สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ (อ้วน ติสฺโส) อดีตเจ้าอาวาสวัดสุปัฎนารามวรวิหารอำเภอเองอุบลราชธานี วัดสุทธจินดาวรวิหารมณฑลนครราชสีมา วัดบรมนิวาสราชวรวิหาร กรุงเทพฯ วัดพระศรีมหาธาตุวรมหาวิหาร กรุงเทพฯ แม่กองธรรมสนามมณฑลตลอดระยะที่ยังมิได้ยุบมณฑล รองแม่กองธรรมสนามหลวงกรรมการตรวจข้อสอบพระปริยัติธรรมสนามหลวงกรรมการมหาเถระสมาคม กรรมการมหามกุฎราชวิทยาลัย กรรมการฝ่ายศึกษาประชาบาล เขตปทุมวัน รองเจ้าคณะใหญ่ธรรมยุต เจ้าคณะตรวจการภาค ๓,๔,๕ องค์ประธานคณะวินัยธร ชั้นฎีกาตามพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. ๒๔๘๔ และสังฆนายก รูปแรกแห่งประเทศไทย ตามพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. ๒๔๘๔
ในระยะแรกเมื่อเข้ามาจำพรรษาอยู่วัดสุปัฎนาราม ได้ช่วยเจ้าคุณอุบาลีฯ (จันทร์ สิรินจนฺโท) ซึ่งเป้ฯเจ้าอาวาส และเจ้าคณะเมณฑลอีสานในขณะนั้น วางกฎระเบียบ การปกครองวัด และมณฑลไว้เป็นหลักในการบริหารให้เป็นไปด้ดวยความเรียบร้อย
เมื่อได้เป็นเจ้าอาวานวัดสุปัฎนารา และได้ปฏิบัติหน้าที่เจ้าคณะมณฑล(ได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งเจ้าคณะมณฑลอีสาน ขณะที่อายุเพียง ๓๗ ปี ๑๗ พรรษา) สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ได้เล่าถึงปัญหา วิธีการทำงานและผลสำเร็จ ในการปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดสุปัฎนารามและตำแหน่งเจ้าคณะมณฑลอีสานไว้บางตอนว่า..
“...ในชั้นแรกรู้สึกหนักใจอยู่บางประการ เพราะว่าเจ้าหน้าที่ทุกชั้นล้วนเป็นผู้มีพรรษาอายุมาก สวนเจ้าคณะมณฑลมีพรรษาอายุยังน้อย ทั้งท่านเหล่านั้น ยังหนักอยู่ในลัทธิธรรมเนียมที่เคยประพฤติมาแต่โบราณอีกด้วย ถึงกระนั้น ก็ไม่ทอดธุระ พยายามหาหนทางแก้ไข ด้วยธรรมิกอุบายประคองบ้าง ข่มขี่บ้าง แนะคือชี้ให้เห็นเหตุผลเพื่อให้ละส่วนหายนะ คือ เสื่อม และเพื่อให้ดำเนินตามส่วนวัฒนะ คือเจริญ แนะนำคือ มาหลีกเลี่ยงส่วนที่ผิด มาประพฤติในส่วนที่ถูก หลักสำคัญที่จะให้สำเร็จประโยชน์ในการปกครองหมู่คณะนี้ อยู่ที่ทำให้มีความรักใคร่เคารพนับถือ การที่จะให้รักใคร่เคารพนับถือนั้นต้องเพ่งมองดุบุคคล คือ ถ้าผู้มีพรรษาอายุสูงกว่าก็นับถือโดยฐานะใหญ่ไม้สูง ถ้าผู้มีพรรษาอายุเสมอกัน ก็นับถือโดยฐานมิตร ถ้าผู้มีพรรษาอายุน้อยกว่า ก็นับถือโดยฐานะศิษย์..”
เมื่อสมเด็จพระมหาวีรวงศ์ (อ้วน ติสฺโส) ได้มีอากสเข้าเผ้าสมเด็จพระมหาสมณเจ้ากรม พระยาวชิรญาณวโรรส สมเด็จพระสังฆราชเจ้า ตรัสถามว่า “...เมื่อทราบถึงวีดำเนินการของสมเด็๗พระมหาวีรวงศ์ ก็ทรงชมว่า
“ปฏิปทา ที่เธอดำเนินดีถูกต้อง ถ้าสมเด็จบรมพิตร (คงทรงหมายถึง พระบาทสมเด็จ พระจุลจอมเหล้าเจ้าอยู่หัว) พระราชสมภารเจ้าทรงทราบ จะทรงพระกรุณาโปรดเธอยิ่งกว่านี้” นับเป้นสิ่งที่น่ายินดีเป็นอย่างยิ่ง...
สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ (อ้วน ติสฺโส) มีนามเดิมว่า “อ้วน” นามสกุล “แสนทวีสุข” เกิดเมื่อวันที่ ๒๑ มีนาคม พุทธศักราช ๒๔๑๐ ณ บ้านแคน ตำบลดอนมดแดง อ.เมืองอุบลราชธานี จ.อุบลราชธานี โยมบิดาเป็นกรมการเมืองชื่อเพี้ยเมืองกลาง (เคน แสนทวีสุข) โยมารดาชื่อ บุดสี แสนทวีสุข
บรรพชาเป็นสามาเณรสังกัดมหานิกาย เมื่อ พ.ศ. ๒๔๒๙ ขณะที่อายุได้ ๑๙ ปี ที่วัดสว่าง ต.สว่าง อ.วารินชำราบ จ.อุบลราชธานี แล้วแปลงเป็นธรรมยุติกนิกายที่วัดศรีทอง (วัดศรอุบลรัตนาราม ในปัจจุบัน) อ.เมืองอุบลราชธานี จ.อุบลราชธานี และอุปมบท เมื่อวันที่ ๒๐ มีนาคม พ.ศ.๒๔๓๐ ณ พัทธสีมา วัดศรีทอง (วัดศรีอุบลฯ) โดยมีท่านเทวธมฺมี (ม้าว) เป็นพระอุปัชฌาย์ ท่านโชติปาโล (ชา) เป็นพระกรรมวาจาจารย์ และพระอุบาลีคุณูปมาจารย์ (จันทร์ สิริจนฺโท) เป็นพระอนุสาวนาจารย์
สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ (อ้วน ติสฺโส) ได้ศึกษาเล่าเรียน หลังจากอุปสมบทแล้ว ก็ได้เล่าเรียนอักษรสมัย และพระปริยัติธรรมที่สำนักเรียนวัดศรีทอง อ.เมืองอุบลราชธานี จ.อุบลราชธานี ในปี พงศ. ๒๔๓๓ ได้ย้ายสำนักเข้ามาศึกษาเล่าเรียนในกรุงเทพฯ โดยศึกษาเล่าเรียนอยู่ในสำนักพระสาสนโสภณ (อ่อน อนหึสโก) แล้วเข้าสอบพระปริยัติธรรมตามหลักสูตรขอมหามกุฎราชวิทยาลัยได้เป็นเปรียญตรี (เทียบประโยค ๔) ในพ.ศ. ๒๔๓๙ และสอบได้เปรียญโท (เที่ยบ ๕ ประโยค) ใน พ.ศ.๒๔๔๐https://th.wikipedia.org/wiki/...
...สมัยที่สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ (อ้วน ติสโส) ยังไม่เลิกทิฐิที่จะเอาชนะพระป่ากรรมฐานให้ได้น้นท่านถึงกับพาพระมหาเปรียญไปจับผิดหลวงปู่มั่น เมือครั้งงานผูกพัทธสีมาพระอุโบสถวัดโพธิสมภรณ์ จ.อดรธานี สมเด็๗ฯ ท่านไปเป็นประธานในงานนี้ ซึ่งหลวงปู่มั่นก็ได้รับนิมนต์ไปในงานนี้ด้วย
พอตกเย็น สมเด็จฯ ก็พาพระมหาเปรียญจากกรุ่งเทพฯ สองสามรูปไปสนทนาธรรมกับหลวงปู่มั่นซึ่งเป้นที่ทราบกันดีว่า ท่านจ้องการจะให้พระมหาเปรียญที่คงแก่เรียนนั้นไปไล่ต้อนหลวงปู่มั่นให้จนมุมให้จงได้ พระมหาเปรียญเหล่านั้นก็ไม่มีใครกราบหลวงปู่มั่นตามธรรมเนียมที่ปฏิบัติกัน คงจะถือว่าพวกตนเป็นพรของสมเด็จฯ หรือถือตัวว่าเป็นพระมหาเปรียยผุ้แตกฉานในพระไตรปิฎก ส่วนพระป่าที่เอาแต่นั่งหลับตาไม่น่าจะรู้ธรรมะได้แตกฉานลึกซึ้งเท่า
เมื่อไต่ถามสารทุกข์สุขดิบและทำความคุ้นเคยกันพอสมควร จากนั้น พระมหากลุ่มนั้นก็ตั้งปัญหาถามหลวงปู่มั่นว่า “ในฐานะที่ท่านมีความชำนาญในสมาธิภาวนาจึงอยากจะถามท่านเกี่ยวกับเรื่องกสิณว่า ท่านใช้วิธีเพ่งกสิณอย่างไร เช่น เพ่งดิน น้ำ ลม ไฟ หรือสีเหลือง แดง ขาวพวกนั้นมันเป็นอย่างไร ท่านใช้เพ่งอย่างไร ขอให้อธิบายด้วย”
ตั้งคำถามเหมือนกับข้อสอบก็เพราะพระมหากลุ่มนั้นหวังจะให้หลวงปู่มั่นตกหลุ่มพราง เพื่อจะได้เป็นหลัฐานกล่าวหาได้ว่า หลวงปู่มั่นและศิษย์ประพฤติปฏิบัติออกนอกรีตนอกรอยของพระพุทธศาสนา
ทว่าฝ่ายหลวงปู่มั่นกลับไม่ต้องรอคิดคำตอบ..ท่านตอบทันที่ว่า “อ๋อ นั่นก็กสิณเหมือนกัน.. ที่เพี่งภายนอกนั้น แต่มันเป็นกสิณของพวกฤาษีชีไพร ส่วนกสิณของพระพุทธเจ้า ท่านให้เพี่งน้อมเข้ามาในกายตน เช่น เพ่งไฟก็ไฟธาตุในตร เพ่งน้ำก็น้ำเลือด น้ำดี หนอง เสลด เพ่งดินก็ ดู ผม ขน เล็บ ฟัน เพ่งลมก็สมหายใจเข้าออก ลมระบายออกทางทวาร ลมวิ่งในกระเพาะ ลมตีเบื้องสูง ลมตีลงเบื้องต่ำ ส่วนการเพ่งสีนั้นก็เพ่งในร่างกายของเรานี้เอง สีแดงก็เลือด สีเหลือกก็หนอง สีขาวก็กระดูก สีเขียวก็น้ำดี เพ่งให้เป็นธาตุปฏิกูล ความเปื่อยเน่า ความเป็นของไม่เที่ยง ไม่ใช่ตัวตน..นี่คือกสิณของพระพุทธเจ้า ผู้ไกลจากกิเลส..สำหรับผุ้ไปเพ่งอย่างอื่นที่อยู่นอกตัวยังเพ่งไม่ถูกแน่...”
เมื่อได้ฟังคำตอบของหลวงปู่ม่นเช่นนั้น พระมหาเปรียญผุ้ถามถึงกับตะลึงงัน เพราะไม่คิดว่าสถานการณ์จะพลิกผันไปเช่นนี้ และยังเป็นสุยยอดของคำตอบซึ่งหาอ่านในตำราที่ไหนไม่ได้..พระมหาเปรียญทุกรูปต่างก็ยอมจำนน..ไม่มีใครถามต่อไปอีก..
http://www.tnews.co.th/content...
ในสมัยที่ ท่านพ่อลี ธัมมธโร อยู่จำพรรษากับ สมเด็จพระมหาวีรวงศ์(อ้วน ติสโส) วัดบรมนิวาน กรุงเทพฯ นั้น ท่านได้รับความเมตตาจากสมเด็จฯ เป็นอย่างมาก แต่สมเด็จฯ ท่านไม่ค่อยจะเชื่อนพยาของพระป่ากรรมฐานสักเท่าไหร่ และก่อหน้านี้ก็เคยออกคำสั่งไล่พระกรรมฐานออกจากป่าซึ่งแม้แต่หลวงปู่มั่นเองก็เคยถูกท่านไล่มแล้ว (หมายเหตุ : สมเด็จพระมหาวีรวงศ์สมัยที่ยังดำรงตำแหน่งเป็นเจ้าคณะมณฑลและเจ้าคณะธรรมยุตในภาคอีสาน เมื่อทราบข่าวว่ามีคณะพระป่ากรรมฐานของหลวงปู่มั่นเดินทางมาพักอยู่ที่บ้านหัวตะพานจึงสั่งให้เจ้าคณะแขวงอำเภพร้อมด้วยนายอำเภออาจเจริญไปทำการขับไล่พระป่าคณะนี้ออกไปให้หมด ทั้งยังประกาศด้วยว่า ถ้าผู้ใดใส่บาตรพระเหล่านี้จะจับใส่คุกให้หมดสิ้น)
ด้วยเหตุนี้ ท่านพ่อลีจึงคิดหาทางที่จะช่วยสมเด็จฯ ให้รู้บ้างว่า “ธรรมของจริง” และ “ผู้รู้จริง” เป็นอย่างไร...
“สมเด็จฯ ท่านอ่านตำรามาก ชอบวิจารณ์วิจัย แต่วันๆ ผ่านไปโดยไม่ปฏิบัติสมาธิภานาพิจารณาสังขาร ทำแต่งานภายนอก คิดดูแล้วก็น่าสงสาร ท่านเป็นผุ้มีคุณูปการต่อเรา เราต้องปฏิบัติตอบท่านด้วยธรรมที่รู้เห็มาตามสติปัญญาที่มี” เมื่อท่านพ่อลีคิดอย่างนั้น ท่านก็เริ่มปฎิบัติการขั้นต้น โดยกำหนดจิตเพ่ง “กสิณน้ำและไฟ” บางครั้งเพ่งกสิณน้ำใส่ สมเด็จฯ ก็จะหนาวสะบั้นลั่นเท่าเหมือนคนเป็นไข้จับสั่น บางคราวเพ่งกสิณไฟกำหกนดเป็นไฟไปเผา สมเด็จฯ ก็จะร้อนรนกระวนกระวายไปทั้งร่าง (แต่การเพ่งกสิณนี้ก็ไม่ทำให้เป็นอันตรายต่อสุขภาพ ทั้งยังเป็นประโยชน์ต่อร่างกายด้วย) เมื่อเป็นเช่นนี้บ่อยๆ สมเด็จฯ จึงเรียกท่านพ่อลีมาถามว่า “เอ..วันนี้มันเป็นอะไรกันนะ เดี่ยวร้อนเหมือนถูกไฟเผา เดี๋ยวหนาวจนสะบั้น” ท่านพ่อลีก็เข้าไปหา ทำที่จับโน่นจับนี่และพูดว่า “ไหน..ไหน ..เป็นเป็นอะไร อากาศร้อนหนาวมันก็เปลีวนแปลงบ้างแหละขอรับเจ้าประคุณ” พอเป็นหลายครั้งคลายหนเข้าจนผิดสังเกต ด้วยควาทที่สมเด็จฯ ท่านฉลาดหลักแหลลม ช่างสังเกตหาเหตุผลเสมอ ก็เลยเอะใจด้วยความสงสัย เพราะเมื่อใดที่ท่านพ่อลีมาดูอาการ เมื่อนั้นอาการก็จะหายทันที่ สมเด็จฯ จึงบอกกับพระใกช้ชิดว่า “เหตุที่เป็นเช่นนี้ ท่านลีควทำเราแหละ..เราเคยดุถูกพ่อของพระกรรมฐานคือ พระอาจารย์มั่น ซึ่งเป็นอาจารย์ของท่านลี”
หลังจากนั้นมา สมเด็จฯ ท่านก็เข้าใจพระป่ามากขึ้น มองพระป่าอย่างเป็นมิตรมากขึ้น ทั้งยังอุหนุนส่งเสริมการสร้างวัดป่ากรรมฐาน เช่น วัดป่าสาลวัน จ.นครราชสีมา ซึ่งเป้นวัดที่สำคัญของกองทัพธรรมพระกรรมฐานในสมัยนั้นด้วย
ต่อมา สมเด็จฯ ท่านก็ขอร้องให้ท่านพ่อลีสอนสมาธิให้ทุกวน ท่านพ่อลีไปยู่แห่งหนตำบลใด ท่านก็จดหมายไปตามให้มาทุกครั้ง.. นับว่าท่านพ่อลีเป็นผุ้ที่สมเด็จฯ โปรดปรานมากท้ายที่สุด สมเด็จฯ ก็เปิดเผยความในใจว่า “เราม่ำเคยนึดเคยฝันเลยว่า การนั่งสมาธิจะมีประโยชน์มากอย่างนี้ เราเองได้บวชมานานก็ไม่เคยเกิดความรู้สึกอย่าบงนี้เบย เมื่อก่อนเราไม่นึกว่าการทำสมาธฺเป็นของจำเป็นแต่บันนี้เราได้เข้าใจคำสอนของพระพุทธเจ้าทีแท้จริงอันมีผลปรากฎที่ใจแล้ว”
หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน ได้กล่าวถึงเหตุการณืนี้ไว้อย่างน่าฟังว่า “ท่านพ่อลีนี่เองเป็นผุ้ที่สามารถเอาชนะใจสมเด็จฯได้ แต่ก่อนนั้นสมเด็จฯ เป็นคนบ้ายศ แล้วเที่ยวขนาบกรรมฐานไปทั่ว เที่ยวไล่พระกรรมฐานที่อยุ่ป่าในเขา “ ในงานเผาศพหลวงปูเสาร์ กันตสีโล สมเด็จฯได้พบกับหลวงปู่มั่น ท่านจงเดินข้ำปหาและพูดว่า “เออ..ท่านมั่น..เราขอขมาโทษ เราเห็นโทษแล้ว.. แต่กอ่นเราก็บ้ายศ” สมเด็จพระมหาวีรวงศ์จึงนับเป็นผู้ที่มีปฏิปทาอันหาได้ยากยิ่งนัก เพราะสมัยปัจจุบนี้หาได้ยาที่จะพบเจอพระสมเด็จฯ ที่อ่อนน้อมถ่อมตน ยอมลดตน ลดทิฐิมานะ เพื่อแสวงหาธรรมชั้นสูง...http://www.tnews.co.th/content...



อ่านประวัติท่านและสมณะศักดิ์ของท่าน