ระยะที่สาม คือ ผุสนา ได้แก่ฐานที่ลมถูกต้อง ระยะนี้ต้องศึกษาพร้อมกันไปกับ ระยะที่สี คือ ฐปนา ซึ่งหมายถึงการที่จิดกำหจดหรือตั้งลงอย่างมั่นคง จึงจะเข้าใจได้โดยง่าย เพราะเป็นสิ่งที่เนื่องกันอย่างใกล้ชิดและทั้งยังคาบเกี่ยวไปถึงระยะที่ ๒ กล่าวคือ อนุพันธนา โดยปริยายอีกด้วย

            ผุสนา หมายถึง ฐานที่ลมต้อง ก็ได้ หมายถึง การถุกต้อง ก็ไ้โดยใจความหรือโดยพฤตินัย ย่อมเป็นอย่างเดียวกัน เพราะถ้าไม่มีการถูกต้อง ก็ย่อมไม่มีฐานที่ถูกต้อง และอีกประการหนึ่งก็คือ ถ้าไม่มีการกำหนดแล้ว ยอ่มไม่มีทั้งกาถุกต้องและฐานที่ถูกต้อง เพราะฉะนั้นเปผ็นอันกล่าวได้ว่า มีการกำหนดเมื่อไร และที่ไหน ผุสนาก็จะมีเมื่อนั้น และที่นั่น

           ในระยะแรกแห่งการปฏิบัติ ย่อมมีการกำหนดลมหายใจตลอดสาย คือ จากเบื้องต้น ถึงที่สุด ดังที่กล่าวแล้วในอานานปานสติขั้นที่ ๑ ที่ ๒ และที่ ๓ ผุสนา ชื่อว่ามีตลอดสายอยู่แล้ว หากแต่ว่าการฝึกในระยะนั้นยังไม่มีเรื่องที่จะต้องกล่าวถึงผุสนา เพียงแต่เป็นการฝึกให้สติกำหนดอยู่ที่ลม โดยเอาลมนั้นเป้ฯนิมติตของการกำหนด และเรียกว่า "บริกรรมนิมิต" ัยังเป็นของหยาบอยู่ ส่วนในบัดนี้จะกำหนดจุดใดจุดหนึง แห่งพื้นที่หรือฐานที่ลมถูกต้องมาเป็นนิมิต เพื่อการปฎิบัติที่ละเอียดยิ่งขึ้นไป จึงต้องเร่ิมสนใจไปยังพื้นฐานที่ลมถูกต้อง ซึ่งในที่สุดก็ได้แก่จุดๆ หนึ่ง ที่ปลายจะงอยจมูก ดังที่ได้กล่าวแล้วข้างต้น การกำหนดนิมิตจึงเปลี่ยนจากลมที่เคลื่อนมา แต่ไปกำหนดลงที่ตรงพื้นฐานจุดนี้และทำพื้นฐานจุดนี้ให้เป็นที่ตั้งของนิมิตอันใหม่ในขั้นที่ประณีตย่ิงขึ้น และเมื่อทำได้สำเร็จย่อมได้นามว่า ไอุคหนิมิต" ซึ่งต้องกำหนดเรื่อยไปและฝึกฝนเรื่อยไปแก้ไขอุปสรรคต่างๆ ให้ลุบ่วงไปด้วยดี มีรายละเอียดต่างๆ ดังที่จะได้กล่าวข้างหน้าจนกระทั่งนิมิตนั้นตั้งลงแน่นแฟ้นมั่นคง กลายเป็น ฐปนา จนกระทั่งทำให้เกิด "ปฏิภาคนิมิต" ขึ้นได้ในที่สุด ซึ่งจะได้อาศัยเป็นที่หน่วงให้เกิดฌานสืบไป

            พึงสังเกตในที่นี้อักครั้งหนึ่งว่ ผุสนา กับ ฐปนา เป้นสิ่งวที่เนื่องกันอย่างที่ไม่แยกจากกันได้ มีการกำหนดลมที่ถูกต้องพื้นฐานสำหรับกรกำหนดที่ตรงไหน ก็เป็นผุสนาที่ตรงนั้น และฐปนาก็มีอยุ่ในนั้น หากแต่ยังไม่เรียกว่า ฐปนาแท้ จนกว่าเมื่อไร การกำหนดผุสนาเป็นไปด้วยดี เป็นระยะยาวได้ตามที่ต้องประสงค์ ฐปนาจึงจะตั้งลงเองโดยมบูรณ์ เกิดเป็นการกำหนดโดยไม่ต้องมีการกำหนด ขึ้นมาในขณะั้น โดยจะเรียกว่าเป็น การหยุดกำหนดเพราะการกำหนดได้ตั้งมั่นถึงที่สุดแล้ว ดังนี้ก็ยังได้ ข้อนี้อาจจะเปรยบเทียบด้วยอุปมาง่ายๆ เช่นการจับของบุคคลที่เอามือไปจับเข้าที่สิ่งใดสิ่งหนึ่ง กริยาที่จับนันเอง เรียกว่าจับ, คร้งเอามือไปจับเสร็จแล้ว แม้มือยังหยุดอยู่ที่นั้น แต่การจับก็สิ้นสุดลงไปแล้ว เหลืออยู่เป้นการกุมอยู่ที่นั่น ได้แก่อาการที่มือหยุด หรือ ตั้งแน่นแฟ้นอยู่ทนั่น : ฉะนั้นจึงเปรียบ การจับ ได้กับ ผุสนา และเปรีบ การกุมอยู่เฉยๆ อย่างมั่นคง ได้กับ ฐปนา ฉันใดก็ฉันนั้น อย่าลืมว่ ถ้าไม่สังเกตคู่ให้ละเอียดแล้ว จำไม่เห็นความแตกต่างระหว่าง "การจับ" กับการกุม" หรือระหวาง ผุสนา กับฐปนา : ด้วยเหตุนี้ ผุ้ปฏิบัติจึงต้องทำการสำเหนียกศึกษาและสังเกตกำหนดอย่างใกล้ขิดที่สุด ว่า ฐานที่ถูกต้องคืออะไร การถูกต้องคืออะไร ความหยุดอยู่แห่งการถูกต้อง ที่เป็นไปอยางมั่นคงดีแล้วนั้นคื อะไร ก็จะสามารถกำหนดนิมิตที่ละเอียดยิ่งขึ้นไป และจิตที่สงบยิ่งขึ้นไปได้โดยไม่ยาก

         เท่าที่กล่าวมาแล้วเพียงเท่านี้ ย่อมชี้ให้เห็นได้ว่า คณนา และอนุพันธนา เป็นเรื่องของยริกรรมนิมิต ผุสนา เป็นเรื่องอุคคหนิมิต และฐปนาเป็นเรื่องของปฏิภาคนิมิต ซึ่งเราจะได้ศึกษานิมิตทั้งสามนี้ เพื่อความเข้าใจการปฏิบัติในขั้นละเอียดยิ่งขึ้ไปอีกส่วนหนึ่ง ซึ่งจะเป็นการทำให้เข้าใจผุสนาและฐปนายิ่งขึ้นไปตามลำดับ

         - อานาปานสติภาวนา พุทธทาสภิกขุ