การข่มจิตโดยสมัย ในบางคราวหรือบางกรณี จิตมีอาการฟุ่งซานจนกระั่งมีการกำเริบในทางกาย ซึ่งเป็นของเนื่องถึงกัน การำงับความกำเริบท้งทางกายและทางจิต ก็เป้นหน้าที่ของโพชฌงค์ท้งสามที่เหลือ กล่าวคือ ปัสสัทธิโพชฌงค์ สมาธิสัมโพชฌงค์ และอุเบกขาสัมโพชฌงค์ <p> ก. ปัสสัทธิสัมโพชฌงค์ ปัสสัทธิ แปลว่า รำงับ โดยอาการก็คือความสงบลงๆ ของความพลุ่งพล่านหรือความกระสับกระส่วย ซึ่งแบ่งออกเป็น ทางกาย และทางจิต ซึ่งเป็นของเนื่องกัน ฉะนั้น ปัสัทธิ จึงเกิดมีเป้น ๒ อย่าง เช่นเดียวกัน คือ กายปัสสัทธิ และจิตปัสสัทธิ ทางแห่งปัสสัทธิสัมโพชฌงค์นั้นทานแนะว่า ภาวนา พหุลีกตา และโยนิโสนมสิการ ซึ่งทั้ง ๓ อย่างนี้เป็นสิ่งที่เป็นไปในปัสสัทธิทั้งสองนั้นเอง ภาวนา หมายถึงการทำให้มีขึ้น พหุลีกตา หมายถึงทำให้มาขึ้น คือ ทำซ้ำๆ, โยนิโสมนสิการ หมายถึง การทำในใโดยแยบคาย ทุกขั้นทุกลำดับ ที่ได้กระทำมา ให้มีความเข้าใจแจ่มแจ้งในส่ิงนั้นๆ ย่ิงขึ้นเสมอไป ทั้งนี้เป็นส่งิที่เนื่องกันที่ ๓ อย่าง ทุกระยะ อาหาร บริโภคอาหารที่ทำให้เกิดความรำงับทางกายและทางจิต ตลอดถึงอุบยวิธีบริโภคอย่างไร, ดินฟ้าอากาศ กล่าวคือ ธรรมชาติที่แวดล้อมเช่นความรอย ความหนาว ความทึบ ความโล่ง ตลอดถึงทิวทัศน์ใที่งดงามหรือไม่งดงาม ซึ่งเป็นสิ่งที่เกี่ยวข้องกับความสงบรำงับแห่งจิต โดยเฉพาะสิ่งรบกวนทาง หู ทางตา และทางจมูก เป็นสิ่งที่ไม่อำนวนแก่ความสงบรำงับ, อิริยาบท ที่เหามะต่อความรำงับ คือ อริยาบที่ไม่ส่งเสริมแก่ความฟุ้งซ่าน ผู้ปฏิบัติจะต้องรู้จักสังเกตในส่วนที่เป็นกรณีของตนโดยเฉพาะ, ความพากเพียรที่พอเหมาะ คือไม่พากเพียรจนเกินกำลังทั้งกายและจิต หรือไม่เหมาะแก่เวลาเป็นต้น โดยใจความหมายถึง ความไม่เครียดเกินไป หรือไม่เฉื่อยชาเกินไป ซึ่งเป็นสิ่งที่ต้องสังเกตเฉพาะตนเหมือนกัน, ไม่ข้องแวะกับคนฟุ้งซ่าน, คบค้าแต่กับบุคคลที่มีความสงบรำงับ, ในเมื่อจะต้องทำเป็นระยะยาว จะต้องมี การเพาะนิสัย ของตนเองให้เปลี่ยนไปในทางสงบรำงับยิ่งๆ ขึ้นไ ปจนกระทั่งเป็นนิสัย</p><p> เมื่อปฏิบัติอยุ่ครบถ้วนทั้ง ๑๐ ประการนี ย่อมเกิดความรำงับทางกายและทางจิต ตามลำดับอย่างเป็นระเบียบ ข้อสำคัญอยู่ตรงที่ต้องมีความระมัดระวัง และความแน่ใจในความอดกลั้นอดทน ทำมันอย่างประณีต และรอคอยได้อย่างเยือกเย็น</p><p> ข. สมาธิโพชฌงค์ คำว่า สมาธิ ในคำวาสมาธิสัมโพชฌงค์แห่งอัปปนาโกสลนี้ มิได้หมายถึงสมาธิส่วนใหญ่ที่กำลังกระทำอยู่โดยตรง เพราะว่าการทำสมาธิส่วนนั้นมาติดตันอยุ่ตครงนี้ สมาธิส่วนที่เป้นสัมโพชฌงค์นี้หมายถึงคุณะรรมสวนที่จะใช้เป็นเคร่อง เื่อจะแก้ไขอุปสรรคบ้อนี้อง และข้ออื่นๆ ตลอดไปในกาลบข้างหล้าแต่ถึงอย่งนั้นก็ยังเป้นของที่แนบเนื่องกัอยุ่อย่งไม่อาจจะแยกกันได้ คือจะต้องปฏิบัตเนืองกนหรือคราวเดียกัยไปในตัว เ่นการที่ยังคงรักาานิมิตที่ปรากฎแล้วนั่นเองไปรเื่อยๆ ตามหลักการที่ได้กล่าวมาแล้วเป็นแต่เราแยกเรียกสิ่งนี้ออกมาเสียส่วนหนึ่งว่า ส่วนที่เป็นสาธิสัมโพชฌงค์สิ่งที่ต้องปฏิบัติในกรณีนี้ ได้กล่าวไว้เป็นกลางๆ อย่างเดียว คือ ภาวนา, พหุลีกตา, โยนิโสมนสิการ ทั้งสามนี้เป้นไปในนิมิตแห่งสมถภาวนา หรือวิปัสสนาภาวนาแล้วแต่กรณี ใจความสำคัญก็คือการทำอย่างระมันระวัง ในกรรีที่เกี่ยวกับนิมิตทุกระยะ ด้วยการทำให้เกิดการทำซ้ำและทำไว้ในใจโดยแยบคายเช่นเดียวกับที่กล่าวแล้ว ท่านให้ถือว่า อัปปนาโกสล ทั้ง ๑๐ ประการนั้น เป็นกิจที่จะต้องทำอยู่ตลอดเวลา ในการเจิรญสมาธิสัมโพชฌงค์ และ บ่มเพาะนิสัย ในความเป็นสมาธิในฐานะที่เป็นกฎทั่วไปของการปฏิบัติระยะยาว</p><p> ค. อุเบกขาสัมโพชฌงค์ หมายถึงความวางเฉย และมีมูลมาแต่ความรู้ที่ถูกต้อง ว่าสิ่งทั้งหลายทั่งปวง อันใคร ไม่ควรยึดมั่นถือมั่น (สพฺเพ ธมฺมา นาลํ อภินิเวสาย) อันเป้นปัญญา หรือส่วนสัมมาทิฎฐิที่เป็นพื้นฐานทั่วไป ของการปกิบัติธรรม อันเป็นเครื่องสนับสนุนให้มีความวางเฉย ในสิ่งทั้งปวงได้โดยง่าย แล้วเป็นเครื่องสนับสนุนความเป็นสมาธิดดยตรงอยุ่ในตัว เพื่อพอกพูนอุเบกขาสัมโพชฌงค์ให้เจริญย่ิงขึ้น ท่านแนะนำว่า</p><p> - ทำความวางเฉยในสัตว์ คือส่ิงที่มีชีวิตไม่่าสัตว์มนุษย์หรือสัตว์เดรัจฉาน </p><p> - ทำความวางเฉยในสังขาร ซึ่งในที่นี้ได้แก่สิ่งต่างๆ ที่นอกไปจากสัตว์</p><p> ทั้งสองนี้ หมายถึงสิ่งที่ตนกำลังยึดมั่นถือมั่น ว่ามันเป็นอะไรหรือเป้ฯของใคร ซึ่งทำให้เกิดความรู้สึกว่ดีกว่าหรือเลวกว่าเป้นต้น อันเป็นเหตุให้เกิดความู้สึกยึดถืออย่างอื่นอีกต่อไปๆ กระทั้งยึดถือว่าเป็นของเรา หรือเกี่ยวข้องกันอยุ่กับเรา ในลักษณใดลักษณะหนึ่งซึ่งทำให้เกิดปัญหาต่างๆ ขึ้นอย่างไม่มีที่สิ้นสุด</p><p> - ไม่ข้องแวะกับคนยึดมั่นถือมั่น หรือสัญลักษณ์ของความยึดมั่นถือมั่น</p><p> - คบค้าสมาคมแต่กับบุคคล หรือสัญลักษร์ แห่งความไม่ยึดมั่นถือมั่นโดยเฉพาะอย่างิย่งก็คือบุคคลที่วางแล้วหรือหลุดพ้นแล้ว จากความยึดมั่นถือมั่นในสิ่งทั้งปวง</p><p> - มีการเพาะนิสัย แห่งความเป้นคนไม่ยึดมั่นถือมั่นอยู่เป็นปรกติด้วยการพิจารณาถึงคุณของสิงนั้น ทำความพอใจในส่ิงนั้นอย่างยิ่ง สรรเสริญคุณของสิ่งนั้น และชักชวนผู้อื่นในการทำอย่างนั้นอยู่เสมอไป นี้เป็นใจความสำคัญของคำว่า เพาะนิสัย</p><p> สรุปความแห่งความสัมพันะ์กัน ระหว่างโพชฌงคืทั้ง ๒ นี้ว่า ปัสสัทธิทำให้เกิดความรำงบทางกายแลทางจิต เมื่อรำงับก็ตั้งมั่นเป็นสมาธิ เมื่อตั้งมั่นเป็นสมาธิ ก็คุมให้หยูดอยูหรือเแยอยู่ในความเป็นอย่างนั้น ซึ่งเรียกว่าอุเบกขา นี้คือการทำหน้าที่อย่างใัมพันะ์กันของสัมโพชฌงค์ทั้งภ นี เมื่อทำได้ จิตก็ไม่มีทางที่จะฟุ้งซ่านหรือเลื่อนลอยแต่ประการใด ที่กำลงฟุ้งซ่านอยู่ก็รำงับไปเพราะอำนาจของปัสสัทธินั่นเอง การทำอย่างนี้ทุกคราวที่ความฟุ้งซ่านเกิดขึ้นเรียกว่าการข่มจิตโดยสมัย…</p><p> - อานาปานสติภาวนา พุทธทาสภิกขุ</p>
สัมโพชฌงค์ ๗ (การประคองจิต-การข่มจิต และการคุมจิต โดยสมัย) ๒
ความเห็น
ยังไม่มีความเห็น
