1. ส่วนผสมทางการตลาด 4P (Marketing Mix)

การตลาดแบบ 4P นั้นถือกลยุทธ์ทางการตลาดขั้นพื้นฐาน ที่นักธุรกิจมือใหม่ควรใส่ใจเรียนรู้เป็นอย่างแรก เพราะถือเป็นรากฐานความมั่นคงในการทำธุรกิจของคุณ โดย 4P นั้นก็จะประกอบไปด้วย

  • P – Products and Service (สินค้า และบริการ) ถ้าคุณจะเริ่มต้นธุรกิจสิ่งแรกที่คุณควรให้ความสนใจก็คือ การทำให้สินค้า และบริการของคุณสามารถตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้ แต่ความต้องการของลูกค้าก็สามารถเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา ดังนั้นการทำธุรกิจของคุณจึงต้องมีการพัฒนาสินค้า และบริการอยู่ตลอดเวลา เพื่อเป็นการป้องกันการเลียนแบบของคู่แข่ง และทำให้ลูกค้าเห็นว่าสินค้าได้รับการพัฒนาปรับปรุงให้ทันสมัยอยู่เสมอ หรือการพัฒนาให้มีคุณภาพมากขึ้น และนี่คือสิ่งที่จะสร้างความเชื่อมั่นให้กับกลุ่มลูกค้านั้นเอง
  • P- Price (ราคา) การตั้งราคาเป็นเรื่องที่สำคัญมาก เพราะนั่นหมายถึงกำไรที่จะได้ในการขายแต่ละครั้ง การตั้งราคานั้นมีหลายวิธี ทั้งการตั้งราคาขายจากการบวกกำไรที่ต้องการกับราคาทุน การตั้งราคาขายแบบจิตวิทยา การตั้งราคาที่อิงคู่แข่งขัน และอีกหลายๆ กลยุทธ์สำหรับนักธุรกิจมือใหม่ แต่การตั้งราคาที่เป็นที่นิยมของหลายๆ ธุรกิจจะเป็นการตั้งราคาแบบใช้ต้นทุน + กำไรที่ต้องการ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าวิธีนี้จะทำให้คุณได้กำไรอย่างล้นหลาม เพราะการตั้งราคานั้นยังมีอีกหลายปัจจัยที่คุณต้องคำนึงถึง นี่จึงเป็นเหตุผลที่นักธุรกิจมือใหม่ควรศึกษากลยุทธ์ด้านการตั้งราคาอย่างละเอียดก่อนลงมือทำธุรกิจ
  • P – Place (ช่องทางการจัดจำหน่าย) เมื่อคุณรู้แล้วว่าสินค้า และบริการแบบไหนที่สามารถตอบสนองความต้องการของกลุ่มลูกค้า และมีการตั้งราคาที่เหมาะสมแล้ว ปัญหาต่อมาที่คุณต้องคำนึงถึงคือทำเลที่ตั้ง ที่คุณจะเลือกขายสินค้า และบริการของคุณ หากคุณเลือกขายสินค้าในซอยที่ไม่ค่อยมีผู้คนสัญจรผ่านไปมา การขายของคุณนั้นก็เป็นไปได้ยากลำบาก นอกจากการเลือกทำเลที่ตั้งแล้ว ช่องทางการจัดจำหน่ายยังต้องคำนึงถึง การขนส่ง สถานที่จัดเก็บสินค้าคงคลัง โดยสองส่วนนี้สามารถกระทบกับกำไรของคุณได้เช่นกัน
  • P – Promotion (การส่งเสริมการตลาด) การส่งเสริมการตลาดนั้นทำขึ้นมาเพื่อกระตุ้นยอดขายให้เพิ่มมากขึ้น หรือเป็นการแนะนำสินค้าใหม่เข้าสู่ตลาด โดยการแจกตัวอย่างทดลอง การลดราคา การจัดโปรโมชั่นในโอกาสพิเศษต่างๆ เพื่อดึงดูดความสนใจ ที่จะทำให้เกิดความต้องการที่จะซื้อสินค้าของคุณ วิธีนี้อาจจะทำให้คุณได้กำไรน้อยลง แต่นี่ก็เป็นวิธีที่ดีสำหรับการขยายฐานลูกค้าของคุณแน่นอน

2. วงจรชีวิตผลิตภัณฑ์

วงจรชีวิตผลิตภัณฑ์เป็นสิ่งที่นักธุรกิจมือใหม่ควรเรียนรู้ไว้ เพื่อให้ทราบถึงสถานะของผลิตภัณฑ์ว่ากำลังอยู่ในช่วงไหนของวงจรชีวิตผลิตภัณฑ์ เพื่อเป็นแนวทางในการวางแผนกลยุทธ์ทางการตลาดให้สอดคล้องกับช่วงชีวิตผลิตภัณฑ์ วงจรชีวิตผลิตภัณฑ์นั้นจะมีทั้งหมด 4 ช่วงคือ

  • ช่วงแนะนำ ในช่วงนี้จะเป็นช่วงที่ทำกำไรได้น้อย เนื่องจากผลิตภัณฑ์ยังไม่เป็นที่รู้จัก และยังต้องทำการโฆษณาประชาสัมพันธ์ เพื่อทำให้ผลิตภัณฑ์ของคุณเข้าสู่ตลาด หรือเป็นจุดสนใจในกลุ่มของผู้บริโภค เพื่อให้เกิดการซื้อสินค้า แต่ถ้าหากว่าผลิตภัณฑ์ไม่สามารถเข้าสู่ตลาดได้ก็จำเป็นจะต้องถูกถอดออกจากตลาด
  • ช่วงเจริญเติบโตเต็มที่ เป็นช่วงที่ผลิตภัณฑ์สามารถทำกำไรสูง เนื่องจากยังไม่มีคู่แข่งมากนัก และผลิตภัณฑ์ก็ได้การตอบรับจากผู้บริโภคเป็นอย่างดี
  • ช่วงอิ่มตัว ในช่วงนี้กำไรจะคงที่หรืออาจมีเพิ่มขึ้น หรือลดลงเล็กน้อย คู่แข่งเริ่มเพิ่มมากขึ้นทำให้การขยายตลาดของสินค้านั้นเริ่มเป็นไปได้ยาก ส่วนแบ่งทางการตลาดก็จะเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ
  • ช่วงถดถอย ช่วงนี้ผลิตภัณฑ์จะไม่สามารถทำกำไรได้แล้ว สาเหตุอาจมาจากการที่ผู้บริโภคเปลี่ยนแปลงรสนิยม คู่แข่งขันที่เพิ่มมากขึ้น ที่จะทำให้สินค้านั้นๆ ล้นตลาด มีมากเกินความต้องการของผู้บริโภค และนี่ก็จะเป็นช่วงที่นักธุรกิจมือใหม่ต้องตัดสินใจว่าจะพัฒนาสินค้าต่อไป หรือจะออกผลิตภัณฑ์ใหม่เพื่อเข้าสู่วงจรแรกอีกครั้ง

3. ผลกระทบทั้ง 5

การเรียนรู้เรื่องผลกระทบทั้ง 5 นั้นจะช่วยให้คุณสามารถนำไปใช้เป็นวิธีการวิเคราะห์คู่แข่งขัน วิเคราะห์สภาพแวดล้อมในการแข่งขัน และการวางกลยุทธ์สำหรับธุรกิจของคุณได้ เพื่อเป็นการลดความเสี่ยงเพิ่มความมั่นคงให้ธุรกิจของคุณ โดยผลกระทบทั้ง 5 นั้นก็คือ

  • อำนาจการต่อรองของผู้บริโภค
  • อำนาจการต่อรองของซัพพลายเออร์
  • การคุกคามจากผู้แข่งขันรายใหม่
  • การมาใหม่ของสินค้าทดแทน
  • การแข่งขัน ของธุรกิจแบบเดียวกัน

4. การลดต้นทุน

สิ่งที่นักธุรกิจมือใหม่ ควรเรียนรู้อีกหนึ่งสิ่งก็คือการลดต้นทุน การทำธุรกิจนั้นจำเป็นจะต้องมีต้นทุนในหลายๆ ด้านอย่างหลีกเลี่ยงได้ยาก ไม่ว่าจะเป็นต้นทุนด้านการผลิต ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าขนส่ง ค่าจัดเก็บสินค้า และวิธีการลดต้นทุนนั้นก็ไม่ใช่การเลือกใช้วัสดุอุปกรณ์ที่ไม่ได้คุณภาพมาผลิตสินค้า เพื่อให้ต้นทุนด้านการผลิตลดลง การใช้วิธีนี้นอกจะเป็นการเอาเปรียบผู้บริโภคแล้ว ยังส่งผลต่อคุณภาพของสินค้า และความน่าเชื่อถือในธุรกิจของคุณอีกด้วย การลดต้นทุนที่คุณควรทำคือการหาส่วนที่คุณสามารถลดลงได้ภายในธุรกิจของคุณ โดยไม่ส่งผลกระทบต่อคุณภาพสินค้า และบริการของคุณ