ในฐานะน้องใหม่รุ่นที่ ๑๒ (ปีการศึกษา ๒๕๑๘) ของมอดินแดง ได้รับเชิญจาก “วารสารมอดินแดงสัมพันธ์” ให้เขียนเรื่องราวเกี่ยวกับบรรยากาศการรับน้องใหม่ในอดีตเมื่อ ๔๒ ปีที่แล้ว เปรียบเทียบกับปัจจุบัน จึงได้รู้ว่าแม้เวลาจะผ่านไปนานแล้วก็ยังจำได้ดี จะว่าไปแล้ว กิจกรรมต้อนรับน้องใหม่ น่าจะเป็นกิจกรรมหนึ่งที่คนเคยเป็นนักศึกษามหาวิทยาลัยจะจดจำได้ดีที่สุด
ช่วงปลายเดือนกรกฎาคมต่อต้นเดือนสิงหาคม ๒๕๖๐ เป็นวาระโอกาสที่มอดินแดงของเราได้ต้อนรับน้องใหม่ รุ่นที่ ๕๔ ปีการศึกษา ๒๕๖๐ บรรยากาศในมอก็จะคึกคักเป็นพิเศษ หลังจากปิดเทอมยาวมาสามเดือนเศษๆ สำหรับรุ่นพี่ๆ ก็จะตื่นเต้นมากหน่อย เพราะจะได้ต้อนรับน้องหน้าใสๆ เข้ามาเป็นสมาชิกใหม่ของครอบครัว และเป็นโอกาสรำลึกประสบการณ์ของตนเองในปีผ่านๆ มา บางคนเป็นผู้รับผิดชอบหลักของงาน รับน้อง ปิดเทอมไม่ได้กลับบ้าน เพราะต้องอยู่วางแผนเตรียมการต้อนรับน้องใหม่กันอย่างเต็มที่ อาจกล่าวได้ว่า การรับน้องใหม่ เป็นงานใหญ่ที่สุดงานหนึ่งของมหาวิทยาลัย
อย่างที่เรารู้กัน การรับน้องเป็นกิจกรรมที่ทำกันมานานแล้วทั่วโลก มีต้นกำเนิดมาจากทวีปยุโรปเมื่อ ๗๐๐ ปีมาแล้ว เนื่องจากในสมัยนั้นเชื่อว่าน้องใหม่ที่เข้ามาเรียนในมหาวิทยาลัยยังขาดการศึกษา ไม่มีความเป็นอารยชน จึงต้องมีกระบวนการขัดเกลาให้รู้จักประพฤติตัวให้เหมาะสมก่อนที่จะได้รับชีวิตใหม่ที่ดีในมหาวิทยาลัย ซึ่งมักจะเน้นความรุนแรง ให้ความสำคัญกับอำนาจของรุ่นพี่ มีการกำหนดกฎเกณฑ์ที่น้องใหม่ต้องปฏิบัติ ซึ่งหากไม่ทำตามก็จะถูกลงโทษ นักศึกษาของมหาวิทยาลัยในประเทศไทยก็รับเอาแนวคิดเรื่องการรับน้องใหม่นี้มา ในยุคแรกๆ การรับน้องใหม่ของมหาวิทยาลัยไทยก็เหมือนกับต้นแบบทางยุโรป มีการผสมผสานพิธีกรรมแบบไทยๆ เข้าไปด้วยให้กลมกลืนดูขลังและศักดิ์สิทธิ์ แต่เวลาเปลี่ยนไป สังคมมหาวิทยาลัยกลายเป็นสังคมเปิด การทำกิจกรรมในมหาวิทยาลัยเป็นที่รับรู้ในวงกว้าง การรับน้องในแบบเดิมๆ ที่เน้นความรุนแรงและการใช้อำนาจของรุ่นพี่ ก็เริ่มไม่เป็นที่ยอมรับ นอกจากจะเป็นประเด็นเรื่องการริดรอนสิทธิมนุษยชนแล้ว ในบางกรณียังอาจเกี่ยวโยงไปในเรื่องการกระทำที่ผิดกฎหมายได้ จึงจะเห็นได้ว่า การรับน้องของมหาวิทยาลัยต่างๆ ในปัจจุบันมีการเปลี่ยนแปลงไปมาก โดยเน้นการสร้างสรรค์มากกว่าความรุนแรงและการใช้อำนาจ แต่กระนั้น ผู้ปกครองส่วนใหญ่ก็ยังมีความวิตกกังวลกับกิจกรรมการต้อนรับน้องใหม่ของมหาวิทยาลัย หลายคนเครียดไปกับบุตรหลาน กังวลว่าได้เข้าไปเป็นนักศึกษาใหม่แล้วจะได้รับการต้อนรับน้องใหม่แบบใด
การรับน้องใหม่ของ มข. ก็มีการเปลี่ยนแปลงไปมากเช่นเดียวกัน แต่คิดว่าวัตถุประสงค์ของการรับน้องใหม่คงไม่เปลี่ยนมากนัก คือ เป็นการต้อนรับสมาชิกใหม่ที่เข้ามาอยู่ร่วมสถาบันเดียวกันตามประเพณีที่ดีงาม ร่วมกับการจัดกิจกรรมที่ช่วยให้น้องใหม่รู้จักสถาบัน รู้ระบบต่างๆ ของสถาบัน รู้จักบุคคลสำคัญๆ ของสถาบัน รู้จักรุ่นพี่ และรู้จักเพื่อนน้องใหม่ด้วยกันที่เข้ามาเรียนต่างคณะต่างสาขาวิชา และมีการสอดแทรกเรื่องราวและวิถีปฏิบัติเพื่อการสร้างความรู้สึกร่วมให้เกิดขึ้นในฐานะที่เข้ามาอยู่ในสถาบันเดียวกัน หรืออาจจะเรียกว่ากระบวนการสร้างความศรัทธาและความภาคภูมิใจ จึงมีกิจกรรมร้องเพลงสถาบัน กิจกรรมเชียร์กลาง กิจกรรมลอดขอน (แก่น) กิจกรรมสักการะเจ้าพ่อมอดินแดง เป็นต้น
มข. เมื่อปี ๒๕๑๘ มีเพียง ๖ คณะคือ คณะเกษตรศาสตร์ คณะวิศวกรรมศาสตร์ คณะศึกษาศาสตร์ คณะวิทยาศาสตร์ - อักษรศาสตร์ คณะพยาบาลศาสตร์ และคณะแพทยศาสตร์ ดังนั้น น่าจะมีน้องใหม่ไม่เกิน ๕๐๐ คน นักศึกษาทั้งมหาวิทยาลัยน่าจะไม่เกิน ๑,๕๐๐ คน เพราะบางคณะก็เพิ่งเปิดรับนักศึกษาเป็นปีแรก ส่วนใหญ่ก็รับนักศึกษารุ่นละ ๕๐ - ๖๐ คน จำได้ว่ามีการต้อนรับน้องใหม่หลายระดับมาก ตั้งแต่รับน้องกลาง รับน้องคณะ รับน้องภาค รับน้องจังหวัด รับน้องโรงเรียน รับน้องรหัส เรียกว่าน้องใหม่มีคิวรับเลี้ยงทั้งกลางวันกลางคืนหลายวันติดต่อกัน บางกลุ่มอย่างเช่นรับน้องจังหวัดอุบลราชธานี มีการพาไปทำกิจกรรมกลุ่มนอกสถานที่ถึงเขาใหญ่ด้วย ทำให้รุ่นพี่รุ่นน้องจังหวัดรู้จักสนิทสนมกันมากจนถึงทุกวันนี้ มีอะไรก็ช่วยเหลือกันได้เสมอแบบไม่ค่อยมีเงื่อนไข ในปัจจุบันการต้อนรับน้องใหม่ระดับกลุ่มย่อยน่าจะไม่มีแล้ว เพราะคงจัดกันไม่ไหว ทั้งรุ่นพี่รุ่นน้องแต่ละกลุ่มน่าจะมีจำนวนมาก การต้อนรับระดับกลุ่มย่อยแบบนี้ รุ่นพี่ก็ต้องเตรียมหางบประมาณไว้พอสมควร มีการจัดกิจกรรมหารายได้หลายรูปแบบ ถึงขั้นไปเดินเปิดหมวกขอรับการสนับสนุนจากห้างร้านในเมืองขอนแก่นและอุดรธานีก็เคยทำ ซึ่งสมัยก่อนห้างร้านต่างๆ ก็ดูเหมือนจะให้เงินช่วยเหลือนักศึกษาที่ไปเดินขอเรียไรอย่างเป็นปกติ แถมส่วนใหญ่ก็ใจดีอีกด้วย
กิจกรรมที่น่ากลัวมากสำหรับน้องใหม่ในอดีต ก็คือกิจกรรมเชียร์ ทั้งการเชียร์กลางและเชียร์คณะ ตอนเป็นน้องใหม่กลัวรุ่นพี่ที่เป็นสต๊าฟเชียร์มาก เพราะเขาจะ (เก๊ก) ดุแบบไม่มีเหตุผล สั่งให้ทำนี่นั่นแบบที่ไม่รู้ว่าเพื่ออะไร (เช่น ให้ยิ้มกับพัดลมในห้องประชุม ๑๐๐ ครั้ง) เวลาพูดก็จะมีคนนำ ตะโกนตะคอกออกมาก่อน และว๊ากเกอร์ทั้งหลายก็จะตะโกนตามสลับกันไปมาจนเสียงดังเป็น echo ก้องในห้องประชุม เช่น ถ้าน้องพูดเสียงเบา ก็จะมีรุ่นพี่คนแรก (หัวหน้าว๊ากเกอร์) ตะโกนด่าก่อน พูดดังๆ หน่อยโว้ย เสียงมีแค่นี้เหรอ หลังจากนั้นรุ่นพี่คนอื่นๆ ก็จะตะโกนตามมาเป็น echo มีแค่นี้เหรอ มีแค่นี้เหรอ มีแค่นี้เหรอ มีแค่นี้เหรอ ... เสียงว๊ากเกอร์จะกวนประสาทมาก ทำให้น้องใหม่ที่ทนไม่ไหวเครียด และบางคนช็อคต้องหามส่งโรงพยาบาลเลยก็มี (จริงๆ ตอนมาเป็นรุ่นพี่ ก็พากันอมยิ้มขำๆ พวกว๊ากเกอร์อยู่หลังห้องประชุม) ในตอนนั้นทราบมาว่า กิจกรรมร้องเพลงเชียร์ของบางคณะก็จะมีแบบโหดๆ แผลงๆ อยู่เหมือนกัน แต่เมื่อ ๔๒ ปีที่แล้วยังไม่มีกล้องมือถือและสื่อสังคมออนไลน์เหมือนสมัยนี้ คนทำก็ไม่เสี่ยง คนโดนทำก็ไม่มีช่องทางให้โวยวายเสียงดัง จะว่าไปแล้ว ถ้าไม่เอาเรื่อง ดุด่าและทำโทษ กิจกรรมเชียร์ก็มีประโยชน์มากๆ ที่ทำให้เรารู้จักเพื่อน จำชื่อเพื่อนได้ทุกคน (เพราะถ้าจำไม่ได้ก็จะโดนด่า) ได้ร่วมบูมและร้องเพลงสถาบันและคณะ เวลาบูมหรือร้องเพลงรวมกันพร้อมกันทีไร มันจะเกิดอาการขนลุกและพองในหัวใจ เพราะเสียงจะกระแทกกระทั้นและกึกก้อง เท่าที่ได้ไปสังเกตการณ์กิจกรรมเชียร์กลางและคณะในยุคปัจจุบันนี้ ไม่มีเรื่องดุด่าอีกแล้ว ไม่รู้ว่ายังมีสต๊าฟประเภทว๊ากเกอร์อยู่หรือเปล่า การให้น้องใหม่รายงานตัวรายบุคคลก็น่าจะทำไม่ได้แล้ว ความเครียดน่าจะน้อยลง ส่วนกิจกรรมรวมใจน้องใหม่ด้วยการร้องเพลงสถาบันก็ยังมีอยู่ และมีการโชว์ในรูปแบบต่างๆ เข้ามาเป็นฐานในการจัดเพื่อดึงดูดความสนใจของ น้องใหม่จำนวนกว่า ๘,๐๐๐ คน จำได้ว่าเคยไปร่วมกิจกรรมเมื่อสองสามปีก่อน มีกิจกรรมเติมช่อกาลพฤกษ์ดอกใหม่ การแปรอักษร/สัญลักษณ์ และการแสดงของเชียร์ลีดเดอร์ก็น่าสนใจและอลังการมาก
ที่สนุกมากและถามเพื่อนๆ ส่วนใหญ่ก็ยังจำได้ก็คือ กิจกรรมลอดซุ้มลุยโคลน จัดกันบริเวณป่าข้าง สระพลาสติกหลังคณะเกษตรศาสตร์ เจตนาตรงนี้น่าจะอยากให้รุ่นน้องรู้จักกันมากขึ้น และรู้จักรุ่นพี่ในอีก เวอร์ชั่นหนึ่งที่ต่างจากในห้องเชียร์ รุ่นพี่จะเตรียมพื้นที่ทำซุ้มหลากหลายรูปแบบ ทั้งแบบที่ต้องลอดอุโมงค์ ต้องคลาน ต้องปีนป่าย ในสภาพแวดล้อมที่อาจจะเปียกแฉะ โลดโผน หวาดเสียว ลึกลับน่ากลัว เช่น ให้เดินบนแผ่นไม้เล็กๆ ข้ามหลุมที่ดูเหมือนมีถังเกรอะจากส้วมอยู่เบื้องล่าง ใครตกลงไปมีเหลืองทั้งตัว หรือให้เอามือแหย่เข้าไปในโพรงดินที่อาจจะมีตัวอะไรอยู่ข้างใน ฯลฯ ถ้าใครที่ชอบไปเที่ยวสวนสนุกแบบแอดเวนเจอร์น่าจะชอบการต้อนรับน้องใหม่แบบนี้ ความพิเศษของกิจกรรมนี้คือ รุ่นพี่จะให้น้องใหม่ (หญิง - ชาย) ต่างคณะจับคู่กันเหมือนคู่แต่งงาน เอาเน็คไทร์ผูกข้อมือกันไว้ สองคนจะต้องผจญภัยไปด้วยกันตลอดและผ่านด่านต่างๆ ไปด้วยกันให้ได้ เห็นว่าหลายคู่กลายเป็นแฟนกันไปเลยก็มี ที่ประทับใจอีกอย่างคือ น้องใหม่ต้องแต่งเครื่องแบบนักศึกษา ก็จะมีรุ่นพี่เขียนข้อความต่างๆ บนเสื้อสีขาวด้วยเมจิกหลากสี สรุปว่านักศึกษาใหม่ต้องมีเสื้อเชิ๊ตขาวที่ใช้วันเดียวเก็บกันทุกคน หลายคนก็เก็บไว้เป็นที่ระลึก ไม่แน่ใจว่าที่หอจดหมายเหตุของมหาวิทยาลัยมีเสื้อลายเขียนสีของรุ่นพี่ที่บริจาคไว้ให้บ้างหรือเปล่า เพราะกิจกรรมแบบนี้น่าจะจัดไม่ได้อีกแล้ว
กิจกรรมที่คิดว่าเลิกไปแล้วอีกอย่างคือ งานราตรีน้องใหม่ ซึ่งเป็นงานระดับคณะ แต่ละคณะจะจัดงานเลี้ยงต้อนรับน้องใหม่ในสไตล์ของงานราตรีลีลาศ คือ ผู้ชายใส่สูท ผู้หญิงสวมชุดราตรียาว มีวงดนตรีมาบรรเลงเพลงในงาน และมีการลีลาศเต้นรำแบบเป็นเรื่องเป็นราวกันเลยทีเดียว จำได้ว่าบรรดาน้องใหม่ก็จะวุ่นวายกันพอสมควร เพราะส่วนใหญ่เป็นเด็กบ้านนอก ไม่มีใครมีชุดสูทชุดราตรียาว แม้รุ่นพี่หามาให้ แต่ก็ใช่ว่าจะโอเค ทุกวันนี้เอารูปมาดูก็ยังอดขำไม่ได้ เป็นครั้งแรกในชีวิตที่ต้องสวมชุดราตรียาว แถมยังต้องไปหัดเต้นลีลาศอีกด้วย ถือเป็นประสบการณ์แปลกใหม่ของน้องใหม่เกือบทุกคน - ต้องขอโน้ตไว้ตรงนี้นิดนึงว่า น้องใหม่รุ่นที่ ๑๒ เป็นรุ่น ๑ ของนักศึกษาในสายวิชาอักษรศาสตร์ ของ มข. เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของคณะวิทยาศาสตร์ - อักษรศาสตร์ มีเพียง ๓๐ คน รุ่นพี่จำนวนมากจะให้ความสนใจเป็นพิเศษ เพราะส่วนใหญ่ที่มีอยู่ก็เป็นนักศึกษาเกษตร วิศวะ วิทยาศาสตร์ ส่วนนักศึกษาพยาบาล ศึกษา และแพทย์ก็ยังมีน้อย ความเป็นนักศึกษา อักษรศาสตร์ หรือจะเรียกว่าเด็กสายศิลป์ จึงมีลักษณะนิสัยและบุคลิกที่แตกต่างออกไปจากเด็กสายวิทย์ เวลาทำกิจกรรมใดๆ ก็ดูแตกต่าง ส่วนใหญ่เป็นเด็กชอบกิจกรรม มีความบ้าๆ บอๆ (ติสท์) มีความสุดๆ เวลาไปไหนมาไหนดูเป็นพวกได้รับความสนใจจากพวกพี่ๆ ตลอดเวลา
คงไม่ต้องสงสัยว่า การรับน้องใหม่ เป็นกิจกรรมที่สำคัญตามแบบประเพณีอันดีงามที่คนไทยถือปฏิบัติกันมาเป็นเวลาช้านาน น้องใหม่ของ มข. ไม่ใช่เป็นเพียงแขกผู้มาเยือนเท่านั้น แต่เป็นสมาชิกที่เข้ามาอยู่ร่วมในครอบครัว มข. ด้วยกัน ดังนั้น การสร้างความประทับใจให้กับสมาชิกใหม่ตั้งแต่เริ่มเข้ามาอยู่ในครอบครัวจึงสำคัญยิ่ง ความประทับใจจะก่อให้เกิดความอยากอยู่ อยากร่วม อยากเห็น อยากเป็น ในทุกสิ่งทุกอย่างที่เป็นไปของ มข. ในฐานะที่เป็นรุ่นพี่คนหนึ่ง และเป็นทั้งอาจารย์ของ มข. คนหนึ่ง รู้สึกดีใจและประทับใจกับการรับน้องใหม่ รุ่นที่ ๕๔ ของ มข. ที่มีการจัดกิจกรรมในเชิงสร้างสรรค์ เน้นการถ่ายทอดและปลูกฝังวิถีที่ดีงาม ซึ่งจะสร้างความรู้สึกที่ดี ความทรงจำที่ดี เป็นพลังที่ทรงคุณค่าให้เกิดขึ้นกับนักศึกษาแต่ละรุ่น รุ่นต่อรุ่น เพื่อธำรงไว้ซึ่งเกียรติภูมิของมหาวิทยาลัยขอนแก่นอีกยาวนาน
ขอส่งความปรารถนาดีมายังนักศึกษาใหม่ รุ่นที่ ๕๔ ทุกคนนะคะ ขอให้มีความสุขในการเรียนและการใช้ชีวิตในบ้านรั้วสีอิฐ บนเนินมอดินแดงหลังนี้ ตลอดระยะเวลาที่ศึกษา และประสบความสำเร็จตามที่มุ่งหวังทุกประการ
รองศาสตราจารย์ ดร.กุลธิดา ท้วมสุข
คณบดีคณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น
ศิษย์เก่า มข. รุ่นที่ ๑๒
ศิษย์เก่าคณะวิทยาศาสตร์ - อักษรศาสตร์ รุ่นที่ ๓
ศิษย์เก่าคณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ รุ่นที่ ๑
หมายเหตุ : บทสัมภาษณ์เพื่อพิมพ์ในวารสารศิษยืเก่า มข. "มอดินแดงสัมพันธ์" ปีที่ ๕ ฉบับที่ ๒
ขอบคุณภาพส่วนหนึ่งจากหอจดหมายเหตุ มข. และขอบคุณข้อมูลและภาพจาก รศ.ดร.กุลธิดา ท้วมสุข












ขอบคุณประวัติศาสตร์ช่วงหนึ่งที่น่าชื่นชมของ มข.นะคะ ขอบคุณทั้งเจ้าของเรื่องเล่า และคุณครูยอดที่นำมาเผยแพร่ค่ะ
.... ช่อกัลปพฤกษ์ที่ ๒๔ ณ มอดินแดง