ถ. จิตแล่นไปตามอรมณ์ในอดีต เป็นติตตกไปบ้างกระสับกระส่าย (วิกเขปะ)
ท. จิตหวังอารมณ์ในอนาคต เกิดเป็นจิตหวั่นไหว (วิกัมปิตะ)
ทั้ง - อย่างนี้ เป็นอันตรายต่อการทำสมาธิ ข้อที่ต้องสังเกตมีอยู่ว่าอารมณ์ในอดีตเป็นเหตุให้กระสับกระส่าย อารมณ์ในอนาคตเป็นเหตุให้หวั่นไหว อาการทั้งสองนี้ มีความแตกต่างกันอย่างไร อาการกระสับกระส่ายหรือวิเขปะ นั้นหมายถึงมาเรื่อง หรือหลายทิศหลายทาง ส่วนอาการหว่นไหวหมายถึงเฉพาะเรื่อง และมีี่มุ่งหมายทางใดทางหนึ่ง การแก้ไขปอุปสรคู่นี้ มีอาการคล้ายกันในระยะแรก คือ ต้องละเว้นหรือรำงับจิตที่เป้นอย่างนันเสียกอน แล้วจึง (๑) ทำการ "ตั้งจิตใหม่" ในอารมณ์หรือในฐานอันเดียวกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งก็คือ ผุสนา สำหรับจิตที่แล่นไปในอารมณ์อดีต และ (๒) ทำการ "น้อมจิตไป" ในอารมณืหรือฐานอันเดียวอย่างเดียวกัน สำหรับจิตที่หวังอารมณ์ในอนาคตความแตกต่างระหว่างคำว่า "ตั้งจิตใหม่" (สำหรับข้อ ถ.) และคำว่า "น้อมจิตไป" (สำหรับข้อ ท.ป มีอยุ่อย่างไรนั้น เป็นส่ิงที่ต้องพิจารณาดุอย่างละเอียด จึงจะเข้าใจและปฏิบัติไปจนแก้ปุปสรรคนั้นได้ คำว่า "ตั้ง" หมายวามว่า ตั้งขึ้นใหม่ สำหรับกรณีที่ไม่ได้ตั้งขึ้นมาก่อน หรือตั้งขึ้นไม่สำเร็จก็ตาม หรือว่าไม่รู้จะตั้งตรงไหนก้ตาม ฉะนั้น ต้องมีการตั้งหรือการกำหนดโดยเฉาพะขึ้นมาใหม่ ส่นคำว่า "น้อม" จิตไปนั้น หมายถึงจิตไปตั้งอยู่ ผิดที่ หรือเป้นการตั้งแล้วอย่งผิดที่หรือกำหนดผิดที่ จะต้องน้อมไปให้ถูกที่ หรือดึงไปให้ถูกที่ อาการจึต่างกัน โดยหลัการอันนี้ ทำให้เห็นได้เองว่ ความกระสับกระส่ายหรือวิเขปะนั้น ไม่มี ที่ต้งและอาศัยมูลเหตุมาจากอารมณ์ในอดีต ซึ่งมีอยู่มากมายด้วยกัน แต่ก็ล้วนแต่ไม่เป็นที่ตั้งแห่งความหวัง ส่วนอาการที่เรียกว่าหวั่นไหว หรือวิกัมปตะนั้นหมายถึงอาการตั้งอยุ่แล้วในอารมณ์ที่มุ่งหวัง และเกี่ยวกับอารมณ์อนาคตงโดยเฉาพะเท่านั้น ถ้ารู้จักการตั้งและอาการน้อมไปทั้ง ๒ อย่างนี้ได้ดี ก็ย่อมจะแก้ปัญหาข้อนี้ได้
เมื่อสังเกตความหมายของคำเหล่านี้ไ้ถึงที่สุดแล้ว ย่อมได้ความรุ้กว้างออกไป แม้ในทงจิตวิทยาล้วนๆ ว่า อารมณ์ในอดีตกับอารมณ์ในอนาคตน้นนำให้เกิดปฏิกริรยาแก่จิตใจแตกต่างกันในแง่ที่ละเอียวอย่างนี้ ไม่ควรจะเหมาะๆ เอาเสยว่าผิดกันแต่เป็นอดีตหรืออนาคต หรือโดยสักว่ชื่อ ส่วนโดยผลหรือโดยปฏิกิริยานั้นเหมือนกัน ดังนี้เป้นต้น อารมรณ์ในอดีตตึ้งอยุ่ได้ด้วยอาศัยสัญญา อารมณ์ใอนาคตตั้งอยุ่ได้ด้วยอาศัยเวทนาและวิตก แล้วมันจะหมือนกันได้อย่างไร อีกทางหนึ่งก็คือการศึกษาให้รู้เรื่องสัญญา เวทนาและวิตก นั่นเอง จะเป็นประดยชน์แก่การตั้งจิ และการน้อมจิตไป ดังที่กล่าแล้วข้างต้น ได้ตามความประสงค์
สำหรับคำว่ "ละเว้นจิตนั้นๆ เสีย" แล้วจึงตั้งใหม่ หรือน้อมไปใหม่นั้น มีทางที่จะลเว้นเสียด้วยการข่ม อย่างหนึ่ง และด้วยการพิจารณาอีกอย่างหนึ่ง ในเมือการข่อมทำไปไม่สำเร็จ อธิบายวา เมื่อเราต้องการจะละสัญญาในอดีตเรื่องใดเสีย ด้วยการข่มใจไม่ให้ระลึกถึง ดดยให้ไปกำหนดอยุ่ในนิมิตขอสมาธิ แต่ทำอย่างไรๆ ก็ไม่สำเร็จ เพราะสัญญาในอดีตมีกำลังมกเกินไปจนไม่อาจจะข่มได้ จะต้องอาศัยการละด้วยพิจารณาด้วยปัญญา คือเพ่งพิจารณาดุถึงอารมณ์แหงสัญญาในอดีต ว่าอารมณ์นั้นด็ดี สัญญานันก็ดี สัญญานั้นก็ดี เป็นแต่เพียงสิงที่ถุกปรุงขึ้นม และป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา หรือปราศจากตัวตนโดยสิ้นเชิง เมื่อเห็นชัดแจ้งดงนี้ การละเว้นจิตที่แล่นไปตามอารมณ์แห่งสัญญาในอดีต ก็เป็นส่งิที่เป็นไปได้ คือทำลายเสียได้ สำหรับอารมณ์ในอนาคต ก็มีหลักเกณฑ์อย่างเียวกัน หากแต่ว่าถ้าเป้นการพิจารณาจะต้องพิจารณาลงไปยังตัวเวนาหรือวิตก เวทนาคือเวทนาที่หวังจะได้มเป็นความถุกอกถูกใจ เป็นต้น จากอารมณ์ในอนาคต วิตกคือการตริตรึกไปสู่อารมณืในอนาคต เมื่อทั้งเวทนาและวิตกเป็นเพียงมายา คือเป้ฯเพียงสิ่งที่ปรุงมันขึ้นในใจ ไม่มีตัวตนที่แท้จริง ไม่เที่ยง เป้นทุกข็ เป็นอนัตตา ดังที่กล่าวแล้ว ก็ทำลายเวทนาและวิตกเสียได้ อารมณ์ในอนาคตก็ถุกทำลายไป นี้เรียกว่า "ละเว้นจิตนั้นๆ " เสียได้ แล้วตั้งจิตใหม่หรือน้อมจิตไปสู่อารมณ์ใหม่ คือไปสู่นิมิตของสมาธิระยะใดระยะหนึ่งนั่นเอง
อีกทางหนึ่ง ซึ่งจะต้องสำเหนียกไว้ก็คือว่า บุพพกิจเบื้องต้นต่างๆ ในระยะตระเตรียมตัวเพื่อทำกัมมัฎฐาน ตลอดถึงการละปลิโพธ ดังที่กล่าวแล้วข้างต้น ก็เป็นส่งิที่มีความสำคัญเกี่ยวกับการเกิดของอุปสรรคคู่นี้ หรือากรไม่เกิดของอุสรรคคุ่นี้อย่างไม่น้อยที่เดียว อีกสิงหนึ่งซึ่งควรระลึคกด้วยก็คือ กัมมัฎฐานอุปกรณ์ ที่ใช้ทำอยู่เป็นประจำวันสำหรับสนับสนุน กัมมัฎฐานหลัก ดังที่กล่าวแล้วข้างต้น สิ่งนี้มีความสัมพันธ์กันอยู่มาก ในการป้องกันมิให้เกิดอุปสรรคคุ่นี้ขึ้นมาได้ง่ายๆ...
- อานาปานสติภาวนา พุทธทาสภิกขุ
