อุบายบรรเทาความโกรธประการที่ ๘ ด้วยพิจารณาอานิสงส์เมตตา

              ถ้าพระโยคีได้พยายามพิจารณา โดยความสัมพันธ์กันมาในสังสารวัฎดังแสดงมาแล้ว ก็ยังไม่สามารถที่จะทำความโกรธแค้นให้ดับลงได้อยู่นั่นแล แต่นั้นโยคีบุคคลจงพิจารณาถึงอานิสงส์ของเมตตา ด้วยอุบายวิธีดังต่อไปนี้

             “นี่แนะ พ่อมหาจำเริญ ! พระผู้มีพระภาคได้ตรัสสอนไว้แล้วมิใช่หรือว่า ภิกษุทั้งหลาย คนผู้เจริญเมตตาภาวนาพึงหวังได้แน่นอน ซึ่งอานิสงส์ ๑๑ ประการของเมตตาเจโตวิมุติ ที่ตนส้องเสพหนักแล้ว ทำให้เจริญขึ้นแล้ว ทำให้มาก ๆ แล้ว ทำให้เป็นเหมือนยานที่เตรียมพร้อมแล้ว ทำให้เป็นดุจฐานอันแน่นหนาอันมั่นคงแล้วทำให้ปรากฏชัดแล้ว สั่งสมด้วยวสี ๕ ดีแล้ว ทำให้บังเกิดขึ้นด้วยดีแล้ว”

              อานิสงส์เมตตา ๑๑ ประการ

  • นอนเป็นสุข คือไม่กลิ้งไม่กรน หลับอย่างสินทเหมือเข้าสมาบิต มีลักษณะท่าทางเรียบร้อยงดงามน่าเลื่อมใส
  • ตื่นเป็นสุข คือ ตื่นขึ้นแล้ว ไม่ทอดถอนหายใจ ไม่สยิ้วหน้า ไม่บิดไปบิดมามีหน้าตาชื่นบานเหมือนดอกปทุมที่กำลังแย้มบาน
  •  ไม่ฝันร้าย คือ ไม่ฝันเห็นสิ่งที่น่าเกลียดน่ากลัว เช่น พวกโจรรุมล้อม สุนัขไล่กัด หรือตกเหว ฝันเห็นแต่นิมิตที่ดีงาม เช่น ไหว้พระเจดีย์ ทำการบูชา และฟังธรรมเทศนา
  •  เป็นที่รักของมนุษย์ทั้งหลาย คือ เป็นที่รักเป็นที่เจริญใจของคนทั้งหลายเหมือนพวกไข่มุกที่ห้อยอยู่หน้าอก หรือดอกไม้ที่ประดับอยู่บนเศียร
  • เป็นที่รักของอมนุษย์ทั้งหลาย คือ ไม่ใช่เป็นที่รักของคนอย่างเดียว ยังเป็นที่รักตลอดไปถึงเหล่าเทวาอารักษ์ทั้งหลายด้วย
  • เทวดาทั้งหลายคอยเฝ้ารักษา คือ เทวดาทั้งหลายย่อมคอยตามรักษาเหมือนมารดาบิดาคอยตามรักษาบุตรธิดา
  • ไฟ ยาพิษหรือศัสตรา ไม่กล้ำกรายในตัวของเขา คือ ไม่ถูกไฟไหม้ไม่ถูกวางยาพิษ หรือไม่ถูกศัตราอาวุธประหาร
  • จิตเป็นสมาธิเร็ว คือ เมื่อเจริญกัมมัฎฐาน จิตสำเร็จเป็นอุปจารสมาธิหรืออัปปนาสมาธิได้เร็ว
  • ผิวหน้าผ่องใส คือ หน้าตามีผิวพรรณเปล่งปลังสดใส เหมือนลูกตาลุกที่หล่นจากขั้วใหม่ๆ
  • ไม่หลงทำกาลกิริยา คือ ไม่หลงตาย คล้ายกับนอนหลับไปเฉยๆ
  • เมื่อไม่บรรลุถึงคุณธรรมเบื้องสูง อย่างต่ำก็จะบังเกิดในพรหมโลก คือ ถ้ายังไม่ได้บรรลุพระอรหัตอันเป็นคุณเบื้องสูงยิ่งกว่าเมตตาณาน พอเคลื่อนจากมนุษยโลก ก็จะเข้าสุ่พรหมโลกทันที เหมือนหลับแล้วตื่นขึ้น

นี่แน่ะ พ่อมหาจำเริญ ! ถ้าเจ้าจักไม่ทำจิตที่โกรธ แค้นอยู่นี้ให้ดับไปเสียแล้วเจ้าก็จักเป็นคนอยู่ภายนอกจากอานิสงส์เมตตา ๑๑ ประการ ฉะนี้

               อุบายบรรเทาความโกรธประการที่ ๙ ด้วยพิจารณาแยกธาตุ

               ถ้าโยคีบุคคลยังไม่สามารถที่จะทำความโกรธแค้นให้ดับลงได้ ด้วยอุบายวิธีดังแสดงมา คราวนี้จงนึกเอาคนคุ่เวรนั้นมาพิจารณาแยกออกให้เห็นเป็นเพียงสักว่า ธาตุส่วนหนึ่งๆ ด้วยอุบายวิธีดังนี้

               โยคีบุคคลพึงพร่ำสอนตนโดยวิธีแยดธาตุว่า

                นีแน่ะ พ่อมหาจำเริญ ! เมื่อเจ้าโกรธคนคู่เวรนั้น เจ้าโกรธอะไรเขาเล่า? คือ ในอากร ๓๒ เจ้าโกรธผมหรือ? ขนหรือ? เล็บหรือ? ฟันหรือ? หนังหรือ?...น้ำในข้อ น้ำมูตร? หรือ นาตุ ๔ เจ้าโกรธ ธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุไฟ ธาตุลม หรือ?

                อนึ่ง คนคู่เวรนั้น เพาระอาศัยขันธ์ ๕ หรืออายตนะ ๑๒ หรือธาตุ ๑๘ เหล่าใดเขาจึงได้มีชื่อย่างนั้น เจ้าโกรธรูปขันธ์หรือ? หรือโกรธเวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์ สังขารขันธ์, วิญญาณขันธ์? หรือในอาตยนะ ๑๒ นั้นเจ้าโกรธจักขวายตนะ รูปายตนะหรือ? หรือโกรธ โสตายตนะ สัททายตนะ ฆานายตนะ..มนายตนะ ธัมมยตนะ? หรือในธาตุ ๑๘ นั้นเจ้าโกรธ จักขุธาตุ ฆานธาตุ คันธาตุ ฆานวิญญาณธาตุ ชิวหาธาตุ รสาตุ ชิวหาวิญญาณาตุ กายธาตุ โผฎฐัพพธาตุ..มโนวิญญาณธาตุ?

              เมื่อโยคีบุคคลพิจารณาแยกกระจายคนคู่เวรนั้นออกโดยภาวะที่เป็นธาตุ คือ เป็นเพียงส่วนอันหนึ่งๆ ประกอบกันไว้ดังได้แสดงมา ฉะนี้ ก็จะมองเห็นสภาวธรรมด้วยปัญญา เห็นแจ้งชัดว่าฐานสำหรับที่จะรองรับความโกรธ ย่อมไม่มีอยู่ในคนคุ่เวรนั้นเพราะธาตุทั้งหลายแต่ละธาตุๆ มีผลเป็นต้นนั้น เป็นสิ่งอันใครๆ ไม่ควรจะโกรธและนอกเหนือไปจากธาตุทั้งหลายมีผลเป็นต้นนั้นแล้วก็หามีคนไม่ ซึ่งเปรียบเหมือนฐานสำหรับรองรับเมล็ดพันธ์ผักกาดไม่มีที่ปลายเหล็กจาร (เหล็กแหลม) และฐานสำหรับรองรับจิตรกรรมไม่มีในอากาศ ฉะนั้น

             อุบายบรรเทาความโกรธประการที่ ๑๐ ด้วยการให้ปันสิ่งของ

             ส่วนโยคีบุคคลผู้ไม่สามารถที่จะพิจารณาโดยวิธีแยกธาตุดังกล่าวแสดงมาก็พึงทำการให้ปันสิงของ กล่าวคือ พึงให้ปันสิ่งของของตนแก่คนคู่เวร ตนเองก็ควรรับสิ่งของของคนคู่เวรด้วย ถ้าแหละคนคู่เวรมีอาชีพบกพร้อง มีเครื่องบริขารชำรุดใช้สอยไม่ได้ ก็พึงให้เครื่องบริขารของตนนั้นแหละแก่เธอ เมื่อโยคีบุคคลทำการให้ปันได้อย่างนี้ ความอาฆาตเคียดแค้นก็จะระงับลงโดยสิทธิที่เดียว และแม้ความโกรธของคนคู่เวรซึงติดตามมาตั้งแต่อดีตชาติ ก็จะระงับลงโดยทันที เช่นเดียวกัน เหมือนดังความโกรธของพระมหาเถระรูปหนึ่งระงับลง เพราะได้บาตรซึ่งพระปิณฑปาติกเถระผู้ถูกขับออกจาเสนาสนะ ในวัดจิตตลบรรพตถึง ๓ ครั้ง ได้มอบถวาย พร้อมกับเรียนว่า “ท่านขอรับ บาตรใบนี้มีราคา ๘ กหาปณะ อุบาสิกาผู้เป็นโยมหญิงของกระผมถวายเป็นลาภที่ได้มาโดยชอบธรรม ขอท่านได้กรุณาทำให้เป็นบุญลาภแก่มหาอุบาสิกาด้วยเถิด” ฉะนี้

            อทนฺตทมนํ ทานํ              ทานํ สพฺพคฺถสาธกํ

             ทาเนน ปิยวาจาย            อุนฺมมนฺติ นมนฺติ จ.

             “การให้ปันเป็นอุบายทรมานคนพยศให้หายได้ การให้ป้นเป็นเครื่องบันดาลให้ประดยชน์ทุกๆ อย่างสำเร็จได้ผุ้ให้ปันย่อมฟูใจขึ้น ฝ่ายผุ้รับปัน่ย่อมอ่อนน้อมลง ทั้งนี้ด้วยการให้ปันด้วยวาจาอ่นหวานเป็นเหตุฉะนี้

  • “คัมภีร์วิสุทธิมรรค” พระพุทธโฆสเถระ รจนา, สมเด็จพระพุฒาจารย์ (อาจ อาสภมหาเถร) แปลและเรียบเรียง, ปริเฉที่ ๙ พรหมวิหารนิเทศ หน้า ๕๐๘-๕๑๑