ก้าวย่าง..เข้าสู่ภาคเรียนที่ ๒..นับถึงวันนี้ก็รวมได้ ๗ คณะแล้ว ที่เข้ามาศึกษาดุงานที่โรงเรียนบ้านหนองผือ..สถานศึกษาขนาดเล็ก มีเด็กและครูไม่มาก ที่สำคัญ..เป็นโรงเรียนที่พร้อมพัฒนา..ถึงแม้ว่าจะไม่ได้เป็นโรงเรียนต้นแบบหรือโรงเรียนดีเด่นแต่ประการใด....
ทุกคณะที่มาก็จะบอกว่า..มาเรียนรู้เรื่องราวของศาสตร์พระราชา..สู่การพัฒนาแบบยั่งยืน..ที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของอุปสรรค ความจำกัด และขาดแคลน แต่เพราะเหตุใดกิจกรรมจึงหลากหลาย ประยุกต์ใช้ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ได้อย่างลงตัว ส่งผลดีต่อการเรียนการสอน และไม่เป็นไปเพื่อเบียดเบียนตนเองและผู้อื่น...
วันนี้..ก็เช่นเดียวกัน ต้อนรับคณะสหกรณ์โรงพยาบาลพญาไท กรุงเทพฯ ๑๕๐ คน ที่สนใจ..ศาสตร์พระราชา..มาศึกษาวิธีการน้อมนำคำพ่อสอน..มาใส่ใจ แล้วปรับปรุงเปลี่ยนไปสู่การปฏิบัติของครูและผู้บริหาร..แบบไม่รีบร้อน แต่ทำทุกวัน อย่างต่อเนื่อง....
ผมเริ่มบรรยาย..๑๑.๓๐ น.ด้วยการแนะนำความเป็นมาของโรงเรียน ตามด้วยภารกิจที่ต้องการเร่งผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนมากกว่าอย่างอื่น ท้ายที่สุดผมก็บอกว่าจากการ “ระเบิดจากข้างใน” ทำให้มีวันนี้..วันที่นักเรียนมากขึ้นและโรงเรียนก็เปลี่ยนแปลง..
ด้วยการทำงาน..ที่ใช้..”หัวใจ” เป็นตัวตั้ง ไม่ต้องรอให้พร้อม ทำงานไปได้เรื่อยๆ เริ่มจากในห้องเรียนก่อน..เมื่อเด็กอ่านออกเขียนได้ จึงขยายไปสู่งานภายนอก..
งานภายนอก..คืองานพัฒนาแหล่งเรียนรู้และสิ่งแวดล้อม..ถึงแม้ไม่พร้อมก็สร้างสรรค์ได้ เพราะต้องการใช้เป็นเครื่องมือหรือสื่อการสอน ทำให้เป็นบ้านหลังที่สอง..จำลองรูปแบบของชุมชนมาไว้ให้ใกล้ชิดนักเรียน ค่อยๆซึมซับปรับไปใช้ในวิถีชีวิต....
ผมรู้ว่า..คณะเดินทางมาไกลและเหนื่อยล้า การสนทนาในช่วงเวลานี้ ยากลำบากพอประมาณ ผมจึงใช้เวลาเพียง ๒๐ นาที ก่อนที่จะรับประทานอาหารในเวลา ๑๒.๓๐ น.ผมพาคณะเดินชมโดยรอบโรงเรียน....
กิจกรรมนำชมภาคปฏิบัติของโรงเรียน..จะเป็นช่วงเวลาเดียว ที่ผมพอจะบอกได้ว่า..ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง..ที่โรงเรียนประยุกต์ใช้ อยู่ในกรอบมากน้อยแค่ไหน..ตอบโจทย์ได้มากน้อยเพียงไร..อย่างน้อยก็ใช้พื้นที่อย่างคุ้มค่าและสมประโยชน์ ดึงศักยภาพของชุมชนและสิ่งแวดล้อมมาปรับให้สอดคล้องกับบริบท จึงทำให้กิจกรรมเล็กๆในป่าใหญ่..หลอมรวมเป็นเรื่องราวที่ยิ่งใหญ่ได้เสมอ..
คณะที่มาวันนี้..สนใจ..ปุ๋ยหมักใบไม้..ที่มีอยู่หลายจุดในโรงเรียน..ก่อนกลับ..ผมให้ปฏิบัติกิจกรรมโดยทั่วกัน..อันนี้แหละที่จะช่วยสร้างความรู้ความเข้าใจ ปลูกฝังคุณธรรมความอดทน และทำอย่างมีเหตุผล ทำอย่างพอประมาณ และสร้างภูมิคุ้มกัน..ด้วยการฝึกลดละการเผาขยะใบไม้ได้..นับตั้งแต่วันนี้...
สิ่งที่คณะสนใจ จนผมรู้สึกได้ว่าต้องตอบแทน..ก็คือ..ย่านาง โสมไทยและต้นทองอุไร จึงเป็นของฝากจากโรงเรียน ให้ติดมือหลายท่านนำกลับไปกรุงเทพ เพื่อสรรค์สร้างสีเขียวและสีเหลือง..ให้เรืองรองโดยทั่วกัน....
คณะเยี่ยมชมเล้าไก่เล้าเป็ด และโรงเรือนเกษตร ไปจนถึงแปลงนาและแปลงผักปลอดสารพิษ ได้สนุกสนานกันที่บ่อปลาและบ่อกบ ไปสิ้นสุดกันที่กิจกรรมการปลูกต้นไม้ริมน้ำ บริเวณที่ผมจะทำสวนพฤกษศาสตร์..ในอนาคต..
ถึงเวลาอาหารกลางวัน..ที่เป็นช่วงเวลาที่ผมประทับใจ..ที่เห็นทุกคน..อิ่มอร่อย สีหน้าแช่มชื่น ทานอาหารได้มาก ความหิวก็เป็นส่วนหนึ่ง อีกส่วนหนึ่งน่าจะมาจากอาหารคาวหวานแบบบ้านๆ แกงป่า ต้มฟักน่องไก่และผัดผัก ตลอดจนขนมสอดไส้ ที่ทุกคนบอกว่า..อร่อยมากมาย...
คณะจากสหกรณ์โรงพยาบาลพญาไท..กลับไปแล้ว..ผมเปิดไฟให้บ่อปลา..แต่ไม่ต้องรดน้ำต้นไม้ เพราะฝนพรำลงมาพอสมควร..ทำให้บรรยากาศชุ่มชื่น และผมเองก็เย็นใจ ที่ทำอะไรไปก็ได้ข้อคิดอยู่เสมอ..ว่าเราเดินมาถูกทางแล้ว..
การต้อนรับ..คณะผู้มาศึกษาดูงาน การได้เป็นวิทยากรบรรยาย มิได้หมายความว่า.โรงเรียนหรือผม..โดดเด่น หรือเก่งกว่าใคร..เพียงแค่ใช้โอกาส สร้างชีวิตและมิตรภาพ..ให้เกิดคุณค่าต่อตนเอง ส่วนรวม และสังคม ..
การพูดแต่น้อย เพื่อฉายให้เห็นภาพปฏิบัติ..เป็นสิ่งที่งดงามและเข้าถึงได้ง่าย แต่ต้องใช้พื้นฐานของความอ่อนน้อมถ่อมตน ขณะเดียวกัน อารมณ์ขัน..จะช่วยให้เกิดการเสริมแรงให้ผู้ฟังเข้าใจและเข้าถึง ตลอดจนมีความพึงพอใจที่จะนำไปปรับใช้..พัฒนา..ตนเองและครอบครัวได้..ไม่มากก็น้อย..
ชยันต์ เพชรศรีจันทร์
๑๑ พฤศจิกายน ๒๕๖๐
<p></p>
<p></p>
<p></p>
.
ตามมาชื่นชมครับ