พุทธศาสนาเร่ิมถูกเผยแพร่เป็นครั้งแรกในประมาณปี พ.ศ. ๒๓๕ สมัยพระเจ้าอโศกมหาราชเป็นผู้อุปถัมภ์ ด้วยการส่งพระธรรมทูต ๒ คือพระโสณะและพระอุตระ เดินทางสู่ดินแดนแถบนี้ที่เรียกว่า สุวรรณภูมิ ซึ่งมรมากกว่า ๗ ประเทศรวมกัน เช่น ไทย พม่า ศรีลักกา ญาน กัมพูชา ลาวและมาเลเซียโดยมีพวกละว้า และมอญโบราณอาศัยอยู่ แต่หลักฐานใน "หนังสือ ๒ฒ๔๐๐ ปีในแหลมทอง" ได้แสดงไว้ว่า แท้จริงชนชาติไทยมีภูมิลำเนาดั้งเดิมอยู่ก่อน ๒,๐๐๐-๓,๐๐๐ ในบริเวณแหลมทองหรือสุวรรณภุมิ และนับว่าเป็นครั้งแรกของดินแดนนี้ที่ได้เริ่มนับถือพุทธศาสนา

            ผนแผ่นดินจุดแรกของอาณาจักณสุวรรณภุมิ หรือที่เรียกันว่า "แหลมทอง" ซึ่งท่านพระโสณะกับพระอุตตระ ได้เดินทางจากชมพูทวิป เข้ามาประดิษฐานนั้น จุดหมายเหตุของหลวงจีนเห้ยนจังเรียกว่า "ทวาราวดี" สันนิษฐานวว่า ได้แก่จังหวัดปฐม เพราะมีโบราณสภานและโบราณวัตถุต่างๆ เช่น พระปฐมเจดีย์ศิลารูปพระธรรมจักร เป้นต้น ซึงปรากฎเป็นหลักฐานประจักษ์พยานอยุ่ว่ พระพุทธศาสนาที่เข้ามาในครั้งนี้เป็นแบบ "เถรวาทดั้งเดิม"

            - ยุคอาณาจักรฟูนัน กษัตรยิ์พระองค์แรกของไทยที่นับถือพระพุทธศาสนามีพระนามว่า ขุนหลวงเม้า ในช่วงปี พ.ศ. ๖๐๐ สมัยอาณาจักรอ้ายลาวที่รับอารยธรรมมาจากอินเดียเต็มที่ ยุคนี้การศึกษาพุทธศาสนารุ่งเรืองมากด้านคำสอน และศาสนาวัตถุ โดยมีทั้งแบบเถรวาท และมหายานร่วมกับศาสนาพราหมณ์

           - ยุคลพบุรี ศตวรรษที่  ๑๕-๑๘ พม่าได้โจมตีพวกมอญโดยยึดเอานครปฐมไป พระเจ้าอโนรชากษัตริย์พม่า ได้กว่าดต้อนพระสงฆ์ และศิลปกรสาขาต่างๆ กลับสู่พม่าจำนวนมาก โดยทิ้งอาณาบริเวณให้พวกขอมครอบครอง ต่อมามีการสร้างพระพุทธรูปปางต่างๆ และศาสนาสถานเพ่ิมเติม ในยุคนี้มีเทวสภานที่ลือชื่อมากเช่น ปราสาทเขาพระวิหาร ปราสาทหินพิมาย และพระปรางค์สามยอด ชาวบย้านที่เป็นพวกขอมจะนับถือพราหมณ์ (ลัทธิสิวเวท) และพุทธศาสนาหมายานผสมกัน

           - อาณาจักรน่านเจ้า ปกครองโดยราชวงศ์เม็งราย เมื่อพระเจ้าเม็งราย, พ่อขุนรามคำแห่ง และพระเจ้างำเมือง ได้ร่วมสาบานว่าจะไม่เป็นศัตรูกัน พร้อมกับจะร่วมรบปราบ อาณาจักรมอญแถบลุ่มแม่น้ำปิง จนในที่สุดสำเร็จและไ้จัดตั้งนวปรีศรีนครพิงค์ เชียงใหม่ เป้ฯเมืองหลวงที่เป็นปฐมกษัตริย์ของอณาจักรลานนาไทย

          - สมัยสุโขทัย ดินแดนที่ปกครองโดยพ่อขุนศรีอินทราทิตย์ (พระร่วง) ด้ยวยการบริาหารแบบพุทธศาสนา ได้ตั้งมั่นในสุโขทัย และเลิกนับถือพุทธศาสนามหายานแบบขอม ท่านยังนำเอาระบบปกครองตามแนวของพุทธศาสนาเถรวาทมาใช้ ดดยได้รับพระไตรปิฎกฉบับมบูรณ์จาก พระสงฆ์ชาวลังกา (ลังกาวงศ์) ยุคนี้เริ่มปรากฎในประวัติศาสรต์บันทึกว่ามีพระสงฆ์ ฝ่ายอรัญวาสี คือมุ่งเน้นวิปัสสนาธุระมก โดยพได้จากซากวัดี่สุโขทัย เชียงใหม่ และสำนักวิปันนสนากัมมัฎฐานสาขา ที วันพระยืน  จ.ลำพูน แม้พระสงฆ์สมัยนั้นจะได้รับการฝึกปฏิบัติกัมมัฎฐานบ้าง แต่สำหรับชาวบ้านน่วนมากยังมุ่งเน้นการทำมาหากิน มากกว่าการปฏิบัติกัมมัฎฐาน

        - สมัยอยุธยา ปรากฎเรื่องวิปัสสนาธุระ โดยสมเด็นพระสังฆราชญาณสังวร (ศุข) หรือที่ชาวบ้านเรียกว่า พระสังฆราชไก่เถื่อน (เจ้าอาวาสองค์ที่ ๔ ของวัดมหาธาตุฯ จ. อยุทยา) ซึ่งเคยจำพรรษาที่วัดลานลอย อ.กรุงเก่า ส่วนพระสงฆ์ด้านวิปัสสนาธุระฝ่ายอรัญวาสีอีกท่าน คือ พระวิสุทธาจารย์เถระ (เจ้าอาวาส วัดประดู่ทรงธรรม อ.กรุงเก่า) ได้เผยแผ่วิปัสสนาจนกระทั่งทรณภาพในยุครัชกาลที่ ๖ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์

        - สมัยกรุงธนบุรี พระพุทธศาสนาได้เจริยรุ่งเรืองมากด้านศาสนสภาน เพราะมีการสร้างวัดมากมายและจำนวนพระสงฆ์เพ่ิมมากขึ้น อย่างรวดเร็ซจนต้องตมชำระพระอลัชชี (พระนอกรีต) ด้วยการจับมาสึก ยุคนี้คือยุคแรดที่สถาปนาองค์พระสังฆราช และยังได้ลอกพระไตรปิฎกลงในใบลาน อีกทั้งยังได้คัมภีร์วิสุทธิมัคค์จาก ประเทศเขมรอีกด้วยถึงกระนั้นการปกิบัตธรรม ก็ยังคงไม่แพร่หลายแก่ชาวบ้าน ดดยที่ประวัติมิได้กลาว ถึงเตื่องกัมมัฏฐานมากัก แต่พระเจ้าตากสินทรงเคร่งครัด และฟื้นฟูพุทธศาสน เมื่อใดที่เสร็จราชการ ท่านจะทรงเข้าปฏิบัติกัมมัฎฐานที่วัดบางยี่เรื่อ (วัดอนทราราม ในปัจจุบัน )เรียกว่า ลักษณะบุญ โดยมิได้อธิบายละเอียดเป็นหลักฐานว่า ปฏิบัติด้วยรูปแบบใด

         - รัตนโกสินทร์ รัชกาลที่ ๑ ได้มีการทำสังคยนาพระไตรปิฎกเมือ พ.ศ. ๒๓๓๒ และเร่ิมก่อสร้างวัดกับพระพุทธรูปหลายแห่ง ต่อมาได้อาราธนาสมเด็จพระสังฆราชญาณสังร (ศุข) มาที่วัดพลับ จ.ธนบุรี เพื่อสถาปนาเป็นวัดหลวงฝ่ายวิปัสนาธุระ (วัดป่าอรัญวาสี) ชื่อว่า วัดราชสิทธาราม พระสงฆ์ที่โด่งดังมากตราบจนปัจจบุัคื พระมหาโต ต่อมาได้รับเลื่อนเป็นสมเด็จพุฒาจารย์ (โต พรหฺมรํสี) ท่านเป็นสามเณรนาคหลวง และได้ฝึกวิปัสสนาธุระในสำนักเจ้าคุณบวรวิริยเถร วัดสังเวชฯ บางลำภู กรุงเทพฯ ซึ่งมีความรู้สอนศิษย์ให้สอบบาลีรเปรียญ ๙ ประโยคได้ แต่ท่านกลับไม่ยอมสอบไล่ ด้วยเหตุนี้รัชกาลที่ ๒ ที่เป็นโยอุปัฎฐาก จึงได้โปรดมอบเรียญแก่ท่านทั้งที่ไม่ได้สอบ

         ในรัชกาบที่ ๓ ได้ทรงจัดรพะราชทานสมณศักดิ์หลายครั้งแก่ท่าน แต่ทุกครั้งที่จะมอบตำแหน่งให้สมเด็จโต ก็หลบหนีด้วยการไปธุดงค์ ท่านจะีปฏิปทา และนิสัยแปลกในการสอนธรรมะ จนกรทั่งถึงสมัยรัชกาลที่ ๔ สมเด็จโตที่เรารู้จักกัน ท่านได้ถูกยกย่องเป็นพิเศษว่า ได้วิมุติหลุดพ้นแล้ว ในสมัยนี้เกิดนิกายธรรมยุติขึ้น โดยพระวชิรญาณเถระ (เจ้าฟ้ามงกุฎ) ในสมัยที่ทีช่านทรงผนวชอยู่ และศรัทธาเลื่อมใส และศัทะาเลื่อมใสในจริยาวัตรของพระมอญชื่อ ซาย ฉายา พทฺธว๊โส ท่านได้ทรงเสด็จอุปสมบทใหม่ ในปี พ.ศ. ๒๓๗๒

          ต่อมาได้ตั้งคณะธรรมยุติขึ้นในปี พ.ศ. ๒๓๗๖ แล้วเสด็จกลับมาประทับที่วัดบวรนิเวศวิหาร กรุงเพทฯ โดยใช้เป็นที่ตั้ง และศูนย์กลางของคณะธรรมยุติ คร้งถคึงรัชการที่ ๔ พระภิกษุฝ่ายกัมมัฎฐานที่มีชื่อมากที่สุคือ พระอาจารย์มั่น ภูริทตฺโต ท่านได้ฝึกกัมมัฎฐานกับพระอาจารย์เสาร์ กนฺสีดล วัดเลียบ จ.อุบลราชธานี ซึ่งต่อมาท่านได้เป็นพระอาจารย์ใหญ่แนวบริกรรมพุธโธ สายธรรมยุติ มีลูกศิษย์ทั่วประเทศ และแพร่หลายตราบจนปัจจุบัน 

          ในช่วงรัชกาลที่ ๕ พระภิกษุที่ทำประโยชน์อย่างสูงสุดอีกท่านหึ่ง ในการเผยแผ่ทั้งภาคปริยัติ (ด้านการศึกษาพระอภิธรรม ) และ ภาคปฏิบัติ (ด้านการปกิบัติวปัสสนากัมมัฎฐาน- แนวยริกรรมพองยุบ สายมหานิกายป คือพระพิมลธรรม (อาจ อสาโภ) ซึ่งท่านเป็นผุ้ริเริ่ม สนับสนุน พัฒนาและทำให้วิปัสสนากัมมัฎฐานเผยแผ่สำนักไปกว่า ๔๐๐ แห้งทั่วประเทศ พระอาจารย์มั่น ภูริทตฺโต แลพะรพะิมลธรรม(อาจ อาสโภ) พระภิกษุ ๒ รูปที่มีคุณูปการอย่างยิ่งต่อวงการวิปัสสนา ซึ่งทำให้ก่อเกิดสำนักปฎิบัติทั้งในและต่างประเทศ...https://www.vipassanathai.org/...