กลับมาที่ป่าละเมาะ ที่เกิดเหตุอีกครั้ง   ลูกชายและพ่อในสภาวะ อิดโรย อ่อนแรง  ใจเต้นระทึก นอนอยู่ที่พื้นดินข้างรถที่ประตูเปิดอ้าอยู่ทุกบานนั้น ไม่เห็นเหล่าพวกโจรที่เคยรุมทำร้ายพวกเขาเมื่อตอนค่ำ  สักคน ก็แปลกใจ  มองรอบ ๆ แล้วมองอีก ก็ยังไม่หายแปลกใจ    แต่แล้วก็ยันกายลุกขึ้นจากท่านอนอย่างยากเย็นระคนกับความกลัวว่าไอ้พวกนั้นอาจแอบอยู่ใกล้ ๆ ก็ได้   เขา คลานไปที่ร่างผู้พ่อที่นอนหมอบนิ่งอยู่ห่างออกไปไม่มากนัก   จับเขย่าไปมา  ถามเสียงกระเส่าด้วยความเป็นห่วงไปว่า “ พ่อ  พ่อ เป็นไรหรือเปล่า ครับ “ ผู้พ่อค่อยลืมตา ยิ้มอย่างอิดโรย มองไปรอบ ๆ ไม่เห็นพวกโจรแม้แต่คนเดียว ก็แปลกใจเช่นกัน  ถามผู้ลูกไปว่า “  ไอ้พวกนั้นมันไปแล้วหรือ “  ลูกชาย “ ไม่รู้เหมือนกันครับ “  พ่อ “  เออดี ที่เราตาย แล้วฟื้นขึ้นมาใหม่ได้ พ่อไม่เป็นไรแล้ว ลูกก็คงไม่เป็นไรเหมือนกันนะ “   “ ครับพ่อ “ ลูกชายตอบ  แล้วถามผู้พ่อบ้างว่า “ พ่อคิดว่า เมืองแสงกระพริบ มีอยู่จริงไหม “  ผู้พ่อ  “ ก็อยากจะเชื่อนะ แม้จะไม่เคยได้ยินเสียงเล่าขานมาก่อนเลย  แต่ความจริงเมืองนี้คืนชีวิตให้เราอย่างไม่น่าเป็นไปได้  คงไม่มีที่ไหนอีกแล้ว  แต่ เฮ  เรารีบกลับบ้านเถอะ  ถ้าพวกมันเกิดกลับมาอีก เราจะลำบาก “  “ ครับ  “ ผู้ลูกรับคำ   แต่ลึก ๆ แล้ว  ทั้งพ่อทั้งลูกยังข้องใจตรงกันไม่หาย ที่ร่างพวกมันหายไปหมดทุกคนได้อย่างไร และพวกเขาฟื้นขึ้นมาได้อย่างไร  แต่ก็สลัดความคิดลึกๆ นั้นทิ้งไปในที่สุด   ต่างตรวจสิ่งของ ๆ ตัว  เมื่อเห็นว่าอยู่ครบ  และร่างกายก็ยังเป็นปรกติ ทั้ง ๆ ที่จำได้ว่าเจ็บปวดเหลือคณาตอนถูกรุมกระทืบ   ผู้ลูก หมุนโทรมือถือไปบอกแม่ที่บ้านว่า   “แม่ วันนี้ รถติดมาก    คงถึงบ้านช้าไปหน่อยนะแม่นะ “  ผู้พ่อ ยิ้ม ๆ เอื่อยแซวว่า “  พ่อไม่เห็นมีรถสักคัน “  แล้วทั้งสอง  หัวเราะหยอกล้อกันตามประสาพ่อลูกอเหมือนไม่มีอะไรเคยเกิดขึ้นกับพวกเขา  พร้อมรีบไปปิดประตูหลังรถทั้งสองข้าง  ที่เปิดอ้าอยู่แล้วขึ้นนั่งหน้า  ลูกชาย เป็นคนขับ  สตาร์ทรถ นำรถกลับออกไปสู่ถนนโค้งอ้อมเขาเตี้ยที่เห็นอยู่ข้างหน้า  แสงไฟหน้ารถสาดนำทางจากกลางละเมาะ    หลบหลีกไม้เล็ก  ไม้ใหญ่ ท่ามกลางความมืดสลัวที่คืบคลานมาเรื่อย ๆ นั้น อย่างรวดเร็ว รถุมอเตอรไซด์ ชาวบ้านตันหนึ่งที่ผ่านมาพอดี  หันมองจนคอเหลียวหลังุสุด ๆ เพราะสงสัยว่ารถคันนี้ไปทำอะไรในป่ามืด ๆ มาหรือเปล่า

 

                                    ..........จบ...........