
โครงการสานสัมพันธ์มิตรภาพไทย – ลาว ครั้งที่ 14 : รากร่วมวัฒนธรรมผ่านความสัมพันธ์ลาว - ไทย

กวีไร้ฉันทลักษณ์บทนี้ผุดขึ้นในใจ เมื่อผู้เขียนนั่งรถกลับมหาวิทยาลัย เป็นเวลา 4 วันแล้ว ที่ผู้เขียนมาอยู่เชียงใหม่ในโครงการสานสัมพันธ์มิตรภาพไทย – ลาว ครั้งที่ 14 จัดขึ้นในระหว่างวันที่ 17 – 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560 มีมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่เป็นเจ้าภาพ
โครงการสานสัมพันธ์มิตรภาพไทย – ลาว เกิดจากความร่วมมือของมหาวิทยาลัยขอนแก่นและมหาวิทยาลัยแห่งชาติลาว โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้นิสิต ได้มีโอกาสแสดงออกและเผยแพร่ศิลปวัฒนธรรมของทั้งสองชาติ สร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างกัน ได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้ศิลปวัฒนธรรมกับภูมิภาคอื่น ตลอดจนวัฒนธรรมของประเทศเพื่อนบ้าน ที่มีความสัมพันธ์อันดีระหว่างกันมาอย่างยาวนานและกิจกรรมด้านวิชาการ อันประกอบด้วยการเสวนา การจัดนิทรรศการ และเสนอผลงานทางด้านหลักสูตรและนอกหลักสูตร (กองพัฒนานักศึกษา มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่, 2560 : 1 )
ก่อนอื่นต้องบอกเลยว่าการเดินทางระหว่างมหาสารคาม – เชียงใหม่ เป็นอะไรที่ทรหดมาก ใช้เวลาเกือบ 14 ชั่วโมง แต่ทั้งนี้องค์ความรู้ที่ได้รับก็ถือว่าคุ้มค่ามากที่ได้เดินทางมาครั้งนี้ กิจกรรมที่ได้เข้าร่วมทำให้ได้เรียนรู้ศิลปวัฒนธรรมของชาวล้านนา ศึกษาโบราณสถานและประวัติความเป็นมาของชาวเชียงใหม่ กิจกรรมของโครงการในวันแรกเริ่มขึ้นที่ห้องประชุม อุทยานหลวงราชพฤกษ์ เราเริ่มต้นที่กิจกรรมการรวมกลุ่มสัมพันธ์ระหว่างมหาวิทยาลัยในไทยและมหาวิทยาลัยจากประเทศลาว
การเรียนรู้ คู่ภูมิปัญญา
- ภูมิปัญญาทำโคมล้านนา
กิจกรรมในช่วงแรกคือการทำโคมล้านนา ชาวล้านนาเชื่อว่าการทำโคมห้อย ถือเป็นพุทธบูชา ทำกันมากในประเพณียี่เป็ง โดยครูภูมปัญญาล้านนาเป็นคนสาธิตและคอยแนะนำให้เราก่อนลงมือ
ประเพณียี่เป็งเชียงใหม่ หรือประเพณีลอยกระทงของไทย นับได้ว่าเป็นประเพณีที่ได้ปฏิบัติสืบต่อกันมาเป็นเวลานาน ซึ่งทางจังหวัดเชียงใหม่ได้อนุรักษ์และยึดถือปฏิบัติสืบต่อกันมาเป็นประจำทุกปี จนเป็นที่รู้จักของนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างประเทศ เทศกาลโคมยี่เป็งจัดขึ้นเพื่อเป็นส่วนหนึ่งของการอนุรักษ์สืบทอดมรดกของล้านนา ซึ่ง “โคม” ถือเป็นสัญลักษณ์ของงานประเพณียี่เป็งของล้านนามาช้านาน การทำโคมครั้งนี้ เราได้ลงมือทำเอง โดยครูที่ท่านมาสาธิต ได้จัดเตรียมโครงไม้ไว้ให้กับพวกเราแล้ว ดังนั้นชิ้นส่วนที่เหลือคือการประกอบโคม
<p> 1. เริ่มต้นที่การตัดกระดาษไปตามแนวเหลี่ยมของตัวตัวโคม ต้องวัดระยะห่างของตัวช่องให้ดี เพราะถ้าวัดไม่ดีแน่นอนว่ากระดาษจะใหญ่กว่า หรือน้อยกว่าทำให้สิ้นเปลืองกระดาษสา</p><p>
</p>
<p> 2. เมื่อตัดกระดาษสา แปะไปตามแนวครบหมดทุกช่องแล้ว ขั้นตอนต่อมาก็คือการตัดหาง ซึ่งไม่ได้ยากมากแต่ต้องมีรายละเอียดและลวดลายที่สวยงาม แค่นี้โคมของเราก็สวยแล้ว</p><p>
</p><ul><li>
กระดาษสาคืออะไร </li></ul><p> กระดาษสา เป็นกระดาษชนิดหนึ่ง ที่ทำมาจากต้นปอสสา ซึ่งเป็นพืชเส้นใยในตระกูลเดียวกับหม่อนและขนุน มีหลายชื่อแตกต่างกันไปในแต่ละท้องถิ่น เช่น ภาคเหนือเรียกปอสา ภาคอีสานเรียก ปอกะสา หรือปอสา ภาคตะวันตกเรียกหมกพี หรือหมอพี ส่วนภาคใต้เรียกปอฝ้าย เส้นใยปอสาส่วนใหญ่ได้จากเปลือกของลำต้น ใช้เป็นวัตถุดิบคุณภาพดี ทนทานไม่เปื่อยยุ่ย เก็บรักษาได้นาน ที่นำมาทำโคมเพราะกระดาษสามีลักษณ์โปร่งแสง ให้แสงสว่างได้ดี คนภาคเหนือจึงนิยมนำมาทำโคม</p><p>
</p>
<ul><li>อักษรล้านนา</li></ul><p>
</p><p>หลังจากได้เรียนรู้การทำโคมแล้ว ผมก็ไปแอบส่องการเขียนอักษรล้านนา ต้องบอกก่อนเลยว่า การเขียนอักษรล้านนามีความสำคัญกับชาวล้านนาเป็นอย่างมาก เพราะแสดงถึงอารยธรรมและความวิจิตรบรรจงของตัวผู้เขียนเอง อักษรล้านนาดูดี ๆ ก็คล้าย ๆ กันกับอักษรธรรมอีสาน ที่ใช้บันทึกพระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้า </p><p>
</p>
<h2>อ่านประวัติศาสตร์ จากฐานอิฐ</h2><p> ผมคิดว่าการเรียนรู้ประวัติศาสตร์เราต้องลงไปดูสถานที่จริง เพราะจะทำให้มองเห็นองค์ประกอบต่าง ๆ ของเมือง เช่นกันกับโครงการครั้งนี้ ผมได้ลงไปเรียนรู้ประวัติศาสตร์ของเชียงใหม่ผ่าน วัดต่าง ๆ แม้เวลาจะไม่มาก แต่ก็ได้ความรู้อย่างมากมายเลยทีเดียว </p><ul><li>วัดสะดือเมือง (คำบุญเรือง, 2560)</li></ul><p> วัดอินทขิล ได้เจริญรุ่งเรืองมีพระสงฆ์จำพรรษาตลอดเรื่อยมา จากเอกสารสำรวจวัดในสมัยครูบาปัญญา เจ้าอาวาสวัดหัวข่วง พ.ศ.2425 ยังปรากฏชื่อวัดอินทขิลอยู่ สันนิษฐานว่าวัดอินทขิลได้กลายเป็นวัดร้างในสมัยพระเจ้าอินทวิชยานนท์ เจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่องค์ที่ 7 (พ.ศ.2416-2439) ซึ่งเป็นยุคเริ่มต้นของการรวมศูนย์เข้ากับส่วนกลางให้เป็นส่วนหนึ่งของสยามประเทศ เจ้านายฝ่ายเหนือถูกลดบทบาทลงอย่างมาก ต้องแบ่งเงินภาษีอากรส่งไปส่วนกลาง วัดจึงขาดการทำนุบำรุง พระสงฆ์ก็ขาดการอุปถัมภ์ วัดอินทขิลหรือวัดสะดือเมืองจึงตกอยู่ในสภาพรกร้าง </p><p> ในสมัยพญามังรายได้ทรงสร้างวัดสะดือขึ้นเพื่อเป็นที่ประดิษฐานของเสาหลักเมือง หรือเสาอินทขิล ซึ่งตามตำนานพื้นเมืองเหนือกล่าวถึงการบูชาเสาอินทขิลไว้ว่า พระอินทร์ได้ประทานให้ลัวะในสมัยการสร้างเวียงนพบุรี โดยเศรษฐีลัวะ 9 ตระกูล พระฤาษีให้กุมภัณฑ์ 2 ตน เอาเสาอินทขิลใส่สาแหรกหามนำไปประดิษฐานไว้ ณ แท่นกลางเมืองนพบุรี ให้ชาวเมืองของลัวะสักการะบูชาก่อนที่จะกลายเป็นเมืองร้าง</p><p>
</p><p> กระทั่งพญามังราย ได้สุบินนิมิตรไล่ตามกวางเผือกจนมาพบชัยภูมิที่ดี จึงมีดำริจะสร้างเมืองขึ้นใหม่ พ.ศ.1835 ก่อนสร้างเมืองเชียงใหม่ พญามังรายได้มาสำรวจพื้นที่บริเวณเมืองนพบุรีร้าง ได้พบซากเสาอินทขิลและรูปกุมภัณฑ์ ณ ที่กลางเมืองนั้น จึงมีบัญชาให้เสนาชื่อ สรีกรชัย แต่งเครื่องบรรณาการไปหาพญาลัวะบนดอยสุเทพ พญาลัวะจึงแนะนำว่า หากเจ้าพญามังรายจะสร้างเมืองขึ้นใหม่ให้อยู่เย็นเป็นสุขก็ให้บูชากุมภัณฑ์และเสาอินทขิล เมื่อพญามังรายสร้างเมืองนพบุรีศรีนครพิงค์เชียงใหม่แล้ว จึงโปรดให้ยกรูปกุมภัณฑ์และเสาอินทขิลที่ประดิษฐานในบริเวณสะดือเมืองขึ้นมาเพื่อให้คนสักการะกราบไหว้ตามคำแนะนำของพญาลัวะ</p><p> ต่อมาจึงได้สร้างวัดขึ้นชื่อว่า วัดอินทขิล แต่เนื่องจากว่าวัดนี้ตั้งอยู่บริเวณสะดือเมือง ชาวบ้านจึงเรียกว่า วัดสะดือเมือง ในตลอดรัชสมัยของพระมหากษัตริย์แห่งราชวงศ์มังรายวัดสะดือเมืองได้เจริญรุ่งเรืองขึ้นโดยลำดับ ก่อนที่จะเป็นวัดร้างภายหลังล้านนาถูกพม่าเข้าปกครอง จนถึงปี พ.ศ.2343 พระเจ้ากาวิละ ปฐมกษัตริย์แห่งราชวงศ์เจ้าเจ็ดตน เจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่องค์แรก ได้ขับไล่พม่าออกจากดินแดนล้านนาและได้ฟื้นฟูเมืองเชียงใหม่ขึ้น ได้ย้ายเสาอินทขิลจากวัดอินทขิลมาประดิษฐานอยู่ ณ วัดเจดีย์หลวง พร้อมกับบูรณะฟื้นฟูวัดอินทขิล โดยได้สร้างวิหารคล่อมฐานเดิม อัญเชิญพระอุ่นเมือง (หลวงพ่อขาว) มาประดิษฐานเป็นพระประธานในวิหาร </p><p> วัดอินทขิล ได้เจริญรุ่งเรืองมีพระสงฆ์จำพรรษาตลอดเรื่อยมา จากเอกสารสำรวจวัดในสมัยครูบาปัญญา เจ้าอาวาสวัดหัวข่วง พ.ศ.2425 ยังปรากฏชื่อวัดอินทขิลอยู่ สันนิษฐานว่าวัดอินทขิลได้กลายเป็นวัดร้างในสมัยพระเจ้าอินทวิชยานนท์ เจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่องค์ที่ 7 (พ.ศ.2416-2439) ซึ่งเป็นยุคเริ่มต้นของการรวมศูนย์เข้ากับส่วนกลางให้เป็นส่วนหนึ่งของสยามประเทศ เจ้านายฝ่ายเหนือถูกลดบทบาทลงอย่างมาก ต้องแบ่งเงินภาษีอากรส่งไปส่วนกลาง วัดจึงขาดการทำนุบำรุง พระสงฆ์ก็ขาดการอุปถัมภ์ วัดอินทขิลหรือวัดสะดือเมืองจึงตกอยู่ในสภาพรกร้าง </p><p> กระทั่งปัจจุบัน คงเหลือหลักฐานทางโบราณคดีของวัดอินทขิลปรากฏอยู่บริเวณด้านทิศใต้ของหอศิลปวัฒนธรรมเมืองเชียงใหม่ (ศาลากลางหลังเก่า) คือองค์พระเจดีย์ทรงสี่เหลี่ยมและวิหารพระเจ้าอุ่นเมือง (หลวงพ่อขาว) วัดอินทขิล หรือ วัดสะดือเมือง สันนิษฐานว่าสร้างขึ้นในช่วงต้นของประวัติศาสตร์ล้านนา ราวพุทธศตวรรษที่ 19 ประกอบด้วยโบราณสถานที่สำคัญ คือ เจดีย์ทรงแปดเหลี่ยม พงศาวดารโยนกและตำนานพื้นเมืองเชียงใหม่ กล่าวว่าบริเวณที่สร้างเจดีย์แปดเหลี่ยมเคยเป็นสถานที่พญามังรายต้องอัสนีบาตสวรรคต ต่อมาพระยาไชยสงคราม ราชโอรสทรงสร้างเจดีย์บรรจุพระอัฐิไว้ จากรูปแบบสถาปัตยกรรมของพระเจดีย์ที่ปรากฏอยู่ภายในบริเวณศาลากลางหลังเก่า เป็นเจดีย์ทรงกลมผสมเรือนธาตุแปดเหลี่ยม องค์ระฆังคว่ำ ซึ่งนิยมสร้างกันมากในสมัยหริภุญไชย ซึ่งพบที่วัดจามเทวี จังหวัดลำพูน ดังนั้นจึงสันนิษฐานว่า เจดีย์ดังกล่าวน่าจะสร้างขึ้นในช่วงเวลาเดียวกันคือราวต้นพุทธศตวรรษที่ 19 </p><p>เจดีย์ทรงสี่เหลี่ยม ด้านหลังวิหารพระเจ้าอุ่นเมือง(หลวงพ่อขาว) เป็นเจดีย์ทรงกลมฐานสี่เหลี่ยม มีอายุราวพุทธศตวรรษที่ 20 – 21 แต่เจดีย์องค์ในที่ถูกห่อหุ้มเป็นเจดีย์แบบสี่เหลี่ยมที่ได้รับอิทธิพลมาจากหริภุญไชยคือ เจดีย์เชียงยันในวัดพระธาตุหริภุญไชย </p><p> วิหารพระเจ้าอุ่นเมือง(หลวงพ่อขาว) ตามตำนานเชื่อว่า วัดอินทขิลเป็นสถานที่พญามังรายต้องอัศนีบาตจนสิ้นพระชนม์ สำหรับวิหารของพระเจ้าอุ่นเมืองนั้น คงสร้างขึ้นคล่อมฐานเดิมพร้อม ๆ กับการสร้างเจดีย์องค์นอกที่ห่อหุ้มองค์ในประมาณ พ.ศ.2380 สมัยของพระเจ้ากาวิละ ลักษณะเป็นวิหารโถง ผังเดิมเป็นแบบสี่เหลี่ยมผืนผ้า โดยมีหลวงพ่อขาวประดิษฐานเป็นพระประธานหันหน้าไปทางทิศตะวันออก</p><p>
</p><ul><li>วัดเชียงมั่น (ไปด้วยกัน.คอม)</li></ul><p> วัดเชียงมั่น เป็นวัดที่เก่าแก่ที่สุดในจังหวัดเชียงใหม่ ภายในมี เจดีย์ช้างล้อม สร้างเลียนแบบ เจดีย์ช้างล้อม ของพ่อขุนรามคำแหง พระพุทธรูปสำคัญ ๒ องค์ คือ พระแก้วขาว และ พระศิลาปางทรมานช้างนาฬาคีรี</p><p> วัดเชียงมั่น พุทธศาสนสถานอีกหนึ่งแห่ง ที่ถือได้ว่ามีความสำคัญสำหรับชาวเชียงใหม่เป็นอย่างยิ่ง วัดที่เก่าแก่ที่สุดในตัวเมืองเชียงใหม่และถือเป็นวัดแห่งแรกในเขตกำแพงเมือง เมื่อขุนเม็งรายมหาราชสร้างเมืองเชียงใหม่ขึ้น เมื่อปี พ.ศ.1839 พระองค์ทรงยกพระตําหนักที่ประทับชื่อ ตําหนักเชียงมั่นถวายเป็นพระอารามใหม่ชื่อว่า วัดเชียงมั่น วัดนี้เป็นที่ประดิษฐานของพระพุทธรูปสําคัญของเชียงใหม่ คือ พระเสตังคมณี หรือพระแก้วขาว ซึ่งเป็นที่เคารพสักการะของประชาชนชาวเชียงใหม่นอกจากวัดเชียงมั่นจะมีความสำคัญต่อประวัติศาสตร์ของเมืองเชียงใหม่ ในฐานะที่เป็นพระอารามหลวงแห่งแรกในเขตกำแพงเมืองแล้ว เมื่อถึงเทศกาลสลากภัตร หรือ ทานก๋วยสลาก จะมีการทานข้าวสลากที่วัดนี้ก่อนแล้วจึงจะทำที่วัดอื่น ๆ ต่อไป ในสมัยพญามังราย วัดเชียงมั่น ยังเป็นศูนย์กลางการศึกษาและเผยแผ่พระพุทธศาสนาอีกด้วย นอกจากนี้ วัดเชียงมั่นเป็นสถานที่รวบรวมโบราณวัตถุจำนวนมาก ซึ่งอาคารเสนาสนะและปูชนียวัตถุของวัดเชียงมั่นประกอบไปด้วย วัดเชียงมั่นมีสถาปัตยกรรมสําคัญ ได้แก่ เจดีย์สี่เหลี่ยมผสมทรงกลม ฐานช่างล้อม พระอุโบสถและหอไตร </p><p>สิ่งที่น่าสนใจในวัดวัดเชียงมั่น </p><p> 1.วิหารหลวง </p><p> ตั้งอยู่ทางด้านทิศใต้ของวัดถัดจากหอไตรรูปทรงสถาปัตยกรรมแบบล้านนาด้านหน้าอุโบสถประดิษฐานศิลาจารึก หลักที่76 จารึกเมื่อปี พ.ศ. 2124 อุโบสถหลังนี้สร้างขึ้นพร้อมกับวิหารและหอไตร กรมศิลปากรประกาศขึ้น ทะเบียนพร้อมกันกับเจดีย์ วิหาร และหอไตร </p><p>
</p><p> 2. เจดีย์ช้างล้อม </p><p> เป็นเจดีย์รูปทรงสถาปัตยกรรมล้านนาฐานช้างล้อม องค์เจดีย์ผสมสี่เหลี่ยมและทรงกลมเปิดทองจังโก สร้างขึ้น เมื่อ พ.ศ. 1840ครั้งพญามังรายสถาปนาวัดเชียงมั่น และได้รับการบูรณะซ่อมแซมจากผู้ครองนคเชียงใหม่สืบมา กรมศลปากรขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานแล้วเมื่อ พ.ศ. 2478 </p><p></p><p>
</p><p> 3.พระแก้วขาว</p><p> พระแก้วขาว หรือ พระเสตังคมณี เป็นพระพุทธรูปที่นับถือกันว่ามีความศักดิ์สิทธิ์ สามารถคุ้มครองป้องกัน อันตรายและอำนวยความ สุขสวัสดิ์มงคลแก่ผู้ที่เคารพสักการะ </p> 5. ศิลาจารึกวัดเชียงมั่น <p> ตั้งอยู่ที่โถงด้านหน้าของอุโบสถวัดเชียงมั่น เชียงใหม่ จารึกถึง พระนามของกษัตริย์สามพระองค์ คือ พญามังราย พญางำเมือง และพญาร่วง ( พ่อขุนรามคำแหง ) ว่าทั้งสามพระองค์ทรง ร่วมกันสร้างเมืองเชียงใหม่เป็นการจารึก เกี่ยว กับการสร้างเมืองเชียงใหม่ และการสร้างวัดเชียงมั่น ตลอดจนการทำนุบำรุงวัดนี้จากกษัตริย์และพระราชวงศ์ นับเป็นหลักฐาน ทางประวัติศาสตร์ที่ทรงคุณค่า</p><ul><li>วัดช้างล่าม </li></ul><p>
</p><p> เมื่อปี พ.ศ.1835 -1839 พญามังรายได้มาสร้างเมืองเชียงใหม่ ทรงประทับอยู่ ณ เวียงเล็กหรือเวียงเชียงมั่น ซึ่งปัจจุบันคือวัดเชียงมั่น เพื่อเตรียมอุปกรณ์ในการสร้างเมือง พญามังรายได้เชิญพญาร่วงหรือขุนรามคำแหงมหาราช กษัตริย์แคว้นสุโขทัย และพญางำเมือง กษัตริย์แคว้นพะเยา มาร่วมปรึกษาสร้างเมือง ได้ขนานนามเมืองว่า “นพบุรีศรีนครพิงค์เชียงใหม่” ด้านทิศตะวันออกของเวียงเล็กเป็นป่าไม้ มีหนองน้ำใหญ่ ช้างที่เป็นราชพาหนะของกษัตริย์ทั้งสามพระองค์ และของข้าราชบริพาร ว่ากันว่า คงมีการเลี้ยงและล่ามไว้ที่บริเวรนี้ เรียกว่า “เวียงเชียงช้าง” ต่อมาได้สร้างวัดขึ้นที่เวียงเชียงช้าง ณ ที่เลี้ยงและล่ามช้างเพื่อให้เป็นอนุสรณ์สถาน ขนานนามวัดว่า “วัดล่ามช้าง” และปั้นรูปช้างถูกล่ามเลี้ยงไว้เป็นสัญลักษณ์ของวัด
</p><p>
</p>
<p> พระวิหารมีลักษณะสถาปัตยกรรมแบบล้านนาประยุกต์ เป็นอาคารก่ออิฐถือปูน สร้างใหม่ ไม่ใช่ของเก่าแก่มาแต่เดิม หน้าบันประดับด้วยลวดลายพรรณพฤกษาสีทองอ่อนช้อยมาก ความพิเศษของพระวิหารวัดล่ามช้างคือมีมุขยื่นออกมาด้านข้างพระวิหาร เพื่อใช้เป็นทางขึ้นลงสำหรับพระสงฆ์ ตามธรรมเนียมล้านนาดั้งเดิมนั้นมักนิยมแยกทางเข้าออกของสงฆ์กับฆราวาสไว้อย่างชัดเจน ด้านหลังพระวิหารมีพระเจดีย์ประธานตั้งอยู่ มีลักษณะเป็นเจดีย์ทรงกลมย่อเก็จ ที่ฐานมีรูปปั้นช้างประดับอยู่ทั้งสี่ทิศ บริเวณฐานทรงกลมรองรับองค์ระฆังมีปูนปั้นเทพพนมประดับอยู่อย่างสวยงาม ถัดไปเป็นองค์ระฆังประดับด้วยกระจกสีสวยงามจนถึงส่วนปลียอด ฐานประดับด้วยลวดลายกลีบบัว ยอดเจดีย์ยกฉัตรสีทอง</p>
</p>
<p> กลับจากการทัศนศึกษาแหล่งประวัติศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคามของเราก็มาแต่งตัวกัน เรามาพร้อมกับชุดการแสดงที่มีชื่อว่า “เฉลิมราชย์ราชาพระมหาวชิราลงกรณ์” ผมรู้สึกภูมใจอยู่นะที่ได้เป็นส่วนหนึ่งในการแต่งกลอนลำ ในครั้งนี้ ชุดการแสดงของเราอยู่ในลำดับที่ 8 ดังนั้นจึงเป็นโอกาสดีที่ได้มีโอกาสดูเพื่อน ๆ จากมหาวิทยาลัยต่าง ๆ สิ่งที่ผมเห็นคือ วัฒนธรรมของลาว - ภาคเหนือและ ภาคอีสานของไทย มีความคล้ายคลึงกันเป็นอย่างมาก ถือว่าโครงการนี้ทำให้เรามาเปิดโลกทัศน์ของวัฒนธรรมมากขึ้นเป็นอย่างยิ่ง</p><p>
</p>
<h2>
สะท้อนการเรียนรู้ </h2><ul>
- ตอบข้อสงสัยทางภาษาศาสตร์ ในเรื่องสำเนียงของจำปาศักดิ์และภาคอีสาน
- ได้เรียนรู้ประวัติศาสตร์ จังหวัดเชียงใหม่
- เปิดโลกทัศน์การเรียนรู้ จากเพื่อนต่างภูมิภาคและต่างประเทศ
- ได้มีโอกาสแต่งกลอนลำร่วมแสดงความจงรักภักดี ต่อสถาบันพระมหากษัตริย์
- มีโอกาสทบทวนจุดด้อย และพัฒนาการของตนเอง
- ชมรมนาฏศิลป์และดนตรีพื้นเมือง ได้ชุดการแสดงใหม่
- ได้มีโอกาสนำศิลปวัฒนธรรมอีสาน ไปแสดงให้กับพี่น้องต่างถิ่นได้เห็น
</ul><p>
</p><p>บรรณานุกรม
</p><h1 class="text-center"></h1><p>กองพัฒนานักศึกษา มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ สูจิบัตรโครงการสานสัมพันธ์มิตรภาพไทย - ลาว ครั้งที่ 14 [หนังสือ]. - เชียงใหม่ : มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่, 2560. </p><p>จักรพงษ์ คำบุญเรือง วัดสะดือเมือง วัดโบราณเมืองเชียงใหม่ [ออนไลน์] // เชียงใหม่ นิวส์. - 3 เมษายน 2560. - 21 พฤศจิกายน 2560. - http://www.chiangmainews.co.th…595936. </p><p>ไปด้วยกัน.คอม วัดเชียงมั่น [ออนไลน์] // paiduaykan.com. - 21 พฤศจิกายน 2560. - http://www.paiduaykan.com/province/north/chiangmai/watchiangman.html. </p><p> </p><p>
</p>
