแห่งการดับทุกข์ หรือขจัดอวิชชา ที่เป็นตัวก่อให้เกิดกิเลสและตัณหาทั้งหลาย นั้น   ต้องได้รับการฝึกจิตอย่างต่อเนื่อง  นั่นคือการเจริญสติวิปัสสนา
           <p></p>   
          การสร้างปัญญาขั้นภาวนามยปัญญา ด้วยการการเจริญสติวิปัสสนานั้น หลักจริงๆก็คือ  การพิจารณาจากขันธ์ 5 หรือกาย(รูป) กับจิต(นาม) นั่นเอง            
            โดยส่วนตัวของข้า มีวิธีฝึกจิตให้ว่างตามวิถีทางแห่งไตรสิกขา  โดยพยายามรักษาศีล 5 ให้บริสุทธิ์อย่างต่อเนื่อง  แล้วฝึกสมาธิด้วยอานาปานสติ  โดยดูลมหายใจเข้าออกตรงสามเหลี่ยมใต้จมูก  ไม่มีการบริกรรมใดใด  ให้มีสติอยู่กับปัจจุบัน จนกระทั่งรู้สึกว่าจิตนิ่งไม่คิดฟุ้งซ่านหรือปรุงแต่งออกไปข้างนอก  แล้วปฏิบัติวิปัสสนา(ภาวนามยปัญญา)ต่อเนื่อง  โดยใช้จิตพิจารณาดูกาย(นาม-รูป)  ตั้งแต่ศีรษะลงมาทุกจุดอย่างช้าๆจนถึงปลายเท้า  แล้วจากปลายเท้ามาถึงศีรษะ เคลื่อนลงอยู่เช่นนี้  เมื่อเกิดเวทนา(ความรู้สึก)ตรงจุดใดจะดีหรือไม่ดีก็ตาม ก็จะพยายามไม่ปรุงแต่ง(สังขาร)ให้เกิดกิเลส  จะพยายามวางอุเบกขา ดูความเปลี่ยนแปลงไปเฉยๆ ปล่อยให้ธรรมะจัดการเอง ฝึกบ่อยๆจะรู้สึกตัวว่าอารมณ์ที่เคยโกรธ ความโลภอยากได้โน่นได้นี่ด้วยแรงกิเลสที่เราสะสมไว้นานเริ่มน้อยลง ใจที่อยากจะให้จะปล่อยวางเริ่มเข้ามาแทนที่ ความเบาโล่งโปร่งสบายเกิดขึ้น  มีสติรู้สึกตัวนานขึ้น ตรงนี้กระมังที่เรียกว่า ปัญญา(ขจัดอวิชชา หรือความไม่รู้) ที่เห็นด้วยตนเองเข้าใจในไตรลักษณ์ คือความเป็นอนิจจัง  ทุกขัง  อนัตตา มากขึ้น           
         ยอมรับว่าการฝึกเช่นนี้บ่อยๆ  ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในจิต  รู้จักตัวเองมากขึ้น  รู้ว่าเรายังสะสมกิเลสไว้อย่างหนาเตอะ  การจะขจัดกิเลสซึ่งเป็นสมุทัย(ต้นเหตุ)ของความทุกข์ให้หมดไปไม่ใช่เรื่องง่าย  เพราะเราสะสมการปรุงแต่งกิเลสเก็บไว้ในสัญญา(ความจำ)มายาวนาน                                    ข้าก็คงต้องฝึกต่อไปอีกจนถึงวันตายนั่นแหละ…
                  ข้าลองเขียนแผนภูมิมาแลกเปลี่ยนกับออเจ้าตามความเข้าใจข้องข้าด้วยนะ