วันนี้ประชุมเพียงครึ่งวัน เป็นการประชุมลงลึกในทางปฏิบัติ เพื่อเตรียมกิจกรรมนำสู่ PMAC 2019   ผมอ่านแฟ้มประชุมที่ทีมไทยเตรียมมาจากกรุงเทพแล้ว ภูมิใจว่าเราเตรียมการมาดีมาก  

เริ่มด้วยประธาน คือ Michael Myers สรุปจากเมื่อวานว่าข้อตกลงการประชุม PMAC 2019 เมื่อวานคือ เน้นประเด็น political economy () ที่มีผลต่อการป้องกัน NCD   มีใครกลับไปฝันตอนกลางคืนได้ไอเดียดีๆ อย่างไรบ้างไหม  

แล้วก็มีการเสนอชื่อการประชุมใหม่ เน้นที่โลกอนาคต ปี 2100 ที่ปลอดจากโรค NCD ที่ป้องกันได้    ต่อด้วยหลักการตั้งชื่อการประชุมให้ดึงดูดใจคน   เน้นที่โลก ที่คน ที่โครงสร้าง  และที่ยุทธศาสตร์ เน้นที่ไหนดี    

แล้วที่ประชุมก็ได้ชื่อใหม่ของ PMAC 2019    คือ “Global Action Towards a World Free from Preventable NCD”  เป็นชื่อยกร่าง ซึ่งเมื่อมีการทำงานต่อๆ ไป อาจได้ชื่อที่ sexy ยิ่งขึ้นก็ได้  

ประเด็นต่อไปเป็นการหารือเรื่อง commission work เพื่อสร้าง evidence สำคัญ    อ. หมอปริญญ์ เตรียมตัวอย่างหัวข้อไปเสนอ ๗ เรื่อง    เตรียมไปจากกรุงเทพ    แต่ในการประชุมวันเศษที่ผ่านมา ได้เกิด ประเด็นการประชุมใหม่    สำหรับเป็นฐานในการตั้งหัวข้อ commissioned paper    

การอภิปราย ชี้แนวทางทำให้โจทย์คมยิ่งขึ้น จากมุมมองของการขับเคลื่อนนโยบายเรื่องใดเรื่องหนึ่ง     รวมทั้งประเด็นว่า WHO ก็มีการ commission แล้วในบางหัวข้อ   

การอภิปรายนำไปสู่บทเรียน (ของผม) ในการเสนอเรื่องนี้ ว่าน่าจะเสนอ criteria ของการกำหนดหัวข้อ ของ commissioned paper  มากกว่าการเสนอหัวข้อโดยตรง    ที่ประชุมตกลงว่า เกณฑ์ของหัวข้อคือ contentious & provocative issues, controversy, เน้น developing world, address the gap & implementation, และ    มีตัวอย่าง ในทางปฏิบัติที่ส่อความหวัง

ที่จริงการมี commissioned paper เป็นการดำเนินการเพื่อให้ PMAC มีข้อมูลหลักฐานประกอบประเด็น ที่ถกเถียงกันในที่ประชุม    ช่วยให้การประชุมมีลักษณะ evidence-based กว่าที่ผ่านมา     

การอภิปราย ทำให้ผมตั้งข้อสงสัยกับตัวเองว่า เราหลงประเด็นหรือเปล่า     เราต้องการ evidence ซึ่งสามารถหามาได้หลายทาง    และ co-host แต่ละรายอาจมีลู่ทางไม่ยากในการจัดให้มี evidence ด้านต่างๆ เข้าสู่การประชุม    หากเราหลงไปเน้นที่การ commission งานที่ทำโดยกลไกกลางของ PMAC เท่านั้น    จะทำให้บทบาทของ co-host บิดเบี้ยวและเบาบางไปหรือเปล่า  

การเสวนาเคลื่อนไปสู่ประเด็นบทบาทของภาคธุรกิจ ต่อการนำ evidence เข้าสู่การประชุม    Fiona Bull บอกว่า เพิ่งมาทำงานที่ WHO    มีประสบการณ์ความไม่จริงใจของภาคธุรกิจ   แต่ Roger Glass จาก NIH เล่าบทบาทของภาคเอกชนในการร่วมแก้ปัญหายารักษาโรคเอดส์    แสดงว่าภาคธุรกิจบางส่วนพอจะแสวง ความร่วมมือเพื่อประโยชน์ส่วนรวมได้   ต้องหาทางแยกแยะ   และสร้าง Public – Private Partnership   และสร้างบรรยายกาศเชิงบวก  

ประเด็นหารือต่อไปคือความร่วมมือ PMAC 2019 – WHO Bulletin    ที่เริ่มใน PMAC 2017    และกลายเป็นกิจกรรมร่วมมือใน PMAC 2018  และ PMAC 2019    โดยทาง PMAC ได้เสนอให้ WHO Bulletin  จัดทำ special issue   มีเอกสารข้อเสนอมาให้ที่ประชุมดู     มีรายละเอียดดีมาก    เอกสารนี้น่าจะทำให้สมาชิกใหม่ ของที่ประชุม รู้สึกนับถือทีมไทยขึ้นมาก 

เรื่องอื่นๆ ที่นำไปแจ้งและหารือคือเรื่องการสร้างทีมคนรุ่นใหม่ของ PMAC    รวมทั้งการสร้างนักวิจัย ด้านระบบสุขภาพ หรือด้าน global health ของไทย    เรื่องนี้ท่านคณบดี ศ. ปิยะมิตรนำเสนอไอเดียอย่างแข็งขัน    นี่ก็เช่นกัน สะท้อนภาพความเอาจริงเอาจังของทีมไทย

ผมกลับมาไตร่ตรองว่า กลุ่มโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCD – Non-communicable Diseases) นี้มันมากับกลไกปกติทางสรีรวิทยาในตัวมนุษย์     และมากับระบบต่างๆ ที่มนุษย์สร้างขึ้นเพื่อประโยชน์ หลากหลายด้าน    คือสรุปย่อที่สุดได้เป็นปัจจัยภายในแต่ละคน  กับปัจจัยทางสังคม    ที่เมื่อวิถีชีวิตคน อยู่ในสภาพนั้นนานๆ ก็ก่อความเสื่อมของร่างกายนำสู่โรคไม่ติดต่อเรื้อรัง   

อย่างผม อายุ ๗๕ ปี สั่งสมอดีตมาจนมีโรค NCD อยู่ในตัวเท่าที่รู้ถึง ๔ โรค     แต่คนก็ชมว่าสุขภาพดี    ส่วนหนึ่งคงมาจากการรู้เท่าทันและหมั่นปฏิบัติตัวเพื่อสุขภาพดี    เจ้าลีลาชีวิต (lifestyle) นี้มีความซับซ้อน ไม่แพ้เรื่องของ NCD

ตอนกินอาหารเที่ยง Roger Glass มากระซิบบอกผมว่า บริษัทบุหรี่ยักษ์ใหญ่ที่สุดของโลก Philip Morris  ประกาศตั้งมูลนิธิต่อต้านการสูบบุหรี่ ใช้เงินปีละ ๘๐ ล้านเหรียญสหรัฐ  ในเวลา ๑๒ ปี    โดยให้ Derek Yach อดีตเจ้าหน้าที่ WHO ผู้เป็นหัวหน้าทีมยกร่าง FCTC เป็นประธานมูลนิธิ ()    โดยที่ทางบริษัทเองก็ยังคง ดำรงพฤติกรรมโฆษณาบุหรี่    รวมทั้งดำเนินการล็อบบี้ในทางลับไม่ให้มีการออกกฎหมายต่อต้านบุหรี่     เป็นตัวอย่างความซับซ้อน คาบลูกคาบดอกด้านจริยธรรมในวงการธุรกิจยาสูบ ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญของ NCD  

วิจารณ์ พานิช

๑๓ ต.ค. ๖๐

บนเครื่องบิน EVA Air กลับจาก นิวยอร์ก สู่ ไทเป เพื่อกลับบ้าน