ความสำเร็จหรือความล้มเหลวกับการแก้ไขปัญหาสังคมในพื้นที่ชาวไทยมุสลิมเชื้อสายมลายูในจังหวัดชายแดนภาคใต้
Success or Failure from the Resolution of Society in the Area of Thai- Malay Muslims in the southern border provinces of Thailand
ดร. สุริยะ สะนิวา นักวิจัยอิสระ และ ดร. วันฮารงค์ บินอิสริส มหาวิทยาลัยรัชภัฎยะลา
บทคัดย่อ
บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อศึกษาปัจจัยที่เป็นสาเหตุทำให้รัฐสำเร็จหรือล้มเหลวในการแก้ปัญหาสังคมและเศรษฐกิจในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ และ 2) เพื่อหารูปแบบที่เหมาะสมในการกำหนดนโยบายและนำมาปฏิบัติในพื้นที่ชาวไทยมุสลิมเชื้อสายมลายู ดำเนินการวิจัยโดยชาวไทยมุสลิมเชื้อสายมลายูในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้คือ ยะลา ปัตตานี และนราธิวาส เป็นกลุ่มตัวอย่าง ข้อมูลที่ใช้ได้รับมาจากเอกสารและ มีจัดทำโฟกัสกรุ๊ปจำนวนสามกลุ่ม กลุ่มละ 10 คนรวมจำนวน 30 คน และสัมภาษณ์ผู้นำในพื้นที่อีกจำนวน 6 คนในจังหวัดปัตตานี ยะลา และนราธิวาส เป็นงานวิจัยเชิงคุณภาพแต่มีการนำเอาเชิงปริมาณบางส่วนมาใช้โดยมีการจัดทำชุดแบบสอบถามจำนวน 500 ชุด สอบถามผู้นำชุมชนในพื้นที่ วิเคราะห์จาก 7 ตัวแปรอิสระ คือ 1) กระแสโลกาภิวัตน์ 2) การกดดันของเจ้าหน้าที่ความมั่นคง 3) การเลือกปฏิบัติในการพัฒนาพื้นที่ 4) ความเคร่งครัดในศาสนา 5) ทัศนคติที่เปลี่ยนแปลง 6) การหวงแหนในอัตลักษณ์ และ 7) สถานภาพด้อยทางการศึกษา โดยการวัดระดับความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรที่มาจากตัวแปรอิสระกับตัวแปรตาม ตัวแปรอิสระที่มีความถี่สูงสุดและมากกว่าร้อยละ 50 ขึ้นไปจะถือเป็นค่าความเป็นไปได้ ผลการวิเคราะห์เชิงคุณภาพพบว่า รูปแบบการปกครองในจังหวัดชายแดนภาคใต้คือ การกระจายอำนาจให้มีภาษามลายูที่เท่าเทียมกันกับภาษาราชการ และผู้ว่าราชการมาจากการเลือกตั้งโดยตรง ผลการวิเคราะห์เชิงปริมาณพบว่า ปริมาณพบว่า การวิเคราะห์เชิงปริมาณพบว่า การกดดันของเจ้าหน้าที่ความมั่นคงมีค่าความเป็นไปได้ร้อยละ 61.7 กระแสโลกาภิวัตน์ มีค่าร้อยละ 59.6 ความเคร่งครัดในศาสนามีค่าร้อยละ 59.6 4) การหวงแหนในอัตลักษณ์มีค่าร้อยละ 58.0 ลำดับที่ 5) สถานภาพด้อยทางการศึกษามีค่าร้อยละ 57.4 และลำดับที่ 6) การเลือกปฏิบัติในการพัฒนาพื้นมีค่าร้อยละ 53.2 ส่วนตัวแปรอื่นๆ มีค่าความเป็นไปได้น้อย
คำสำคัญ: ปัญหาในการแก้ปัญหา สังคมและเศรษฐกิจ พื้นที่ชาวไทยมุสลิมเชื้อสายมลายู จังหวัดชายแดนภาคใต้
ABSTRACT
This research project was aimed to 1) study why the state achieved or failed to solve the social and economic problems in the southern border provinces and 2) to find out a suitable model for their policy into these areas. It utilized the ethnic Malay-Muslims from 5 southern border provinces (Yala, Satun, Pattani, Narathiwat and Songkhla) as the sampling group. It is designed into a qualitative method. The data were collected from some document concerned and also from three focus-groups with totaling 30 people, 10 people per each. In addition, it also interviewed with 6 local leaders from Pattani, Yala and Narathiwat. However, a quantitative technique is also utilized for this research. It prepared a set of questionnaires to ask the respondents to obtain some values which might be related with the problem. This study analyzed 7 independent factors: 1) influential globalization, 2) security pressure, 3) discrimination, 4) religious belief, 5) attitude change, 6) tenacious identity and 7) poor education. It measured a relation between a set of precondition (independent factors) and a set of occurrence (dependent factor) to obtain the probability of this research. For the output of this measurement, the biggest frequency or the higher degree than 50% that is accounted as the probability. In the qualitative technique, it has found that decentralization of a system is the primary approach for those local people, Malay language would be an official language the same as Thai and the position of governor would be elected directly in the Muslim populated areas. And, in the quantitative technique, it has found that the security pressure stay at 61.7%, the influential globalization at 59.6%, the religious belief at 59.6%, the tenacious identity at 58.0%, the poor education at 57.4%, and the discrimination at 53.2%. The other factors have little probability.
Keywords: Problem in Resolution, Social and Economic, Ethnic Malay-Muslims Populated Area, Southern Border Provinces
บทนำ
บริบททางการเมือง เศรษฐกิจ สังคม และการศึกษา อาจเป็นกุญแจสำคัญประการหนึ่งสู่ความเข้าใจในการศึกษาความล้มเหลวของรัฐต่อการแก้ไขปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ สถานภาพทางการเมือง โดยเฉพาะการต่อต้านรัฐบาลในจังหวัดชายแดนภาคใต้นั้น ถือเป็นการรณรงค์ยุทธศาสตร์แบ่งแยกดินแดนที่มีศูนย์กลางอยู่ในเขตดินแดนที่เรียกว่า “ปาตานี” คือในส่วนที่เป็นสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ของประเทศไทยในปัจจุบัน มีการก่อความไม่สงบที่ลุกลามไปถึงจังหวัดใกล้เคียง เกิดการขู่เข็ญไปถึงเมืองหลวงของประเทศคือกรุงเทพมหานคร ความขัดแย้งเหล่านี้ได้คร่าชีวิตประชาชนไม่น้อยกว่า 3,000 คนในรอบสิบปีที่ผ่านมา
หากจะจัดลำดับเหตุการณ์ทางการเมืองที่ผ่านมานั้น บทความนี้ขอเริ่มตั้งแต่เหตุการณ์ในวันที่ 28 เมษายน พ.ศ. 2547 มีกลุ่มฝ่ายต่อต้านมากกว่า 100 คน ได้ทำการโจมตีป้อมตำรวจจำนวน 10 แห่งที่จังหวัดปัตตานี ยะลา และสงขลา (AFP, 22 November 2006) มีจำนวน 32 คนที่ปักหลักต่อสู้กับฝ่ายรัฐอยู่ที่มัสยิดกรือเซะ อย่างไรก็ตาม ในเดือนตุลาคม ปี พ.ศ. 2547 (ปีเดียวกัน) ได้เกิดเหตุการณ์ที่มีการปราบปรามชาวมุสลิมเชื้อสายมลายูอย่างรุนแรงที่ประท้วงอยู่บริเวณหน้าสถานีตำรวจภูธรอำเภอตากใบ ในจังหวัดนราธิวาส มีชายในพื้นที่ 6 คนถูกจับ จึงเกิดการประท้วงเพื่อเรียกร้องให้มีการปล่อยตัวชายทั้ง 6 คนดังกล่าว แต่ทางตำรวจได้ขอกำลังจากทหารเพื่อเข้าไประงับเหตุการณ์ ทำให้ชาวบ้านเสียชีวิตในที่เกิดเหตุทันทีจำนวน 7 คน และผู้ที่ถูกจับกุมอีกจำนวน 78 คนเสียชีวิต (The Nation, 28 October 2006:3) จากการถูกวางทับซ้อนกันในรถบรรทุก
ส่วนเหตุการณ์ทางสังคมและเศรษฐกิจนั้น จังหวัดปัตตานี ยะลา และนราธิวาสจะมีโครงสร้างที่คล้ายคลึงกัน คือประชากรส่วนใหญ่เป็นครัวเรือนเกษตรกร ประชากรมีแนวโน้มด้วยอัตราการเกิดที่เพิ่มสูงขึ้นและย้ายถิ่นเข้ามากกว่าการย้ายออก (ทะเบียนราษฎร์, กรมการปกครอง, 2557) ซึ่งประชากรส่วนใหญ่ ร้อยละ 86.3 นับถือศาสนาอิสลาม และใช้ภาษามลายูติดต่อถึงกันและกันในชีวิตประจำวัน
และตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา บรรยากาศของความไม่ไว้วางใจจึงเกิดขึ้นเป็นทวีคูณ และเป็นไปอย่างกว้างขวาง
ฉะนั้น บทความวิจัยเรื่อง “ความสำเร็จหรือความล้มเหลวกับการแก้ไขปัญหาสังคมในพื้นที่ชาวไทยมุสลิมเชื้อสายมลายูในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ” จึงเป็นการตรวจสอบโจทย์ปัญหาคือ “เพราะเหตุใด การแก้ปัญหาสังคมในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ต้องประสบกับปัญหา”
วัตถุประสงค์ของการวิจัย
1) เพื่อศึกษาปัจจัยที่เป็นสาเหตุที่รัฐสำเร็จหรือล้มเหลวในการแก้ปัญหาสังคมและเศรษฐกิจในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ คือ ยะลา ปัตตานี และนราธิวาส
2) เพื่อหารูปแบบที่เหมาะสมในการกำหนดนโยบายและนำมาปฏิบัติในพื้นที่ชาวไทยมุสลิมเชื้อสายมลายูในพื้นที่ห้าจังหวัดชายแดนภาคใต้
วรรณกรรมที่เกี่ยวข้องและกรอบแนวคิด
จากการทบทวนวรรณกรรมที่เกี่ยวข้องนั้นพอจะสรุปสาเหตุความสำเร็จหรือความล้มเหลวของรัฐในการแก้ปัญหาสังคมและเศรษฐกิจในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้คือ ประวัติศาสตร์เชิงจารีตของเมืองปัตตานี นโยบายของรัฐไทย และการกระทำอย่างไม่เป็นธรรมของเจ้าหน้าที่รัฐต่อคนมุสลิมมลายูปาตานี
สุจิตต์ วงษ์เทศ (2555) ได้ศึกษาเชิงประวัติศาสตร์ของพหุวัฒนธรรมในจังหวัดชายแดนภาคใต้ กล่าวว่า สี่จังหวัดชายแดนภาคใต้เป็นส่วนหนึ่งของแหลมมลายู เรียกว่า “มาลัยประเทศ” ส่วนดินแดนที่อยู่ทางเหนือขึ้นไปเรียกว่า “สยามประเทศ” ส่วนคนในดินแดนประเทศไทยตั้งแต่ดึกดำบรรพ์ไม่ได้เรียกว่า “คนไทย” แต่สมมติเรียกกันราวหลัง พ.ศ. 1700 เฉพาะคนพวกหนึ่งที่อยู่ในภาคกลางที่ราบลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาเท่านั้น ใน พ.ศ. 2482 รัฐบาลตรากฎหมายให้เรียกคนทั้งประเทศว่า “คนไทย”
อาริฟิน บินจิ อับดุลลอฮฺ ลออแมน ซูฮัยมีย์ อิสมาแอล (2556) กล่าวสรุปเรื่อง ปาตานีประวัติศาสตร์และการเมืองในโลกมลายูว่า ปาตานีหมายถึงอาณาจักรมลายูในอดีตก่อนตกเป็นเมืองขึ้นของสยาม ปัจจุบันชาติพันธุ์มลายูคือ ผู้ใช้ภาษามลายูที่มาจากภาคใต้ของเกาะสุมาตรา
สมชาย วิรุฬหผล (2558) เขียนเรื่อง จากนูซันตาราสู่มหานครปัตตานี กล่าวว่า ชนชาติพันธุ์มลายูถือกำเนิด แผ่อิทธิพล และมีการวิวัฒนาการต่อเนื่อง เชื่อมโยงทั้งทางบกและทางทะเลด้วยเส้นทางสายไหมที่เป็นเส้นทางการค้าแลกเปลี่ยนสินค้า และก่อให้เกิดการผสมผสานของอารยธรรมระหว่างตะวันตกและตะวันออก
ณรงค์ ศรีสวัสดิ์และสุริยะ สะนิวา (2558) กล่าวไว้ในงานวิจัยเรื่องการศึกษาสังเคราะห์ความรู้ด้านพหุสังคม ความขัดแย้ง ความรุนแรง และสันติภาพในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ว่า ในปี พ.ศ. 2490 หะญีสุหลงในฐานะประธานสมาคมอิสลามพลังปัตตานีได้ทำหนังสือเขียนข้อเรียกร้อง 7 ข้อ แสดงความไม่พอใจต่อพฤติกรรมปฏิบัติของเจ้าหน้าที่รัฐต่อประชาชนชาวมลายูปาตานีคือ 1) ต้องมีการเลือกตั้งผู้ที่จะมีอำนาจเต็มเพื่อปกครองสี่จังหวัด และผู้ที่เป็นเจ้าหน้าที่ข้าราชการในพื้นที่ต้องถือกำเนิดในพื้นที่ 2) ภาษามลายูต้องเป็นภาษากลางที่ต้องใช้เป็นสื่อการสอนในโรงเรียนระดับชั้นประถมศึกษา 3) ภาษีที่เก็บได้ให้ใช้ภายใน 4 จังหวัดนี้เท่านั้น 4) ร้อยละแปดสิบของข้าราชการทั้งหมดต้องเป็นชาวมลายู 5) ขอให้ภาษามลายูควบกับภาษาไทยเป็นภาษาราชการ 6) กฎหมายอิสลามต้องได้รับการรับรองและมีผลบังคับใช้ในศาลชารีอะห์แยกออกจากศาลจังหวัดและมีกอฎีเป็นผู้พิพากษา 7) คำว่า “เชื้อชาติมลายู” ต้องได้รับการประกาศให้เป็นอัตลักษณ์ในสำมโนครัวของชาวมุสลิมในสี่จังหวัด
บทความวิจัยนี้ ได้ยึดถือแนวคิดของท่าน Anthony D. Smith (1981) และ Samuel P. Huntington (1991) มาเป็นกรอบการวิจัย ซึ่ง Anthony D. Smith (1981) ในตำราที่ชื่อว่า “ethnic revival” มีความเชื่อว่า การเคลื่อนไหวทางการเมืองของชนกลุ่มน้อยนั้น จะเป็นไปในลักษณะจากความรุนแรงระดับต่ำสุดสู่ความรุนแรงระดับที่สูงขึ้นเป็นลำดับจนถึงขั้นสุดท้ายคือ การรวบรวมดินแดนเพื่อสร้างประเทศที่เป็นเผ่าเดียวกัน ส่วน Samuel P. Huntington (1991) ในตำราที่ชื่อว่า “third wave” มีความเชื่อว่า ความเคลื่อนไหวทางการเมืองนั้น จะไม่ได้อยู่กับที่ แต่จะมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับปัจจัยที่เข้ามาเกี่ยวข้อง เช่น ความเติบโตทางเศรษฐกิจ ระบบการปกครองที่เปิดกว้าง และการเป็นอยู่ในลักษณะสมานฉันท์ของพหุวัฒนธรรม
วิธีดำเนินการวิจัย
บทความวิจัยนี้เป็นงานวิจัยทั้งเชิงคุณภาพและเชิงปริมาณ ข้อมูลต่างๆ ที่นำมาวิเคราะห์จึงเป็นข้อมูลที่ได้รับมาจากเอกสารและการสัมภาษณ์ผู้นำชุมชน รวมทั้งการสร้างแบบสอบถามเพื่อถามผู้ตอบแบบสอบถามชาวไทยเชื้อสายมลายู ทั้งนี้เพื่อให้ได้คำตอบคำถามหลักคือ “เพราะเหตุใด การแก้ปัญหาสังคมในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ต้องประสบกับปัญหา”
บทความวิจัยนี้ มีทั้งเชิงคุณภาพและเชิงปริมาณ ด้านเชิงคุณภาพนั้น มีการสร้างเครื่องมือโดยออกแบบสอบถามเพื่อการจัดทำโฟกัสกรุ๊ปโดยเฉพาะ กลุ่มละ 10 คน ทั้งหมดมีจำนวน 3 กลุ่ม ในสามจังหวัด จังหวัดละกลุ่ม รวมจำนวนทั้งหมด 30 คน ซึ่งข้อมูลจากโฟกัสกรุ๊ปและการสัมภาษณ์ผู้นำชุมชนแบบตัวต่อตัว จำนวน 6 คน ดังกล่าวถือเป็นข้อมูลหลักเชิงคุณภาพเพื่อหาเหตุผลจากคำตอบของโจทย์ปัญหา “รัฐสำเร็จหรือล้มเหลวในการแก้ปัญหาสังคมและเศรษฐกิจในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้”
คำถามเชิงคุณภาพนั้น เป็นลักษณะการสนับสนุนเหตุผลต่อผลลัพธ์ที่ได้จากการวิเคราะห์เชิงปริมาณ โดยแบ่งออกเป็นดังนี้คือ คำถามการสัมภาษณ์เจาะลึก ตัวอย่างคือ 1. ท่านมีวิธีการสร้างบรรยากาศพหุสังคมในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ได้อย่างไร 2. อัตลักษณ์ของคนมลายูปาตานีมีความเกี่ยวข้องกับประวัติศาสตร์ปัตตานีอย่างไร 3. การศึกษาของเด็กมุสลิมระดับโรงเรียนปอเนาะ ตาดีกา และโรงเรียนสอนศาสนาอิสลามมีความเกี่ยวข้องกับกลุ่มที่เห็นต่างหรือไม่ อย่างไร 4. ความขัดแย้งและความรุนแรงที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องนั้น มีสาเหตุมาจากปัจจัยหลักอะไรบ้าง 5. ท่านคิดว่า เราจะสร้างสันติภาพในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ได้หรือไม่ อย่างไร และ 6. รูปแบบที่เหมาะสมในการกำหนดนโยบายและนำมาปฏิบัติในพื้นที่ชาวไทยมุสลิมเชื้อสายมลายูควรเป็นอย่างไร
ส่วนเชิงปริมาณนั้น มีการสร้างแบบสอบถามแบบเจาะจง (purposive method) สอบถามผู้นำชุมชน จำนวน 500 คน แบ่งออกเป็นจังหวัดปัตตานีจำนวน 150 คน จากอำเภอสายบุรี อำเภอมายอ และอำเภอเมือง จังหวัดยะลาจำนวน 150 คน จากอำเภอบันนังสตา อำเภอเมือง และอำเภอรามัน จังหวัดนราธิวาสจำนวน 200 คน จากอำเภอบาเจาะ อำเภอสุไหงโกลก อย่างไรก็ตาม ใบสอบถามที่ได้รับกลับได้เพียง 380 ชุด จากจำนวน 500 ชุด คิดเป็นร้อยละ 76
การหาค่าความเป็นไปได้ (probability) นั้นจะได้จากผลลัพธ์ (output) ที่ได้รับมาจากการวัดระดับความสัมพันธ์ระหว่างชุดเงื่อนไขที่กำหนด (preconditions) กับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น (occurrence) คือ รัฐสำเร็จหรือล้มเหลวในการแก้ปัญหาสังคมและเศรษฐกิจในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้
คำถามเชิงปริมาณ เป็นรูปแบบปลายปิด ตัวอย่างคำถามที่ถามในรูปแบบเชิงปริมาณคือ 1) การกดดันจากเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคง เป็นสาเหตุสาเหตุของความสำเร็จหรือความล้มเหลวของรัฐในการแก้ปัญหาสังคมและเศรษฐกิจในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้หรือไม่ 2) อิทธิพลของกระแสโลกาภิวัตน์เป็นสาเหตุสาเหตุของความสำเร็จหรือความล้มเหลวของรัฐในการแก้ปัญหาสังคมและเศรษฐกิจในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้หรือไม่ 3) ความเคร่งครัดในศาสนา เป็นสาเหตุสาเหตุของความสำเร็จหรือความล้มเหลวของรัฐในการแก้ปัญหาสังคมและเศรษฐกิจในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้หรือไม่ 4) การหวงแหนในอัตลักษณ์ เป็นสาเหตุสาเหตุของความสำเร็จหรือความล้มเหลวของรัฐในการแก้ปัญหาสังคมและเศรษฐกิจในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้หรือไม่ 5) สถานภาพด้อยทางการศึกษา เป็นสาเหตุสาเหตุของความสำเร็จหรือความล้มเหลวของรัฐในการแก้ปัญหาสังคมและเศรษฐกิจในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้หรือไม่ 6) การเลือกปฏิบัติในการพัฒนาพื้น เป็นสาเหตุสาเหตุของความสำเร็จหรือความล้มเหลวของรัฐในการแก้ปัญหาสังคมและเศรษฐกิจในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้หรือไม่ และ 7) ทัศนคติเปลี่ยนแปลงด้านลบ เป็นสาเหตุของความสำเร็จหรือความล้มเหลวของรัฐในการแก้ปัญหาสังคมและเศรษฐกิจในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้หรือไม่
ผลการวิจัย
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อ 1) เพื่อศึกษาปัจจัยที่เป็นสาเหตุที่รัฐสำเร็จหรือล้มเหลวในการแก้ปัญหาสังคมและเศรษฐกิจในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ คือ ยะลา ปัตตานี และนราธิวาส และ 2) เพื่อหารูปแบบที่เหมาะสมในการกำหนดนโยบายและนำมาปฏิบัติในพื้นที่ชาวไทยมุสลิมเชื้อสายมลายูในพื้นที่ห้าจังหวัดชายแดนภาคใต้
ผลสรุปเชิงคุณภาพพบว่า การกระจายอำนาจให้มีภาษามลายูที่เท่าเทียมกันกับภาษาราชการ และผู้ว่าราชการมาจากการเลือกตั้งโดยตรง ส่วนเชิงบวกนั้นประชาชนมีการยอมรับว่าจำนวนแพทย์ที่จบมาทำงานในจังหวัดชายแดนเพิ่มขึ้น จากการสำรวจที่โรงพยาบาลพระยุพราชสายบุรี จังหวัดปัตตานีจะมีแพทย์ที่เป็นมุสลิม ณ ปัจจุบันนี้มีมากกว่า 6 คนและมีคลินิกแพทย์มุสลิมเปิดบริการในตัวเมืองอำเภอสายบุรี มีจำนวนเพิ่มขึ้นมากกว่า 4 คลินิก
ผลสรุปจากการสำรวจเชิงปริมาณ พบว่าปัจจัยที่ส่งผลให้รัฐสำเร็จหรือล้มเหลวในการแก้ปัญหาสังคมและเศรษฐกิจในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้โดยเรียงจากปัจจัยลำดับที่มีค่าความเป็นไปได้มากสุดสู่ปัจจัยที่ลำดับค่าความเป็นไปได้น้อยสุดดังนี้คือ ลำดับที่ 1) การกดดันจากเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคง โดยมีค่าความเป็นไปได้ร้อยละ 61.7 ลำดับที่ 2) อิทธิพลของกระแสโลกาภิวัตน์มีค่าความเป็นไปได้ร้อยละ 59.6 ลำดับที่ 3) ความเคร่งครัดในศาสนามีค่าความเป็นไปได้ร้อยละ 59.6 ลำดับที่ 4) การหวงแหนในอัตลักษณ์มีค่าความเป็นไปได้ร้อยละ 58.0 ลำดับที่ 5) สถานภาพด้อยทางการศึกษามีค่าความเป็นไปได้ร้อยละ 57.4 ลำดับที่ 6) การเลือกปฏิบัติในการพัฒนาพื้นที่มีค่าความเป็นไปได้ร้อยละ 53.2 และลำดับที่ 7) ทัศนคติเปลี่ยนแปลงด้านลบมีค่าความเป็นไปได้ร้อยละ 49.0
อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จเชิงประจักษ์ที่ชัดเจนคือ ปี พ.ศ. 2555, 2556, 2557, 2558 และ 2559 เฉพาะเดือนรอมฎอนเกิดเหตุการณ์คิดเป็นจำนวนครั้งคือ 66, 70, 37, 33 และ 8
จำนวนครั้งเหตุการณ์ไม่สงบลดลงดังนี้คือ ในปีงบประมาณ 2558 มีเหตุการณ์รุนแรงในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้สูงถึงร้อยละ 80 แต่นับจากปีงบประมาณ 2559 เป็นต้นมานั้น จากเหตุการณ์ปรกติ 100 ครั้งหรือร้อยละ 100 มีเหตุการณ์รุนแรง 20 ครั้ง ความต่างที่ลดลงคือ 20-80 = -60 ครั้ง หมายเหตุการณ์รุนแรงลดลงได้ถึงร้อยละ 60
อภิปรายผล
การกดดันจากเจ้าหน้าที่นั้น แม้ว่าจะมีความสำคัญมาก แต่ก็ดูเสมือนดาบสองคม ทั้งนี้ ผู้ตอบคำถามเห็นว่ามีความเกี่ยวข้องกับความล้มเหลวในนโยบายของรัฐ ซึ่งความเคลื่อนไหวใดๆ ที่เป็นความเคลื่อนไหวด้านการเมืองแล้วก็จะถูกเพ่งเล็งจากฝ่ายรัฐบาลเป็นพิเศษ ตัวอย่างที่เห็นได้อย่างชัดเจนก็คือ กลุ่มวาดะห์ (Al-Wahdah) ที่จัดตั้งขึ้นตั้งแต่ปี พ.ศ. 2529 ทั้งๆ ที่กลุ่มวาดะห์มีความเคลื่อนไหวด้านการเมืองทางสายกลางตามระบบการเมืองการปกครองของประเทศไทย และร่วมมือกับพรรคฝ่ายรัฐบาลในการจัดตั้งพรรคการเมืองตามครรลองของระบอบประชาธิปไตยมาโดยตลอด แต่ก็ถูกใส่ความต่อสาธารณะโดยผ่านทีวีเกือบทุกช่องว่า “วาดะห์” คือ “เอกราช” นี่แสดงถึงการมีอคติที่สูงมากของฝ่ายบ้านเมือง ทั้งๆ ที่คำว่า “วาดะห์” หมายถึง “เอกภาพ” นี่ก็เป็นตัวอย่างหนึ่งที่แสดงให้เห็นว่า กำลังจำกัดสิทธิทางการเมืองของชาวไทยมุสลิมเชื้อสายมลายู
จากการสอบถามเกี่ยวกับอิทธิพลของกระแสโลกาภิวัตน์นั้น ผู้ตอบคำถามเชื่อว่าประเทศมาเลเซียให้ความช่วยเหลือแก่ชาวมุสลิมเชื้อสายมลายู แต่เป็นการช่วยเหลือทางด้านสิทธิมนุษยชน เพราะว่าประเทศมาเลเซียให้ความช่วยเหลือแก่ผู้ลี้ภัยทั่วไปโดยตลอด ซึ่งมิใช่แต่เฉพาะชาวมลายูมุสลิมจากจังหวัดชายแดนภาคใต้เท่านั้น แต่จะรวมไปถึงชาวกัมพูชา ชาวบอสเนีย และชาวเวียดนามที่ลี้ภัยสงคราม ซึ่งผู้อพยพเหล่านั้นจะได้รับการโอนสัญชาติมาเลเซีย ปัจจุบัน ชาวกัมพูชาที่ได้รับความช่วยเหลือจากมาเลเซีย ได้อาศัยพักพิงอยู่อย่างถาวรในเขตอำเภอกูวอมูซัง รัฐกลันตัน (ที่ติดเขตแดนกับวีลายะห์เปอร์ซูกูตูวัน ซึ่งเป็นที่ตั้งของกรุงกัวลาลัมเปอร์ เมืองหลวงของประเทศมาเลเซีย) ส่วนชาวบอสเนียจะอยู่ในกรุงกัวลัมเปอร์ และชาวบอสเนียส่วนใหญ่จะได้รับทุนการศึกษาเพื่อเข้าศึกษาต่อในมหาวิทยาลัยอิสลามนานาชาติแห่งมาเลเซียโดยไม่จำกัดจำนวน ส่วนความช่วยเหลือจากประเทศอินโดนีเซียประชาชนเห็นว่า ประเทศอินโดนีเซียมีการยึดถือความเป็นชาตินิยมมลายูสูงมาก มีความภาคภูมิใจที่ได้กอบกู้เอกราชจากฮอลันดา ทำให้ประธานาธิบดีบุงซูการ์โนได้รับขนานนามว่าเป็นบิดาแห่งชาติอินโดนีเซีย ปัจจุบัน นักศึกษาชาวมุสลิมเชื้อสายมลายูในจังหวัดชายแดนภาคใต้ได้เข้าศึกษาต่อประเทศอินโดนีเซียมากขึ้น ทั้งนี้จะเกี่ยวข้องกับทุนการศึกษาที่ได้รับนั้นเอง จะเห็นว่า กระแสโลกาภิวัตน์มีความเกี่ยวข้องกัน สามารถส่งผลกระทบต่อรัฐสำเร็จหรือล้มเหลวในการแก้ปัญหาสังคมและเศรษฐกิจในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้
ส่วนความเคร่งครัดทางศาสนานั้น ผู้ตอบคำถามเห็นว่ามีความเกี่ยวข้องกับความล้มเหลวของรัฐ ศาสนาอิสลามสอนให้ชาวมุสลิมมีพลังในการพัฒนาชีวิต ให้รู้จักความพอดี พอใจในสิ่งที่ตนมีอยู่ และดำเนินกิจกรรมด้านพัฒนาประเทศให้ก้าวหน้า มีแบบอย่างการดำเนินชีวิตที่เกี่ยวข้องกับศาสนาอิสลามอย่างแน่นแฟ้น ไม่ว่าจะเป็นทั้งทางโลกและทางธรรม ตลอดจนการพัฒนาต่างๆ จะต้องให้สอดคล้องกับวิถีชีวิตของชาวบ้านเป็นอย่างยิ่ง ทั้งนี้ชาวมุสลิมมีความเชื่อว่าขนบธรรมเนียมประเพณีรักความสงบสุข และอิสลามสอนให้ชาวมุสลิมสร้างบรรยากาศของการสร้างสมานฉันท์กับคนต่างศาสนิก นั่นคือธาตุแท้ของคนไทยมุสลิมเชื้อสายมลายู คือเป็นผู้รักสงบ รักศาสนา และปฏิบัติตามขนบธรรมเนียมประเพณีของตนอย่างเคร่งครัดมากกว่าศาสนิกอื่นๆ
สำหรับความเห็นเกี่ยวกับการหวงแหนในอัตลักษณ์นั้น ความสำเร็จหรือล้มเหลวของรัฐเกิดขึ้นจากความไม่เข้าใจในการส่งเสริมให้เกิดการพัฒนาด้านวัฒนธรรม ประเพณี ภาษา และศาสนา สิ่งที่จำเป็นสำหรับคนในพื้นที่คือ การสนับสนุนงบประมาณและทุนอุดหนุนด้านการศึกษา ด้านวัฒนธรรม ประเพณี และด้านภาษาแก่เยาวชนนักเรียนนักศึกษาแก่ทุกศาสนาในพื้นที่ตามสัดส่วนที่แท้จริงของประชากร ผู้นำชุมชนส่วนใหญ่ เชื่อว่าภาษามลายูเป็นภาษาที่มีตัวตนและเป็นภาษาหลักในพื้นที่ หากการพัฒนาที่สอดคล้องกับความต้องการของคนในพื้นที่เช่น รูปแบบการบริหารการปกครองในพื้นที่นี้ ควรให้มีการกระจายอำนาจอย่างแท้จริง โดยมีการเลือกตั้งผู้ว่าราชการโดยตรง และภาษาราชการควรเปิดกว้างให้มีภาษามลายูควบคู่ไปกับภาษาไทยเช่นเดียวกับรัฐ ควีเบก ของประเทศแคนาดา พูดอีกอย่างคือ ใช้การปกครองของรัฐควีเบกมาเป็นรูปแบบในการบริหารการปกครอง แล้วปัญหาก็จะหมดไป เพราะถือเป็นการพัฒนาด้านวัฒนธรรม การเมือง สังคมและเศรษฐกิจอย่างแท้จริง
สำหรับด้านเศรษฐกิจนั้น กลุ่มผู้นำอำนาจรัฐทุกระดับในส่วนกลาง ภูมิภาค จนถึงชุมชนท้องถิ่นต้องมีความรู้ ความเข้าใจว่า การพัฒนาสังคมไทยทั้งระบบใหญ่ของรัฐไทยและระบบย่อยของสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ เป็นการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างสังคมอย่างมีแบบแผนที่ทำให้ประชาชนทุกชนชั้นในสังคมมีการดำรงชีวิตและความเป็นอยู่ดีขึ้นกว่าเดิม
ส่วนสถานภาพด้อยทางการศึกษามีส่วนต่อความสำเร็จหรือล้มเหลวของรัฐ ประชาชนเชื่อว่าระดับการศึกษาของชาวมุสลิมเชื้อสายมลายูในจังหวัดชายแดนภาคใต้อยู่ในระดับที่สูงขึ้นหากเทียบกับ 15-20 ปีที่แล้ว ทั้งนี้ผู้ให้สัมภาษณ์เห็นว่า ประชาชนชาวไทยมุสลิมเชื้อสายมลายูมีการตื่นตัวต่อการศึกษาเป็นอย่างยิ่ง ที่เห็นได้อย่างชัดเจนก็คือ การมีมหาวิทยาลัยอิสลามยะลา (มหาวิทยาลัยฟาฏอนีในปัจจุบัน) ที่ตั้งอยู่ที่ตำบลเขาตูม อำเภอยะรัง จังหวัดปัตตานี ซึ่งเปิดสอนอยู่หลายคณะอย่างเช่น คณะอิสลามศึกษาและประวัติศาสตร์ คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีการสื่อสาร และคณะศิลปศาสตร์และสังคมศาสตร์ และนอกจากนี้ ภาษาที่ใช้เป็นสื่อการสอนนั้น นอกจากภาษาไทยแล้ว ยังมีหลายสาขาที่เปิดสอนในหลักสูตรนานาชาติโดยใช้ภาษาอังกฤษและภาษาอาหรับเป็นภาษาสื่อกลาง โดยมีนักศึกษาที่มาจากต่างประเทศประมาณ 20 ประเทศ และในบรรดานักศึกษาต่างประเทศเหล่านั้น มาจากประเทศจีนแผ่นใหญ่เป็นกลุ่มที่ใหญ่ที่สุด สิ่งนี้ เป็นตัวอย่างอย่างหนึ่งที่แสดงให้เห็นว่า คนไทยมุสลิมเชื้อสายมลายูมีการตื่นตัวทางการศึกษาเป็นอย่างยิ่ง ส่วนอีก 2 ปัจจัยคือ การเลือกปฏิบัติ และทัศนคติเปลี่ยนแปลงด้านลบนั้นจะมีผลกระทบต่อรัฐสำเร็จหรือล้มเหลวน้อย จึงไม่มีการอภิปรายในที่นี้
สรุปแล้ว สาเหตุที่รัฐสำเร็จหรือล้มเหลวในการแก้ปัญหาสังคมและเศรษฐกิจในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ คือ ยะลา ปัตตานี และนราธิวาส มีความเกี่ยวข้องกับหลายสาเหตุ รวมถึงการกดดันจากเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคง อิทธิพลของกระแสโลกาภิวัตน์ ความเคร่งครัดในศาสนา การหวงแหนในอัตลักษณ์ สถานภาพด้อยทางการศึกษา และการเลือกปฏิบัติในการพัฒนาพื้นที่
ส่วนรูปแบบที่เหมาะสมในการกำหนดนโยบายและนำมาปฏิบัติในพื้นที่ชาวไทยมุสลิมเชื้อสายมลายูในพื้นที่ห้าจังหวัดชายแดนภาคใต้คือ นำการปกครองของรัฐควีเบกของประเทศแคนาดามาเป็นรูปแบบในการบริหารการปกครอง
ข้อเสนอแนะ
ความขัดแย้งอาจเกิดขึ้นได้ในทุกสังคม ทุกสถานการณ์ ทุกเผ่าพันธุ์ และทุกเวลา ไม่ว่าจะเป็นสถาบันครอบครัว ชุมชนท้องถิ่น ชุมชนเมือง และไปจนถึงระดับประเทศ หรือระหว่างประเทศ หรือระหว่างรัฐบาลกับชนกลุ่มน้อยภายในประเทศ ปัญหาสำคัญอยู่ที่ว่า จะทำอย่างไรเพื่อให้เกิดการบริหารงานในท่ามกลางของความขัดแย้งนั้นได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการแก้ไขปัญหาสังคมและเศรษฐกิจ จากบทความนี้ Huntington กล่าวไว้อย่างน่าสนใจสามแนวทางที่อาจขจัดความขัดแย้งลงได้ และนำไปสู่ความสำเร็จในการแก้ไขปัญหาสังคมและเศรษฐกิจคือ 1. แนวทางพัฒนาให้เศรษฐกิจเจริญเติบโตอย่างยั่งยืน 2. แนวทางพัฒนาระบบการเมืองให้มีความเป็นเสรีมากขึ้น และ 3. แนวทางพัฒนาให้เกิดการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมขึ้นมาในสังคม
กิตติกรรมประกาศ
ผู้เขียนและคณะขอขอบคุณผู้ให้สัมภาษณ์จากจังหวัดต่างๆ ทั้ง 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ และขอขอบพระคุณผู้ให้ทุนวิจัย ซึ่งเป็นงบประมาณแผ่นดินของชาติ สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ การเผยแพร่ความรู้ด้านวิชาการ ผู้เขียนและคณะต้องขอขอบพระคุณวารสารวิชาการที่ให้เกียรติ และได้รับการต้อนรับจากผู้อ่านและผู้สนใจทั่วไปอย่างทั่วถึง
เอกสารอ้างอิง
ก้อง ไชยณรงค์. (2558). ข้อเสนอเชิงนโยบายการใช้การใช้ผลงานวิจัยเพื่อการแก้ไขปัญหาชายแดน
ภาคใต้. เสนอสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.).
คณะกรรมการอิสระเพื่อความสมานฉันท์. (2549). เอาชนะความรุนแรงด้วยพลังสมานฉันท์.
กรุงเทพ: สำนักเลขาธิการ คณะรัฐมนตรี ทำเนียบรัฐบาล.
โครงการจัดพิมพ์ดีพบุคส์ (deepbooks) ศูนย์เฝ้าระวังสถานการณ์ภาคใต้ มหาวิทยาลัย สงขลา
นครินทร์งิทยาเขตปัตตานี จังหวัดปัตตานี. (2557). บทเรียนสันติภาพ เรียนรู้กระบวนการสันติภาพในประสบการความขัดแย้งร่วมสมัย. จัดพิมพ์ที่ หจก. ภาพพิมพ์.
ชาญชัย ชัยสุขโกศล. (2550). ทฤษฎีสังคมวิทยากับการวิจัยความรุนแรงและสันติภาพ. จันทร์ 26
พฤศจิกายน.
ณรงค์ ศรีสวัสดิ์ และสุริยะ สะนิวา. (2558). การศึกษาสังเคราะห์ความรู้ด้านพหุสังคม ความ
ขัดแย้งความรุนแรง และสันติภาพในจังหวัดชายแดนภาคใต้. สำนักงานคณะกรรมการวิจัย
แห่งชาติ.
สุจิตต์ วงษ์เทศ .(2558). สี่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ปัตตานี ยะลา นราธิวาส สตูล. พิมพ์คำ
สำนักพิมพ์.
สมชาย วิรุฬหผล. (2558). จากนูซันตาราสู่มหานครปัตตานี. สำนักพิมพ์วิทยากรุงเทพ
อารีฟิน บินจิ อับดุลลอฮฺ ลออแมน ซูฮัยมีย์ อิสมาแอล. (2556). ปัตตานีประวัติศาสตร์และ
การเมืองในโลกมลายู. จัดพิมพ์โดย มูลนิธิวัฒนธรรมอิสลามภาคใต้. สงขลา
Huntington, Samuel P. (1991). The Third Wave: Democratization in the Late
Twentieth Century. Norman: University of Oklahoma Press.
Smith, Anthony D. (1981). The Ethnic Revival. Cambridge: Cambridge University
Press.