SOAP note

8 Feb 2018 pt. A (นามสมมุติ) 8 y.o.  DX. สมาธิสั้น (ADHD) 9.00-9.45 p.m.

S: นักกิจกรรมบำบัด ถาม “ได้วันนี้กินยาสมาธิมาหรือเปล่า”  ผู้ป่วยตอบ “กินมา” นักกิจกรรมบำบัดถามถึงปัญหาการเรื่องการทำตามคำสั่ง ผู้ป่วยตอบ“ไม่มีปัญหาที่โรงเรียน แต่มีปัญหาที่บ้าน” เป็นปัญหาเรื่องการใช้เงิน อยากซื้อของราคาแพง นักกิจกรรมบำบัดรายงานความคืบหน้าให้ผู้ปกครอง “น้องทำตามคำสั่งได้ดี” ผู้ปกครองบอกยังมีปัญหาเรื่องไม่ฟังคำสั่งคุณครูอยู่

O: ผู้ป่วยเขินอาย ไม่กล้าทำกิจกรรมเต็มที่ในช่วงแรก แต่หลังจากนักกิจกรรมบำบัด กระตุ้นพูดเสียงนุ่มนวล ในระดับสายตาเดียวกัน นักกิจกรรมบำบัดให้กระโดดตบนำลูกบอลไปใส่ตะกร้าอีกฝั่ง พร้อมกระโดดตบกลับมาหยิบใหม่ 5 นาทีแรกให้กระโดดบนโฟม ที่วางแถวแรก 2 แผ่น แถวต่อไปวาง 1 แผ่น สลับกันไป 5 นาทีหลังเอาแผ่นโฟมออกให้  ผู้ป่วยกระโดดด้วยตัวเอง เพื่อฝึกสานสัมพันธ์ของร่างกาย  จากนั้น  ผู้ป่วยทำกิจกรรมกลุ่ม เล่นเกมส์การ์ดเรียงสีและตัวเลขเพื่อฝึกทักษะสังคมและความรู้ความเข้าใจในการทำตามกติกา เป็นเวลา 15 นาที จากนั้นให้  ผู้ป่วยอ่านหนังสือนิทาน ตอบคำถามเรื่องราวในหนังสือ และให้ฝึกเขียนตามประโยคในนิทาน ระหว่างทำถามแทรกคำถามเกี่ยวกับปัญหาที่โรงเรียนและบ้านเพื่อฝึกสมาธิให้จดจ่อได้นานขึ้น และความรู้ความเข้าใจ เป็นเวลา 15 นาที

A:  ผู้ป่วยร่วมมือได้ดีขึ้นเมื่อ นักกิจกรรมบำบัดเข้ามากระตุ้น มีการสานสัมพันธ์ร่างกายค่อนข้างดี สามารถกระโดดไปกลับต่อเนื่องไพร้อมใส่ลูกบอลลงในตระกร้าได้ครบตามกำหนด 20 ลูก แต่เป็นไปอย่างช้าๆ ช่วงทำกิจกรรมกลุ่มมีความมุ่งมั่นตั้งใจมากขึ้น แต่ยังเข้าใจการเล่นได้ไม่ดี ต้องได้รับการชี้แนะจาก นักกิจกรรมบำบัดกิจกรรมอ่านหนังสือได้คล่อง ตอบคำถามจากเรื่องได้ค่อนข้างสมบูรณ์ มีสมาธิจดจ่อดี สามารถทำกิจกรรมต่อเนื่องได้ขณะ นักกิจกรรมบำบัดถามแทรก โดยอยู่ภายใต้เงื่อนไขที่  ผู้ป่วยรับประทานยาสมาธิมาตามแพทย์สั่ง ผู้ป่วยยังมีปัญหาที่โรงเรียนอยู่จากคำบอกเล่าผู้ปกครองซึ่งไม่ตรงกับที่ผู้ป่วยตอบนักกิจกรรมบำบัด

P:   ผู้ป่วยสามารถทำกิจกรรมสานสัมพันธ์ร่างกายได้เร็วมากขึ้นโดยให้กระโดดตบเก็บลูกบอล 20 ลูกในเวลา 5 นาที และสามารถทำตามคำสั่งที่ต้องจดจ่อขึ้น โดยให้อ่านหนังสือนิทานเรื่องที่ยาวขึ้น และให้เล่าเรื่องราวที่จำได้ให้นักกิจกรรมบำบัดฟัง และตอบคำถามจากในเรื่อง เพื่อให้ pt. สามารดำเนินชีวิตประจำวันในทั้งที่บ้านและที่โรงเรียนได้ปกติสุข

                นอกจากนี้จากการสอบถามเรื่องโรงเรียนของผู้ป่วยกับผู้ปกครอง จึงเสนอให้พิจรณาเรื่องการย้ายโรงเรียน เนื่องจากโรงเรียนที่ผู้ป่วยศึกษาอยู่เป็นโรงเรียนขนาดใหญ่ มีนักเรียนค่อนข้างมากในห้องเรียน ทำให้สภาพแวดล้อมไม่เอื้อต่อการเรียนของผู้ป่วย เนื่องจากจำเป็นต้องได้รับการดูแลเป็นพิเศษ

                                                                                                                          ฉัตรธิยา สมอทอง นักศึกษากิจกรรมบำบัด