พระธรรมมงคลญาณ (หลวงพ่อวิริยังค์ สิรินธโร) เป็นพระภิกษุฝ่ายธรรมยุติกนายีตำแหน่งเป็นพระราชาคณะชั้นธรรมและเจ้าอาวาสวัดธรรมมงคล ปัจจุบันอายุ ๙๗ ปี พรรษา ๗๖ เดิมชื่อ วิริยังค์ บุณฑีย์กุล เป้นบุตรขุนเพ็ยภาษชนารมย์ กับนางมั่น บุณฑีย์กุล เกิดเมื่อวันที่ ๗ มกราคม ๒๔๖๓ ปีวอก แรม ๑๓ ค่ำ เดือนอ้าย ณ สถานรถไฟปากเพรียว จังหวัดสระบุรี ต่อมาย้ายมาตังหลักฐานทีบ้านใหม่สำโรง อำเภอสีคิ้ว จังหวัดนครราชสีมา มีพี่น้อง ๗ คน
เมื่อท่ารอายุ ๑๓ ย่าง ๑๔ เพื่อนผุ้หญิงคนหนึ่งชวนเป็นเพื่อให้ไป “วัดสว่างอารมณ์” ต.ลาดบัวขาว อ.สีคิ้ว จ.นครราชสีมา ซึ่งมี พระอาจารย์กงมา จริปุญโญ เป็นเจ้าอาวาส ขณะที่รอเพื่อผู้หญิงคนนั้นไปต่อมนต์ (ท่องบทสวดมนต์) กับพระอาจารย์กงมา ท่านก็รออยู่ด้วยความเบื่อหน่ายเพราะไปตั้งแต่ ๒ ทุ่มกลับเที่ยวคือ จะกลับบ้านเองก็ไม่ได้ เพราะเส้นทางเปลี่ยวและกลัวผี ได้แต่คิดอยู่ในใจว่า “ตั้งแต่นี้ต่อไปไม่มาอีแล้วๆๆ” ไม่ช้าก็เกิดความสงบขึ้น ตัวหายไปเลย เบาไปหมด เห็นตัวเองมี ๒ ร่าง ร่างหนึ่งเดินลงศาลาไปยืนอยุ่ที่ลานวัน มีลดชนิดหนึ่งพัดหวิวเข้าสู่ใจ รู้สึกเย็นสบายเป็นสุขอย่างยิ่ง ถึงกับอุทานออกมาเองว่า “คุณของพระพุทธศาสนามีถึงเพียงนี้เที่ยวหรือ” แล้วเดินกลับไปที่ร่าง กลับเข้าตัวพอดีเป็นเวลาเลิกต่อมนต์ จึงเล่าให้กับพระอาจารย์กงมาฟัง ท่านก็พูดว่า “เด็กนี่ รยังไม่ได้สอนสมาธิให้เลยทำไมจึงเกิดเร็วนัก” ตั้งแต่นั้นมาก็จึงเรียนรู้เกี่ยวกับการทำสมาธิ จนกระทั้งอยุ่มาวันหนึ่งท่านทำงานหนักเกินตัวจึงล้มป่วยเป็นอัมพาต บิดาพยายามหาหมอมารักษา แต่ก็รักษาไม่ได้ แพทย์แผนปัจจุบันบอกว่า หมดหวังในการักษา
พบชีปะขาวมารักษาให้หายจากอัมพาต ท่านได้แต่นอนอธิษฐานอยู่ในใจว่า “ถ้ามีผุ้ใดมารักษาให้หายจากอัมพาตได้ จะอุทิศตนเพื่อพระพุทธศาสนาทั้งสิ้น” ไม่นานนักก้ปรากฏว่ามีชีปะขาวหนวดรุงรังตนหนึ่ง มาถามโยมบิดาของท่านว่า “จะรักษาลูกให้เอาไหม” โยมบิดก็บอกว่า “เอา” ชีปะขาวก็เพินมาหาท่านซึ่งนอนอยู่ พร้อมทั้งกระซิบถามว่า “อธิษฐานดังนั้นจริงไหม” ท่านก็ตอบว่า “จริง” ชีปะขาวตนนั้นจึงให้พุดให้ได้ยินดังๆ หน่อย ท่านก็พูดให้ฟัง ชีปะขาวก็เอาไพรมาเคี้ยวๆ แล้วก็พ่นใส่ตัวของท่านจนเหลืองไปหมด แล้วก็จากไป
เข้าวันรุ่งขึ้น ปรากฏว่าว่าท่านรุ้สึกว่าจะกระดิกตัวได้ ทดลองลุกขึ้นเดิมก็ทำได้ เป็นที่อัศจรรย์ใจ เช้าวันนั้นปรากฏว่าชีปะขาวมายืนหลับตาบิณฑบาตอยุ่ที่ประตูบ้าน ท่านจึงนำอาหารจะไปใส่บาตร ชีปะขาวกลับขอให้ท่านพูดถึงคำอธิษฐานของท่านให้ฟ้ง เมื่อพูดแล้ว จึงยอมรับบาตร แล้วบอกให้ท่านไปหาที่ใต้ต้นมะขาม วัดสว่างอารมณ์
เมื่อไปถึงขชปะขาวก็ให้พุดคำอธิษฐานให้ฟังอีก แล้วก็พาเดินไปหลังวัด คว้ามีตัดหางควาย แล้วต่อคือดังเก่า พร้อมกับถามว่า “ลุงเก่งไหม” ท่านตอบว่า “เก่ง” ลุงจะสอนคาถาให้ แต่ต้องท่องทุกวัน เป็นเวลา ๑๐ ปี จึงใช้ได้ ท่านก็ได้เรียนคาถานั้น แล้วก็บอกว่าพรุ่งนี้ให้เตรียมใส่บาตร ปรากฎว่าวันรุ่งขึ้นไม่พบชีปะขาวแล้ว และตั้งแต่บัดนั้นก็ไม่เคยพบกับตาชีปะชาวอีกเลย
ปี พ.ศ.๒๔๗๗ อายุได้ ๑๕ ปี พระอาจารย์กงมา ชวชให้เป็นตาปะชาวอยู่รับใข้ท่าน ครั้นต่อมาอายุ ๑๖ ปี ได้เข้าพิธีบรรพชาเป็นสามาเณร ณ วัดสุทธจินดา ต.ในเมือง อ.เมือง จ.นครราชสีมา โดยมี พระธรรมฐิติฐาณ (สังข์ทอง นาคาโร พันธ์เพ็ง) เป็นพระอุปัชฌาย์ หลังจากบรรพชาเป็นสามเณรได้ ๑๐ วัน ก็ติดตามพระอาจารย์กงมา ออกเดินธุดงค์ตามป่าเขาลำเนาไพรและตามวัดต่างๆ อย่างเคร่งครัด เพื่อแสวงหาความสงบวิเวก เมื่อพบที่สงบวิเวกก็จะหยุดอยู่ทำความเพียร แม้บางครั้งอดอทหารกันอยุ่หลายวัน บางครั้งเจอสัตว์ร้าย เจออันตราย หรือหนทางอันยาวไกล ในบางวันเดินธุดงค์ข้ามเขาเกือบ ๕๐ กิโลเมตร ก็ไม่ย่อท้อ โดยถือคติที่ว่ารักความเพียร รักธรรมะมากว่าชิวิต...
ครั้นเมื่ออายุได้ ๒๑ ปีบริบูรณ์ ท่านได้เข้าพิธีอุปสมบทเป้นพระภิกษุ ณ วัดทรายงาม บ้านหนองบัว ต.หนองบัว อ.เมือง จ.จันทบุรี เมื่อวันที่ ๒๐ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๔๘๔ โดยมี ท่านเจ้าคุณพระปัญญาพิศาลเถร (หนู บิตปญฺโญ) เป็นพระอุปัชฌาย์ พระอาจารย์กงมา จิรปุญโญ เป็นพระกรรมวาจาจารย์ และพระครู อุดมธรรมคุณ (หลวงปู่มหาทองสุก สุจิตฺโต) เป็นพระอนุสาวนาจารย์
เมื่ออายุได้ ๒๒ ปี วัหนึ่งพรอาจารย์กงมา ก็พาท่านเดินธุดงค์จากจังหวัดจันทบุรีไปจ.สกลนคร เพื่อไปพบพระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต พระอาจารย์กงมาได้บอกหลวงพ่อวิริยังค์ว่า “วิริยังค์ หลวงปู่มั่น ภูริทัตฺโต เป็นปรมาจารย์และเป็นอาจารย์ของเรา สมาธิทุกๆ ขั้นตอนเราได้สอนเธอไปหมดแล้ว ต่อไปนี้เธอจะได้เรียนสมาธิกับท่านปรมาจารย์ เธอจงอย่าประมาท จงปฏิบัติหลวงปู่มั่นแบบถวายชีวิต เธอจะได้ความรู้อย่างกว้างขวา ง ยิ่งกว่าที่เราสอนอีกมากนัก”
พลวงพ่อวิริยังค์รับคำตักเตือน และต่อมาได้รับเลือกให้เป็นพระผู้อุปัฎฐากของพระอาจารย์มั่น แบบใกล้ชิดอยู่เป็นเวลา ๔ ปี และอยู่นอกพรรษา เป็นเวลาอีก ๕ ปี รวมเป็น ๙ ปี จึงเป็นอันว่าปัซหาของสมาธิได้ถูกชีแจงอย่างหมดเปลือก...ซึ่งบางครั้งปัญหาเข้าขั้นสำคัญ พระอาจารย์มั่นก็ให้หลวงพ่อวิริยังค์อยุ่ด้วยกับท่านสองต่อสองตลอดเวลา และแก้ไขปัญหานั้นให้ ผลงานชิ้นแรกที่หลวงพ่อวิริยังค์ได้ทำขึ้นมา คือเมื่อยู่กับพระอาจารย์มั่นในปีที่ ๒ โดยได้บันทึกพระธรรมเทศนาของท่านตลอดพรรษา (ปกติท่านห้ามผุ้ใดจดเด็ดขาด) เมื่อได้บันทึกไว้แล้ว ก็อ่านถวายให้ท่านฟังและให้ท่านตรวจดู ท่านพอใจ รับรองว่าใช้ได้ และให้ความไว้ใจตั้งแต่นั้นมา จากบันทึกเล่มนั้นได้นำมาพิมพ์เผยแผ่คำสอนนี้แก่สาธารณชน ในหนังสือที่ขื่อว่า “มุตฺโตทัย”
ระหว่างที่อยู่ใกล้ชิดหลวงปู่มั่น หลวงพ่อวิริยังค์ได้ทราบข้อเท็จจริงต่างๆ มากมายในด้านสมธิ ทั้งสมธิตื้น สมาธิลึก ตลอดถึงวิปัสสนา ซึ่งเมื่อเข้าใจทุกประการแล้ว หลวงพ่อวิริยังค์จึงมีความรักและหวงแหนในหลักการต่างๆ เป็นอย่างยิ่ง ไม่อยากที่จะให้หลักการเหล่านั้นต้องสลายไป เพราะท่านมีวิธีทั้งขั้นพื้นฐานและขั้นสุงสุด หลวงพ่อวิริยังค์ถามหลวงปู่ม่นว่า “ต่อไปกระผมจะเขียนเป็นหลักการให้ชาวโลเขาทำกันจะได้ไหม” หลวงปู่มั่นตอบว่า “ต้องเอาแบบขั้นพื้น,ฐานสำหรับเป็นประโยชน์แก่มหาชน สำหรับขั้นสูงให้มีน้อยโอกาสที่เธอจะทำนั้นมีอยุ่ แต่ต้องทำขึ้นพื้นฐานเพ่อคนส่วนมากในโลกจะได้สงบ และเธอต้องไปอยู่กรุงเทพฯ ที่มีวาสนาบารมี มีอยู่ไม่น้อย”
ในปี พ.ศ.๒๕๒๙ –พ.ศ.๒๕๒๓ หลวงพ่อวิริยังค์มีโอการไปพักผ่อนที่วิทยาลัยสงฆ์กำแพงแสน สาขาน้ำตกแม่กลาง ต.บ้านหลวง อ.จอมทอง จ. เชียงใหม่ บริเวณป่าไม้และภูเขาบนดอยอินทนนท์ ทำให้ท่านได้ทบทวบหลักการต่างๆ ที่เคยได้ไต่ถามอัตถปัญหาสมาธิ พร้อมทั้งคำแนะนำจากหลวงปู่มั่น ท่านจึงได้เขียนเป็นตำราสมาธิขึ้นจนเต็มรูปแบบสามารถใช้ในการเรียนการสอนวิชาสมาธิได้ รวมเวลาในการทบทวนและรวบรวมตำรานั้น ใช้เวลาถึง ๕ ปีจึงสำเร็จท่านจัดทำเป็นรูปเล่มตั้งแต่ขั้นพื้นฐาน ขั้นกลาง และขั้นสูง รวม ๓ เล่ม ในขณะเขียนตำราสมาธิ หลวงพ่อวิริยังค์ก็มาคำนึงว่าชาวโลกได้พัฒนาไปไกล จึงจะสร้าง “นครธรรม” ให้ทันสมัยด้วยไฮเทคต่างๆ เพื่อย่นระยะการศึกษาและปฏิบัติธรรมะ ดังที่เขาสร้างรถ เรือ เพื่อย่นระยะทางจากไกลมาใกล้ หรือ โทรศัพท์ คอมพิวเตอร์ อินเทอเนต ที่ย่นระยะทางในการติดต่อสื่อสาร เป็นต้น
หลวงพ่อวิริยังค์จึงได้คิดสร้างนครธรรมขึ้นเมือ พ.ศ. ๒๕๒๙ และได้ดำเนินการสร้างเมื่อ พ.ศ.๒๕๓๖ซึ่งเป็นไปด้วยความยากลำบาก เพราะคนส่วนมากเข้าใจแต่การสร้างโบสก์ วิหาร ศาลาการเปรียญ...จึงจะได้บุญ กระทั่ง พ.ศ.๒๕๓๙ จึงสร้าง “นครธรรมยุคไฮเทค”สำเร็จ ณ วัดธรรมมงคล แหล่งย่นระยะการศึกษาธรรมะล้ำยุคในเนื้อที่ ๓,๘๐๐ ตารางเมตร ใต้ฐานพระมหาเจดีย์ที่สูงที่สุดในกรุงเทพมหานคร คือสถานที่ศึกษาและปฏิบัติธรรมทันสมัย มีห้องเรียนภาคทฤษฎี ภาคปฏิบัติทั้ง นั่งสมาธิ และเดินจงกรม มีห้องชมธรรมมะด้วยสไลด์มัลติวิชั่น มีห้องสนทนาธรรม มีห้องสมุดธรรมะ มีน้องธุรการ มีห้องอาหารและเครื่องดื่ม มีห้องสำนักงานประทีปเด็กไทยเพื่อช่วยเหลือเด็กทั่วเมืองไทย มีห้องถ้ำวิปัสสนาไว้ให้ปฏิบัติธรรม เป็นต้น
วัดธรรมมงคลเถาบุญญนนทวิหาร หรือมักเรียกโดย่อว่า วัดธรรมมงคล เป็นวัดในประเทศไทย ตั้งอยู่ ซอย ปุณณวิถี ๒๐ ซอยสุขุมวิท ๑๐๑ ถนนสุขุมวิท แขวงบางจาก เขตพระโขนง กรุงเทพมหานคร เดิมเป็นป่าสะแกซึ่งพรธรรมมงคลญาณ (หลวงพ่อวิริยังค์ สิรินฺธโร) ใช้เป็นที่พักธุดงค์ในระหว่างเดินทาง เข้ากรุงเทพฯ นายเถา – นางบุญมา อยู่ประเทศ มีความศรัทธาจึงมอบที่ให้ และได้สร้างเป็นวัดขึ้น เมื่อ พ.ศ.๒๕๐๖ ปัจจุบันมีเนื้อที่ทั้งสิ้น ๓๒ ไร่ พระ เณร จำพรรษาประมาณ ๓๐๐ กว่าองค์....
- http://www.dhammajak.net/board...

