สติปัฎฐานสูตร หรือ มหาสติปัฎฐานสูตรเป็นพระสูตรสำคญในพระพุทธศาสนาที่พระพุทธเจ้าตรัสแก่ชาวกุรุชนบท..ทรงตรัสว่าหนทางนี้เป็นที่ไปอันเอก เพื่อบรรลุธรรมที่ถูกต้งอ เพื่อทำให้แจ้งซึ่งพระนิพพาน   เมื่อพิจารณาจากพระพุทธพจน์ตอนเร่ิมพระสูตร อาจกล่าวได้ว่าหลักการในพระสูตรนี้ เป็นหลักแนวปฏิบัติที่เน้นเฉพาะเืพ่อการรู้แจ้ง คือให้มีสติพิจารณากำกับดูสิ่งทั้งหลายให้รู้เห็นเท่าทนตามความเป็นจริง โดยไม่ให้ถูกครอบงำไว้ด้วยอำนาจกิเลสต่างๆ โดยมีแนวปฏิบัติเป็นขึ้นตอน ๔ ระดับ คือ พิจารณากาย, พิจารณาเวทนา(ความรู้สึก), พิจารณาจิต, และพิจารณาธรรมที่เกิดแก่จิต..https://th.wikipedia.org/wiki/...

          สติปัฎฐาน ๔ เป็นหลัการภาวนาตามหมาสติปัฎฐานสูตร เป็นข้อปฏิบัติเพื่อรู้แจ้ง คือเข้าใจตามเป็นจริงขอวส่ิงทั้งปวงโดยไม่ถูกกิเลสครอบงำ สติปัฎฐานมี ๔ อย่าง ดังที่กล่าวข้างต้น

          คำว่าสติปัฎฐานนั้นแปลว่าสติที่ตั้งมั่น, การหมั่นระลก, การมีสัมมาสติระลึกรู้นั้นพ้นจากการคิดโดยตั้งใจ แต่เกิดจากจิตจำสภาวะได้ แล้วระลึกรู้โดยอัตโนมัติ โดยคำว่า สติ หมายถึงความระลึกรู้ เป็นเจตสิก ประเภทหนึ่ง ส่วนปัฎฐานแปลได้อลายอย่างแต่ในมหาสติปัฎฐานสูตรและสติปัฎฐานสุตร หมายึถง ความตั้งมั่น, ความแน่วแน่, ความมุ่งมั่นhttps://th.wikipedia.org/wiki/...

         อิริยาบทบรรพ อธิบายแนวคิดพิจารณาเรื่องท่าทางของมนุษย์ ใน ๔ อิริรยาบถ คือ ยืน เดิน นั่ง นอน ที่เมื่อพิจารณษตามใหมากแล้วจะสามารถละคบลายอนุสัยกิเลสได้

         อิริยาบทบรรพ เป็นบรรพหนึ่งใน กายานุปัสสนาสติปัฎฐาน ท่านได้แสดงเรื่องเกี่ยวกับสติปัฎฐานไว้อย่างละเอียด โดยแบ่งแสดงอกเป็นข้อๆ เรียกว่า ปพฺพ(ปัพพะ,บรรพะ,ข้อ,แบบ) โดยในพระบาลีใช้คำว่า อปิจ (อะปิจะ-อีกอย่างหนึ่ง) เป็นเครื่องหมายในการแบ่งสติปัฎฐาน ๔ อย่าง ลงไปอีก รวมทั้งสิ้น ๒๑ บรรพะ เร่ิมที่อานาปานบรรพะ และไปสิ้นสุดที่ สัจจบรรพะ...

          อิริยาบทบรรพ พระไตรปิฎก

          "ดูกรภิกษุทั้งหลาย อีข้อหนึ่งภิกษุเมื่อเดิน ก็รู้ชัดว่าเราเดิน เมื่อยืน ก็รู้ชัดว่าเรายืน เมื่อนั่ง ก็รู้ชัดว่าเรานั่ง เมื่อนอนก็รู้ชัดว่าเรานอน หรือเธอตั้งกายไว้ด้วยอาการอย่างใดๆ ก็รู้ชัดอาการอย่างนั้นๆ ดังพรรณนามาฉะนี้ภิษุย่อมพิจารณาเห็นกายในกายภายในบ้าง พิจารณาเห็นกายในกายภายนอกบ้างพิจารณาเห็นกายในกายทั้งภายในทั้งภายนอกบ้าง พิจารณาเห็นธรรม คือความเกิดขึ้นในการบ้าง พิจารณาเห็นธรรมคือความเสื่อมในกายบ้าง พิจารณาเหนธรรมคือทั้งความเกิดขึ้นทั้งความสเื่อมในกายบ้าง ย่อมอยู่ อีกอย่างหนึ่ง สติของเธอที่ตั้งตั่นอยู่ว่า กายมีอยู่ ก็เพรียงสักว่าความรู้เพียงสักว่าอาศัยระลึกเท่านั้น เธอเป็นผู้อันตัณหาและทิฐิไม่อศัยอยู่แล้ว และไม่ถือมั่นอะไรๆ ในโลก ดูกรภิกษุทั้งหลายอย่างนี้แล ภิษุชื่อว่าพิจารณเห็นกายในกายอยู่"..http://www.84000.org/tipitaka/...

        อิริยาบทบรรพ อรรถกถา

        พระผู้มีพระภาคเจ้า ครั้งทรงจำแนกกายานุปัสสนาโดยทางแห่งลมอัสสาสปัสสาสะอย่างนี้แล้ว บัดนี้เพื่อจะทรงจำแนกโดยทางแห่งอิริยาบถ จึงตรัสว่า ปุน จปรํ อีกอย่างหนึ่งดังนี้เป็นต้น

         ในอิริยาทบนั้น พึงทราบความว่า แม้สัตว์ดิรัจฉาน เช่นสุนัขบ้าน สุนัขจิ้งจอง เป้นต้น เมื่อเดินไปก็รู้ว่าตัวเดิน ก็จริงอยู่ แต่ในอริยาบถนั้น มิได้ตรัสหมายเอาความรู้เช่นนั้น เพราะความรู้เช่นนั้น ละความเห็นว่าสัตว์ไม่ได้เพิกถอนความเข้าใจว่าสัตว์ไม่ได้ ไม่เป็นกัมมัฎฐาน หรือสติปัฎฐานภาวนาเลย

         ส่วนการรู้ของภิกษุ(ผู้เจริญกายานุปัสสนา) นี้ย่อมละความเห็นว่าสัตว์ เพิกถอนความเข้าใจว่าสัตว์ได้เป็นทั้งกัมมัฎฐาน และเป็นสติปัฎฐานภาวนา และคำที่ตรัสหมยถึง ความรุ้ชัดอย่างนี้ว่า ใครเดิน การเดินของใครเดินได้เพระาอะไร

         แม้ในอิริยาบทอื่น มีการยืนเป็นต้น ก็นัยนี้เหมือนกัน

         จะวินิจฉัยในปัญหาเหล่านั้น คำว่า ใครเดิน ความว่า ไม่ใช่สัตว์หรือบุคคลไรๆ เดิน คำว่า กาเดินของใครความว่า ไม่ใช่การดินของสัตว์ หรือบุคคลไรๆ เดิน คำว่า เดินได้เพราะอะไร ความว่าเดินได้เพราะการแผ่ไปของวาโยธาตุอันเกิดแต่การททำของจิต

        เพราะฉะนั้น ภิกาุนั้ย่อมรู้ชัดอย่างนี้ คือจิตเกิดขึ้นว่า เราจะเดินจิตนั้นก็ทำให้เกิดวาโยธาตุๆ ก็ทำให้เกิดวิญญัิ ความเคลื่อนไหว การนำสกลภายให้ภ้าวไปข้างหน้า ด้วยความไหวตัวแห่งวาโยธาตุอันเกิดแต่การทำของจิต เรียกว่าเดิน

        แม้ในอริยยาบทถื่นที่ยืนเป็นต้น ก็นัยนี้เหมือนกัน 

         ก็ในอิริยาบทยืนเป็นต้นนั้น จิตเกิดขึ้นว่า เราจะยืน จิตนั้นทืำให้เกิดวาโยธาตุๆ ทำให้เกิดวิญญัติความเคลื่อนไหว การทรงสกลกายตั้งขึ้นแต่พื้นเท่าเป็นที่สุด ด้วยความไหวตัวแห่งวาโยะาตุอันเกิดแต่การทำขงอจิตเรียกว่ายืน จิตเกิดขึ้นว่า เราจะนั่งจิตนั้นก็ทำให้เกิดวาโยธาตุๆ ก็ทำให้เกิดวิญญัติความเคลื่อนไหว ความคุ้กายเบื้องล่างลง ทรงกายเบื้องบนตั้งขึ้น ด้วยความไหวตัวแห่งวาโยธาตุอันเกิดแต่การทำของจิต เรียกว่านั่ง จิตเกิดขึ้นว่า เราจะนอน จิตนั้นก็ทำให้เกิดวาโยธาตุๆ ทำให้เกิดวิญญัติความเคลื่อนไหว การเหยียดกายทั้งสิ้นเป็นทางยาว ด้วยความไหวตัวแห่งวาโยธาตุอันเกิดแต่การทำจิต เรียกว่า นอน 

        เมื่อภิกษุนั้นรู้ชัดอยุ่อย่างนี้ ย่อมมีความคิดเห็นอย่างนั้ว่า เขากล่าวกันว่า สัตว์เดิน สัตว์ยืน แต่โดยอรรถกถาแล้ว สัตว์ไรๆ ที่เดิน ที่ยืนไม่มี ประดุจคำที่กล่าวกันว่า เกวียนเดิน เกวียนหยุด แต่ธรรดาว่า เกวียนไรๆ ที่เดินได้หยุดได้เอง หามีไม่ ต่อเมื่อนายสารถีผุ้แลาดเที่ยมโค ๔ ตัว แล้วขับไป เกวียนจึงเดิน จึงหยุด เพราะฉะนั้น คำนั้นจึงเป็นเีพยงบัญญัติสมมุติเรียกกันฉันใด

        กายเปรียบเหมือนเกวียน เพราะอรรถว่าไม่รุ้ ลมที่เกิดจาจิต เปรีบเหมือนโค จิตเปรียบเหมือนสารถีเป็นจิตเกิดขึ้นว่า เราจะเดิน เราจะยืน วาโยธาตุที่ทำให้เกดความเคลื่อนไหวก็เกินขึ้น อิริยาบทมีเดินเป็นต้น ย่อมเป็นไปเพราะความไหวตัวแห่งวาโยธาตุอันเกิดแต่การทำของจิต ต่อแต่นั้น สัตว์ก็เดิน สัตว์ก็ยืน เราเดิน เรายืน เพราะเหตุนั้น คำนั้นจึงเป็นเพียงบัญญัติสมมุติเรียกกัน ฉันนั้นเหมือกัน 

          ด้วยเหตุนี้คำโบราณจารย์จึงกล่าวว่า

          นาวา มาลุตเวเคน   ชิยาเวเคน เตชนํ      ยถา ยาติ ตถา กาโย   ยาติ วาตาหโต อยํ

           ยนฺตํ สุตฺตวเสนเนว   จิตฺตสุตฺตวเสนิทํ     ปยุตฺตํ กายยนฺตมฺปิ   ยาติ ฐาติ นิสีทติ

           โก นาม เอถฺถ โส    สตฺโต โย วินา เหตุปจฺจเย     อตฺตโน อานุภาเวน ติฎฺเฐ วา ยทิ วา วเช

            เรือแล่นไปได้ด้วยกำลังลม ลูกธนูแล่นไปด้วยกำลังสายธนูฉันใด กายนี้อันลมนำไป จึงเดินไปได้ฉันนั้น เม้ยนต์คือกายนี้ อันปัจจัยประกอบแล้ว เดินยืนและนั่งได้ด้วยอำนาจสายชัด คือจิต เหมือนเครื่องยนต์ หมุนไปได้ด้วยอำนาจสายชักฉะนั้นนั่นแหละ

          ในโลกนี้ สัตว์ใดเว้นเหตุปัจจัยเสยแล้วยัวยนได้ เดินได้ด้วยอานุภาพของตนเอง สัตว์นั้นชื่อไรเล่าจะมี ดังนี้

            เพราะฉะนั้น พึงทราบว่า ภิกษุนี้กำหนดอิริยาบทมีเดินเป็นต้น ซึ่งเป็นไปได้ด้วยอำนาจเหตุปัจจัยเท่านั้น อย่างนี้ เมื่อเินก็ู้ว่าเราเดิน เมื่อยืนก็รุ้ว่าเรายืน เมื่อนั่งก็รุ้ว่าเรานั่ง เมื่อนอนก็รุ้ว่าเรานอน ดังนี้

            คำว่า ก็หรือ กายของเธอตั้งอยุ่โดยอาการใดๆ ก็รู้กายนั้นโดยอาการนั้นๆ นี้เป็นคำกล่าวรวมอิริยาบททั้งปวง มีคำอธิบายว่ หรือกายของเธอดำรงอยุ่โดยอาการใดๆ ก็รู้ชัดกายนั้นโดยอาการนั้นๆ คือกายนั้นดำรงอยู่โดยอาการเดิน ก็รู้ชัดว่าเราเิน กายดำรงอยุ่ดดยอากรยืน นั่ง นอน ก็รู้ชัดว่าเรายืน เรานั่ง เรานอน

            อิริยาบทภายในภายนอก 

            คำว่า ภายใน หรือดังนี้ ความว่า พิจารณาเห็นกายในกายด้วยกายด้วยการกำหนดอิริยาบท ๔ ของตนเองอย่างนี้อยุ่

           คำว่า หรือภายนอก ความว่า ด้วยการกำหนดอิริยาบทสี่ของคนอื่นอยู่

           คำว่า หรือทั้งภายใน ทั้งภายนอก ความว่า พิจารณาเห็นกายในกาย ด้วยการกำหนดอิริยาบท ๔ ของตนเองตามกาล ของคนอื่นตามกาลอยู่

           ก็ในคำบาลีเป็นต้นว่า พิจารณาเห็ฯธรรม คือความเกิด คือพึงนำความเกิดและความเสื่อแห่งรูปขันธ์ออกแสดง โดยอาการทั้ง ๕ ตามนัยบาลีเป็นต้น ว่า รูปเกิด เพราะอวิชชาเกิด ดังนี้

          พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงหมายเอาความเกิด และความเสื่อมนั้นแล ตรัสว่า พิจารณาเห็นธรรม คือความเกิดดังนี้เป็นต้นใในที่นี้ 

          คำบาลีเป็นต้นว่า สติของเธอก็ปรากฎชัดว่า กายมีอยุ่ ดังนี้ ก็มีข้อความเช่นเดียวกับที่กล่าวมาแล้วนั้นแล

          สติกำหนดอิริยาบท เป็นริยสัจ ๔ 

          แม้ในอริยาบทบรรพนี้ สติที่กำหนดอิริยาบท ๔ เป็นอารมณ์เป็นทุกขสัจ ตัณหาที่มีในก่อนอันยังสติที่กำหนดอิริยาบท ๔ นั้นให้ตั้งขึ้นเป็นสมุทัยสัจ การหยุดทุกขสัจและสมุทัยสัจทั้งสอง เป็นนิโรธสัจ อริยมรรคที่กำหนดรู้ทุกข์ ละสมุทัยมีนิโรธเป็นอารมณ์ เป็นมรรคสัจ ภิกษุโยคาวจรขวนขวายโยทางสัจจะ ๔ อย่างนี ย่อมบรรลุพระนิพพานดับทุกข์ 

          นี้เป็นทางปฏิบัตินำออำจากทุกข์จนถึงพระอรหัต ของภิกษุผุ้กำหนดอิริยาบท ๔ รูปหนึ่งฉะนี้แล...http://www.84000.org/tipitaka/...